"สมัคร" แจงงบฯ ปี"52 ตั้งวงเงิน 1.8 พันล้าน สูงกว่าปีก่อน 10.5% โวไตรมาสแรกเศรษฐกิจโตร้อยละ 6 คาดปี"51 เศรษฐกิจไทยโต 4.5-5.5% วาง 8 ยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ กัน 4.5 แสนล้าน รับใช้เหตุฉุกเฉิน "มาร์ค"แนะทำแผนสำรองรับมือเงินเฟ้อ

"สมัคร" แจงงบฯ ปี"52 ตั้งวงเงิน 1.8 พันล้าน สูงกว่าปีก่อน 10.5% โวไตรมาสแรกเศรษฐกิจโตร้อยละ 6 คาดปี"51 เศรษฐกิจไทยโต 4.5-5.5% วาง 8 ยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ กัน 4.5 แสนล้าน รับใช้เหตุฉุกเฉิน  "มาร์ค"แนะทำแผนสำรองรับมือเงินเฟ้อ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร    ในการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 27 มิถุนายน ว่ารัฐบาลได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 จำนวนไม่เกิน 1,835,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายแบบขาดดุล เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2551 จำนวน 175,000 ล้านบาท หรือ 10.5%   ขาดดุลงบประมาณ 249,500 ล้านบาท คิดเป็น 2.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ส่วนงบประมาณสำหรับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น จำนวน 1,807,459,822,500 บาท และงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 27,540,177,500 บาท

นายสมัครกล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน      ที่ต้องเริ่มดำเนินการในปีแรก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศ และระยะการบริหาร 4 ปี ของรัฐบาล เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทย รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนไทยและต่างประเทศ "ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในไตรมาสแรกของปี 2551 คาดว่าจะมีการขยายตัวร้อยละ 6.0 ส่วน 9 เดือนหลังของปี 2551 คาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีผลกระทบจากราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่การขยายตัวของการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศ รวมทั้งการส่งออกที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบสำคัญ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันและราคาอาหาร การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อแนวโน้มการส่งออกสินค้าและบริการ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 2551 ขยายตัวประมาณ 4.5-5.5% อัตราเงินเฟ้อ 5.5-6.0% โดยมีปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2551 จำนวน 108,943.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จัดว่าอยู่ในระดับที่สูง เพราะคิดเป็นกว่า 4 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น" นายสมัครกล่าว

นายสมัครกล่าวว่า ปี 2552 รัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณ 5.5% อัตราเงินเฟ้อ 3.5% โดยมีปัจจัยจากการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศที่ต่อเนื่องจากปี 2551 โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้นประกอบกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการดำเนินการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก คาดว่าจะเริ่มส่งผลที่ชัดเจนขึ้นในปี 2552 ส่วนฐานะและนโยบายการคลังในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 รัฐบาลประมาณการว่า จะสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,657,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ พ.ศ. 2542 จำนวน 71,900 ล้านบาท แล้วจะคงเหลือรายได้สุทธิของรัฐบาล 1,585,500 ล้านบาท หรือ 15.4% ของจีดีพี

 นายสมัครกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2551 จำนวนทั้งสิ้น 210,155.7 ล้านบาท ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2552 ได้จัดสรรงบประมาณชดใช้เงินคงคลัง 27,540.2 ล้านบาท เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้          เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้วในปีงบประมาณก่อน  

"รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณไว้ 8 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศ 124,470.3 ล้านบาท คิดเป็น 6.8% ของวงเงินงบประมาณ 2.การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต 534,423.1 ล้านบาท คิดเป็น 29.1%  3.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างสมดุล 175,999.3 ล้านบาท คิดเป็น 9.6%  4.การบริหารจัดการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 32,655.9 ล้านบาท คิดเป็น 1.8%  5.การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม 16,193.4 ล้านบาท คิดเป็น 0.9%  6.การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 8,977.5 ล้านบาท คิดเป็น 0.5%  7.การรักษาความมั่นคงของรัฐ 187,571.4 ล้านบาท คิดเป็น 10.2%  และ 8.การบริหารจัดการที่ดี 301,585.9 ล้านบาท คิดเป็น 16.4%" นายสมัครกล่าว

นายสมัครกล่าวว่า ได้ประมาณการรายได้ที่ อปท.จัดเก็บเองและรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บ และแบ่งให้มีจำนวน 249,838.8 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้อีก 150,500 ล้านบาท ทำให้ อปท.มีรายได้รวมทั้งสิ้น 400,338.8 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 25.25 ของรายได้สุทธิของรัฐบาล นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดแบ่งงบประมาณสำหรับการดำเนินการของภาครัฐ 453,123.2 ล้านบาท คิดเป็น 24.7% ของวงเงินงบประมาณ เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อให้รัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาภัยพิบัติและบริหารเศรษฐกิจ สังคม ได้อย่างมีประสิทธิภาพทันต่อสถานการณ์

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายว่า ปัญหาภาวะเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากปัญหาเรื่องต้นทุน คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งคนทั่วไปเข้าใจ ทั้งนี้ ในเอกสาร            การจัดงบประมาณของรัฐบาล มีการพูดถึงภาวะเงินเฟ้อโดยประมาณการว่าในปี 2552 การขยายตัวเศรษฐกิจจะอยู่ที่ร้อยละ 5.5 และปัญหาเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 3.5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล้ายืนยันต่อสภาหรือไม่เกี่ยวกับตัวเลขเงินเฟ้อนี้ และมีเหตุผลใดหรือมาตรการใดรองรับตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าว เพราะมีผู้คาดการณ์ว่าเงินเฟ้ออาจจะขึ้นไปถึงร้อยละ 6.2-7 หรือมากกว่านั้น  "ข้อห่วงใยที่มีต่อการจัดทำงบประมาณปี 2552 คือภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนค่อนข้างมาก หลังจากร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่าน ให้ไปถามบรรดานักเศรษฐศาสตร์จะพบว่า ความกังวลอาจจะไปอยู่ในเรื่องเงินเฟ้อมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ สิ่งที่อยากบอกคือ รัฐบาลจะระวังการกำหนดท่าทีการขาดดุลงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และต้องประเมินเป็นระยะ ๆ โดยวิธีทางการคลัง" นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า อยากเสนอให้รัฐบาลมีแผนสำรองไว้ในกรณีที่ภาวะเงินเฟ้อกระทบต่อความเชื่อมั่น และจำเป็นต้องแสดงท่าทีบางอย่างก็น่าจะมีแผนสำรองไว้ เช่น อาจจะลดการขาดดุลทางการคลัง หรือการงบประมาณหากจำเป็น

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า เงินเฟ้อที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 3.5 เป็นตัวเลขกลาง ๆ ที่คาดการณ์ไว้ ต่อไปจะมากน้อยแค่ไหนต้องดูว่าในปี 2552 ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จะไม่เร่งตัวขึ้น โอกาสขึ้นไปถึงร้อยละ 6-7 ถือว่าไม่ง่ายนัก แต่โอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้ก็อาจเกิดจากปัญหาที่เคยเกิดเมื่อ 10 เดือนที่แล้ว คือปัญหาเรื่องพลังงาน การเปลี่ยนแปลงราคาพืชผล และเศรษฐกิจโลก คาดว่าการเก็งกำไรราคาน้ำมันน่าจะลดลง เนื่องจากคนปรับตัวบริโภคพลังงานลดลง และมีการปลูกพืชทดแทนมากขึ้น

 นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย ในฐานะตัวแทนหัวหน้าพรรคชาติไทย อภิปรายว่า เป็นห่วงเรื่องหนี้สาธารณะ โดย ณ วันที่ 31 มกราคม 2551 เป็นจำนวน 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ และเฉพาะพันธบัตรก็เป็นจำนวน 1.77 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ต้องมีหนี้โครงการเมกะโปรเจ็คต์อีก จึงอยากให้รัฐบาลตระหนักใช้งบประมาณที่จะทำให้การคลังของประเทศมีความยั่งยืนเป็นหลัก นอกจากนี้ รัฐบาลประมาณการรายได้สุทธิไว้ที่ 1.58 ล้านบาท มากกว่าปีที่แล้ว 9 หมื่นล้านบาท แต่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจึงอาจเก็บภาษีไม่ได้เข้าเป้า

นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า โครงสร้างงบประมาณปี 2552 ถอดแบบมาจากปี 2551 โดยหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จริง ๆ แล้ว โจทย์เศรษฐกิจตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลตั้งสมมติฐานว่า   จีดีพีจะโตร้อยละ 5.5 เงินเฟ้อลดเหลือร้อยละ 3.5 ซึ่งยากยกเว้น จะมีปัจจัยทำให้ราคาน้ำมันลดลง กรณีนี้ทำให้เกิดความเสี่ยง  ขณะที่ถ้ากำหนดสมมติฐานว่า จีดีพีร้อยละ 4.5 เงินเฟ้อร้อยละ 7 บวก น้ำมัน 140 เหรียญต่อบาร์เรล ก็จะกระทบดุลบัญชีเดินสะพัด บัญชีขาดดุล 2% และกระทบส่วนอื่น ๆ เช่น อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อทวีคูณ  "การที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท ขณะที่รัฐบาลไม่ได้พูดถึงที่มาของรายได้ ซึ่งถือเป็นโจทย์ของรัฐบาล หากรัฐบาลเพิ่มรายได้ไม่ได้ จะนำเงินส่วนใดมาลงทุน คาดว่าฐานการจัดเก็บภาษีจะต่ำลง ซึ่งที่ผ่านมาจัดเก็บภาษีได้ 15% ของจีดีพี ซึ่งต่ำมาก  นอกจากนี้ การจัดเก็บภาษีต่าง ๆ คาดกว่าจะลดน้อยลง" นายกรณ์กล่าว และว่า งบฯ ลงทุน 4.7 แสนล้านบาท ที่ต่ำกว่าเดิมถึง 22% ขณะที่ประเทศมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในหลาย ๆ เรื่อง เช่น โครงการเมกะโปรเจ็คต์ จึงเป็นเรื่องน่าห่วง

นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า เป็นห่วงสถานการณ์ของไทยเรื่อง        หนี้สาธารณะ เงินกู้ และการชำระคืนต้นและดอกเบี้ย ซึ่งปีงบประมาณที่ผ่านมามีการตั้งงบฯในส่วนนี้สูงกว่าเป้าหมาย หากดูตัวเลขเงินกู้ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปี 2550 เกือบล้านล้านบาท แต่ได้ชดใช้เงินกู้ไปเพียง 172,000 ล้านบาท ทำให้ภาระหนี้ประเทศเกือบ 8 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 2 แสนกว่าล้านบาท เป็นสิ่งน่าห่วงใย ซึ่งงบประมาณปี 2552 มีจำนวน 1.835 ล้านล้านบาท แม้ดูเหมือนเพิ่มไปกว่า 2 แสนล้านบาท แต่งบประมาณลงทุนเพิ่มเพียง 7 พันล้านบาท สะท้อนว่า ปริมาณตัวเลขดูเหมือนเพิ่มขึ้นแต่สัดส่วนน้อยลงอย่างน่ากลัว การทำแบบนี้กลายเป็นดินพอกหางหมู กดตัวเลขไปทุกปี และปิดความจริง แล้วนำมาตั้งงบประมาณใหม่ จะทำให้ไม่เสถียรภาพในระยะยาว และเป็นการไม่รักษาวินัยการเงินการคลังอย่างรุนแรง ทั้งที่รัฐบาลชุดนี้เน้นเรื่องดังกล่าว  "งบฯ กลางหลายตัวที่ตั้งมาอย่างไม่ถูกต้อง มีการเพิ่มขึ้นทุกปี ปีนี้งบฯ กลาง 2.5 แสนล้านบาท งบฯ ลงทุนมีแค่ 4 แสนล้านบาท การเงินการคลังดูแล้วว้าเหว่ ส.ส.ร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) พยายามแก้ไขในส่วนนี้ แต่รัฐบาลชุดนี้ก็เพิกเฉย ซึ่งการตั้งงบประมาณนี้อาจหมิ่นเหม่ผิดรัฐธรรมนูญ" นายพิเชษฐ์กล่าว

                                                                                                                มติชน 28  มิถุนายน  2551