วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังต่อว่าผมได้เรียนรู้อะไรมาจาก รศ.ดร.มารค อีกบ้าง

        คราวที่แล้วผมเล่ามาถึงวัฒนธรรมแตกต่างกัน การกระทำต้องแตกต่างกัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการพัฒนาประชาธิปไตย เรามีข้อสันนิษฐานว่าระบบประชาธิปไตยอยู่กันอย่างสันติสุข Democratic peace hypothesis  สังคมประชาธิปไตยด้วยกัน มักไม่ทะเลาะกัน หรือสังคมประชาธิปไตย หากมีปัญหา มักไม่ค่อยขัดแย้งกัน  บางคนว่าสมมุติฐานนี้น่าจะเป็นจริง แต่บางคนก็บอกว่ามันประเมินไม่ได้

        อาจาร์มารค บอกว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรมกับประชาธิปไตย มันเหมือนน้ำกับน้ำมัน Unesco เองออกปฏิญญายอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่อ่านแล้วไม่เข้าใจว่า unesco ยอมรับว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีจริง หรือยอมรับว่าความหลากหลายมันดี

        น้ำกับน้ำมันมันเข้ากันไม่ได้ พอทิ้งไว้มันก็แยกส่วน

        ประชาธิปไตยอาจจะไม่เข้ากับระบบวัฒนธรรม เช่น ผู้นำตามธรรมชาติบางระบบมีกระบวนการหล่อหลอมในอดีตมายาวนาน แต่พออ้างประชาธิปไตย ผู้นำนั้นก็อาจจะไม่ได้รับการยอมรับเท่าเดิมอีก เพราะในระบอบประชาธิปไตย สงสัยถามได้ (แต่ระบบเก่าไม่ต้องถามให้เชื่อผู้นำอย่างเดียว) คำว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ได้หมายความถึงความหลากหลายทางเครื่องแต่งกาย ศิลปะ แต่หมายถึงความหลากหลายทางด้านคุณค่า นะจ๊ะ....อิอิ

        การจัดลำดับความสำคัญก็เช่นกันมักจะเกิดปัญหา เพราะลำดับความสำคัญของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน คนมักจะมองว่าเรื่องของตัวมีความสำคัญมากกว่าคนอื่น

        แนวทางที่อาจใช้ Dilemma การก้าวข้ามวัฒนธรรม  อาจจะเป็นการก้าวข้ามประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม หารูปแบบประชาธิปไตยที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย (เช่น ประชาธิปไตยกึ่งเผด็จการ ลุกขึ้นมาปฏิวัติแล้วให้ประชาชนวิพากย์วิจารณ์ได้ ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกนอกจากประเทศไทย...อันนี้อาจารย์ไม่ได้ว่า ผมว่าเอง...อิอิ)

        คำว่าก้าวข้ามวัฒนธรรม

        -ไตร่ตรองในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับวัฒนธรรมของเรา ตัวเราถูกกำหนดในอดีต เราถูกสอนอะไรที่ไหน มันถูกวัฒนธรรมจับมาตั้งแต่ต้น คำว่าก้าวข้ามไม่ได้หมายความว่า ทิ้ง แต่แปลว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น

        -หาวิธีชื่นชมในวัฒนธรรมของตัวเราโดยไม่ให้วัฒนธรรมเป็นกรงขัง ซึ่งนำไปสู่การรู้จักปล่อยวางวัฒนธรรมของเรา

        ถ้าวัฒนธรรมเหมือนกรง นกที่อยู่ในกรงมันก็ไม่อยากออกไปจากกรง แม้เอาออกไปก็จะบินกลับมาเข้ากรงอีกเพราะรู้สึกปลอดภัย

        -เราสามารถก้าวข้ามประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ได้โดย ให้ความสนใจกับเรื่อง fraternity (ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวในกลุ่มพลเมืองและเป็นตัวเชื่อมความรู้สึกระหว่างกัน)ระหว่างประชาชน มีเสรีภาพ มีความเสมอภาค และมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว

        ไอ้เจ้าตัว Fratenity มันเป็นเรื่องยากจึงเกิด Rule of Law เข้ามาแทนที่ให้กฎหมายเข้ามาดูแล มีอะไรเกิดขึ้นก็จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกฎหมาย ไม่ต้องห่วงเรื่องเขาเป็นทุกข์ ไม่เป็นไรให้กฎหมายเข้าไปช่วยดูแล...ขับรถไปตามถนนเห็นคนเดือดร้อนไม่หยุดช่วย แจ้งตำรวจไปดูแล ผมรู้สึกว่ามองว่าชีวิตมนุษย์มันกระด้างเกินไปหรือเปล่า...

        -ทิ้งหลัก Seperation of Religion and State (หลักแยกศาสนาออกจากรัฐ)

สู่สังคมสมานฉันท์

        สังคมสมานฉันท์มีลักษณะอย่างไร

        -ทุกคนในสังคมรู้สึกว่า วัฒนธรรมเฉพาะของตนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมรวมของสังคมเท่าๆกับวัฒนธรรมอื่นในสังคม(ต้องไม่มีใครรู้สึกว่าไม่เกี่ยว)

        -ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคม สามารถแสดงออกได้ในสาธารณะทุกมิติ เช่น ภาษา การแต่งกาย พิธีกรรมทางศาสนา ฯลฯ  ยกเว้นเฉพาะในเรื่องของการใช้เหตุผล ในมิตินี้ทุกส่วนของสังคมยอมใช้เหตุผลสาธารณะร่วมกัน

        -ทุกคนในสังคมมีสถานะเป็นพลเมืองเต็มที่ รวมทั้งรับทราบถึงสิทธิและความรับผิดชอบที่ตามมา

        -ทุกคนในสังคมมีความหวังในการที่จะปรับฐานะทางเศรษฐกิจของตัวเองและครอบครัวให้ดีขึ้นได้

        ในมุมมองของอาจารย์ท่านบอกว่าต้องเข้าใจว่าสังคมสมานฉันท์นั้น

๑.ไม่ใช่สังคมอุดมคติ ควรจะต้องเป็นสังคมที่เป็นไปได้

๒.ไม่ใช่สังคมไทยในอดีต

๓.ไม่ใช่สังคมที่ทุกคนรักและห่วงใยกัน

มีคำถามว่าแล้วสังคมไทยไปสู่สังคมสมานฉันท์ได้อย่างไร

        อาจารย์ไม่ตอบตรงๆแต่เปรียบเทียบให้เราฟังว่า อดีตเป็นเหมือนเมฆที่ทอดเงาคลุมสังคมอยู่ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ ต้องหาวิธีออกจากเงานี้ให้ได้ เพื่อแสงสว่างจะได้ส่องลงมาถึงแล้วเราก็จะสามารถเริ่มสร้างลักษณะสังคมสมานฉันท์ได้ ปัญหาของประเทศในเอเชียก็คือ จัดการกับอดีตไม่ได้

        อีกคำที่อาจารย์อาจารย์พูดถึงคือ สันติภาพกับความเป็นธรรม No Peace with out Justice อย่ามาพูดถึงสันติภาพ จนกว่าจะมีความเป็นธรรม สันติภาพที่ไม่มีความเป็นธรรม ไม่ใช่สันติภาพแท้ แม้บางประเทศจะมีปัญหาสู้รบกันเพื่อแบ่งแยกดินแดนและได้แยกประเทศออกไปแล้ว แต่ก็ยังรบราฆ่าฟันอยู่ ก็แสดงว่ายังไม่มีความเป็นธรรมสันติภาพจึงยังไม่เกิด

        ขณะนี้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่ คือ Juspeace สันติภาพที่เป็นธรรม

        การเรียนในวันนี้จึงเป็นวิชาการล้วนๆ เน้นเนื้อหา อาจารย์ไม่ค่อยทำตลกเลยง่ะ...พวกเราเลยนั่งเรียนอย่างจริงจังหน่อย ผมก็ไม่ค่อยได้ถ่ายรูป แถมมุมที่นั่งติดผนังด้านซ้าย ข้างหน้าเป็นจอโปรเจคเตอร์พอดี จะออกไปถ่ายรูปก็เกรงจะรบกวนเพื่อนๆ เลยนั่งถ่ายอยู่กับที่เลยได้ภาพไม่ค่อยดีเท่าที่ควรและน้อย และไม่อยากเอาภาพวิชาอื่นมาปะปนกับวิชานี้ อิอิ ให้เห็นบรรยากาศวิชาการแต้ๆๆเลยก่ะ..