ผมได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานประเทศเวียดนามกับคณะผู้บริหารโรงเรียนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3  จะขอเล่าเรื่องการศึกษาของประเทศเวียดนามจากการที่ได้ไปเห็นมาและจากการที่ได้ศึกษาจากผู้รู้ ท่านลองวิเคราะห์เปรียบเทียบกับการศึกษาของบ้านเราว่าแตกต่างกันอย่างไรและทำไมการศึกษาของเวียดนามจึงเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว

                เวียดนามได้ประกาศนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจโด่ย เหมย (Doi moi) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในระบบเศรษฐกิจและสังคม ทำให้รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นในการเร่งปฏิรูประบบการศึกษาให้สอดคล้องและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีแนวโน้มความต้องการแรงงานที่ผ่านการศึกษาอบรมจากระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ

                ตามแผนการปฏิรูปการศึกษา จะเน้นการศึกษาของเด็กก่อนวัยเรียนเป็นลำดับแรก รัฐกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อปรับปรุงระดับความรู้ของพยาบาลและครูอนุบาล  การศึกษามีลักษณะแบบบูรณาการ ส่งเสริมเอกชนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในระดับนี้

                การศึกษาระดับประถม มัธยมต้นและมัธยมปลายเป็นระบบ 5-4-3 คือ ประถมศึกษา 5 ปี เป็นการสร้างความรู้พื้นฐาน มัธยมศึกษาตอนต้น 4 ปี เป็นการเพิ่มพูนทักษะการคิดกับการสื่อสาร เน้นเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี เป็นการสร้างคนเข้าสู่สังคม งานอาชีพและการเป็นพลเมืองดีของประเทศ นักเรียนจะใช้เวลาเรียนในโรงเรียนประมาณครึ่งวัน โดยครูควบคุมดูแลและนำเสนอบทเรียนประมาณ 15 นาที เมื่อครูบรรยายแล้วนักเรียนต้องใช้ความคิด ประดิษฐ์เอง ครูเป็นผู้ออกแบบโครงสร้าง นักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติ

              อีกครึ่งวันจะเป็นการศึกษานอกเวลาเรียน รัฐบาลให้ความสำคัญกับวิชาชีพครูเป็นอย่างมาก นักศึกษาที่เรียนในสถาบันครูจะเรียนฟรี ครูทำการสอนสัปดาห์ละ 16 ชั่วโมง ถ้าสอนเกินกว่านี้จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษ   มีคำขวัญให้กับครูว่า ครูต้องทำตัวดีให้นักเรียนทำตาม

                ครูได้รับการนับถือและมีสถานะทางสังคมสูง  ครูจะได้รับเงินเดือนสูงเป็นอันดับสองรองจากทหารและทัดเทียมกับเงินเดือนแพทย์ ครูจะได้รับการพัฒนาตามหลักสูตรพิเศษในช่วงปิดภาคเรียนและในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ประจำสัปดาห์ ซึ่งเป็นปัจจัยให้ครูเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา หน้าที่สำคัญของครูคือการสอน ครูจะต้องสอนเต็มเวลา มีการติดตามและตรวจสอบประเมินผลครูทุกปี

          โดยเหตุนี้เวียดนามจึงได้กำหนดเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาไว้ 3 ประการ คือ

1) ต้องการยกระดับสติปัญญาของประชาชน เพื่อให้ประชาชนเวียดนามสามารถมีส่วนร่วมและตามทันกับการพัฒนาประเทศ  2) ต้องการยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้ประชาชนเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ  3) สรรหา ส่งเสริมและใช้ประโยชน์จากกลุ่มอัจฉริยะ เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ทางศิลปะและวัฒนธรรม ทางสังคมและเศรษฐกิจ

               

ในระดับประถมศึกษาครูจะเป็นทั้งครูและผู้ปกครอง   โรงเรียนเปรียบเสมือนบ้านที่สองของนักเรียน  มีความร่วมมือสูงระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองและโรงเรียนกับชุมชน ระบบการศึกษาพยายามทำให้บ้านเป็นเสมือนโรงเรียนเน้นการเรียนที่เกิดจากการปฏิบัติเช่นการช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานบ้าน ทำกิจกรรมในชุมชน เป็นต้น

การศึกษาของเวียดนามมีทิศทางมุ่งไปที่อุดมการณ์ของประธานโฮจิมินท์ หรือ ลุงโฮ ของเด็ก  ๆ โดยทุกห้องเรียนจะมีแผ่นป้ายเขียนอุดมการณ์ติดเอาไว้ ได้แก่

1)      รักชาติ รักประชาชน

2)      เรียนดี ทำงานดี

3)      สามัคคี มีวินัย

4)      รักษาอนามัยดี

5)      ถ่อมตน ซื่อสัตย์ กล้าหาญ

โดยเฉพาะการปลูกฝังแนวคิดแบบมาร์กซ์-เลนิน และโฮจิมินท์ เพื่อปลูกฝังความรักชาติและมีการสืบทอดกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งพื้นฐานของความรักชาติเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยในการทำให้การปฏิรูปการศึกษาของเวียดนามประสบผลสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว ประเทศและประชาชนส่วนใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตได้ตกอยู่ในภาวะของสงคราม  มองเห็นการที่ประเทศตกอยู่ภาวะวิกฤติประชาชนลำบากยากเข็ญทำให้ประเทศของตนเองล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชียด้วยกัน ดังนั้นเมื่อได้ผ่านกับภาวะวิกฤตมาแล้วประชาชนจึงมีจิตใจร่วมกันและมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศชาติอย่างเข้มแข็งจริงจัง และ           หวังประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อได้เรียนรู้คนอื่นแล้ว เราต้องย้อนกลับมาดูบ้านเราเองบ้างว่าการปฏิรูปการศึกษาของเรามีความชัดเจนแค่ไหน มีความจริงจังหรือไม่ นโยบายทางการศึกษาที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามผู้นำ  ผู้นำที่เปลี่ยนไปตามกระแสการเมือง   ภายใต้กรอบความคิดแบบเดิม ๆ ที่ส่วนกลางเป็นผู้กำหนดโดยขาดการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ถ้ายังเป็นแบบนี้ ก็คงไม่สามารถที่จะนำหน้าการปฏิรูปการศึกษาของเวียดนามไปได้ง่าย ๆ คิดแล้วรู้สึก ด่าวด๋าว