ไม่ได้มาตรวจตรงนี้
เมื่อวานเป็นวันศุกร์ เป็นวันที่ผมต้องออกตรวจคนไข้ที่คลินิกนรีเวชทุกสัปดาห์ ตั้งแต่เช้าถึงบ่าย ตบท้ายด้วยคลินิกนอกเวลาราชการ ที่เขามีไว้ให้ผมหาเงินพิเศษจากวิชาชีพ ฮ่า ฮ่า ก็คลินิกของผมเองนั่นแหละครับ
บ่ายวันนี้อาจจะแตกต่างจากสัปดาห์อื่นๆเล็กน้อยตรงที่ว่า ผมต้องไปสอนบรรยายในรายวิชา “สุขภาวะกายและจิต” รายวิชาเจ้าปัญหาของมหาวิทยาลัย เรื่องนี้ถ้าจะให้เล่านั้นคงใช้เวลานานมาก เลยขอสรุปสั้นๆในที่นี้ว่า เป็นรายวิชาที่เป็นนโยบายของกระทรวง ที่ตั้งใจจะให้เด็กๆนักศึกษาในประเทศไทย ได้เรียนรู้เรื่องราวของร่างกาย โรคที่สำคัญ การรักษาตัวเองที่สำคัญ และศิลปวิทยา น่าแปลกนะครับ ไอ้ตอนที่เรียนมัธยม ดันไปเน้น คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มาตอนนี้ดันอยากให้เด็กเรียนศิลปวิทยา ยุ่งถึงพวกอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต้องมานั่งตรองกันว่า จะสอนอะไรดี สรุปได้ก็คือ สอนเรื่องเพศ การป้องกันอันตรายจากเพศ ยาเสพติด การช่วยชีวิตเบื้องต้น และเรื่องราวของศาสตร์ทางศิลป์ แล้วก็มาที่ว่า ใครจะสอน สอนนักศึกษากี่คน ผมต้องสอนนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยหรือเปล่า โอย จิปาถะ แล้วก็มาลงตรงที่ว่า คณะใครคณะมัน หาคนสอนกันเอาเอง ทำนองนั้น
แล้วผมก็มาสอนเรื่อง “เพศศึกษาอย่างประหยัด” หรือ เซฟเซ็กส์ ฮ่า ฮ่า เป็นอย่างไรนะเหรอครับ ก็ไปมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนไง ไม่ต้องเสียเงิน หรือไม่ก็ไปนอนกันในหอพัก ไม่ต้องเสียค่าโรงแรม ตาย ตาย ตาย ไม่ใช่อย่างนั้น safe sex ไม่ใช่ save sex ไอ้อาจารย์ทุเรศ
การสอนนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 ในเรื่องนี้ เป็นการสอนที่ผมสนุกที่สุด ผมคิดเสมอว่า ลูกศิษย์ผมต้องไม่ท้อง ไม่แท้ง และไม่ติดโรค อีกทั้งถ้าเอ็งอยากจะมั่วกันแล้วละก็ กรุณาทำให้ผู้หญิงมีความสุขด้วยเสมอ นี่แหละอ.แป๊ะ
และเฉกเช่นทุกสัปดาห์ ที่ต้องเริ่มออกตรวจช่วงเย็นตอนห้าโมงเย็น ตรวจไปเรื่อยๆ จับฉ่ายสูตินรีเวชศาสตร์ บ้างก็ปวดท้องน้อย บ้างก็ตกขาว บางคนก็ตกขาวสีเขียว คัน ท้อง มดลูกหลุด เยี่ยวไหล แต่ที่ผมชอบที่สุดน่าจะเป็นคนที่มาตรวจภายในประจำปี เพราะว่าใช้ทรัพยากรในเนื้อสมองผมน้อยที่สุด
คืนนี้ผมมีคนไข้ไม่มาก ราว 17 คน มีคนที่มีปัญหาเรื่องมดลูกหย่อนหรือเยี่ยวเล็ดราว 10 เปอร์เซ็นต์ คนท้อง 20 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็จิปาถะ
คนไข้คนหนึ่งที่เล่นเอาผมงง เพราะเธอเข้ามาแล้วนั่งลง “นี่แหละ เยี่ยวน้อยลง” นั่นคือคำบ่นของเธอ แต่คนนั่งฟังกลับงง เพราะเขาเป็นสูตินรีแพทย์ เลยถามไปว่า “เยี่ยวน้อยลงแล้วมาหาผมทำไมครับ” เธอก็เลยเล่าต่อว่า “กินยาตัวนี้แล้วเยี่ยวน้อยลง”“ยาอะไรครับ” มันคือยาแก้อักเสบครับ Brufen คือยาตัวนั้น
โดยปกติแล้ว ยาแก้อักเสบจะมีผลข้างเคียงที่พบเด่นๆก็คือ อาการปวดกระเพาะ (แปลกนะ ยาไม่มีฟัน แต่ดันกัดกระเพาะได้) แต่ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ไม่บ่อยแต่น่ากลัวก็คือ การเกิดไตวาย ดังนั้นที่หน้าซองยาของโรงพยาบาลผมจึงเขียนคำเตือนเอาไว้ “ถ้าเกิดอาการปัสสาวะน้อยลง กรุณารีบปรึกษาแพทย์” นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เธอมาบ่นให้ผมฟังเมื่อหย่อนตูดลง แต่เมื่อถามดูอีกนิดก็จะทราบว่า เธอปวดฉี่น้อยลง ไม่ใช่ฉี่น้อยลง ดูยาที่เธอกินชนิดอื่นก็คือ ยา amitriptyline ซึ่งทำให้ปวดฉี่น้อยลง แต่ฉี่ยังมีเหมือนเดิม อันนี้น่าจะเป็นสาเหตุของเยี่ยวน้อยลงในคนไข้รายนี้มากกว่าไตวาย และเมื่อบอกเธอไป เธอก็ทำท่าเหมือนจะเข้าใจ แล้วก็บอกผมว่า “พักนี้มีตกขาวมากขึ้น เลยมาให้ผมตรวจ” เป็นไงครับ คนไข้ผม แน่ไหม เธอมาหาผมด้วยอาการตกขาว แต่ผมตกข่าวไปเสียฉิบ ก็พี่เล่นมาถึงก็โปรยเรื่องฉี่น้อยลงเสียนี่น่า โอย....ประเทศไทย
รายต่อมานี่เป็นคนรู้จัก เธอเข้ามาก็ทักทายตามประเพณี “อาจารย์ขา ไม่ได้ตรวจนานแล้วค่ะ ตั้งแต่คลอดลูกมาปีกว่าๆก็ไม่เคยตรวจอีกเลย”“เหรอ...ก็เอาสิ เดี๋ยวตรวจให้ เข้าไปข้างในห้องตรวจภายในเลย จะตรวจมะเร็งปากมดลูก” ที่ผมรู้ว่าเธอจะมาตรวจก็เพราะว่า เวลาผมไปที่ห้องทำงาน เธอก็บ่นบ่อยๆว่าจะให้ผมตรวจ แต่ยังทำใจไม่ได้เสียที อายครับอาย ผมก็บอกไปทุกครั้งว่า ก็ไปตรวจกับหมอผู้หญิงก็ได้นี่นา แต่คืนนี้คงรวบรวมกำลังใจไว้เต็มที่แล้วสินะ จึงได้มาพบผม
ไอ้ธนพันธ์นี่ก็แปลก เพื่อนๆตราหน้าไว้เสมอว่า “เป็นตายอย่างไรก็ไม่ให้มันตรวจ”“ไอ้แป๊ะมันลามก มันปากสว่าง”“เดี๋ยวมันจำของชั้นได้”“ฯลฯ” แต่ท้ายที่สุด เพื่อนๆเหล่านั้นก็มาหาผมซะทุกที บ้างก็ว่า กับผมเธอสามารถมากเรื่องได้ คุยกันนานๆได้ ถามได้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องบนเตียง ฯลฯ แต่ที่ไม่มีใครยอมถามก็คือ ผมเครียดไหมเวลาที่ต้องดูแลเพื่อนตัวเอง ตอบได้เลยว่าใช่ ยิ่งมาฝากท้องนี่นะ เครียดแทบอ๊วกแตกตาย เพราะเป็นเพื่อนนี่นา กลัวมันมีปัญหา กลัวมันไม่พอใจ กลัวๆๆๆ กลัวไปหมด ทำนองนี้ครับ
มารายนี้ต่อ เมื่อเธอเดินเข้าไปข้างในห้องตรวจภายในแล้ว ผมก็ตรวจตามปกติ “ผลการตรวจปกติ” ผมแจ้งเธอไปเมื่อเธอกลับมานั่งที่เดิม แต่เจ้ากรรม เธอก้มหัวแล้วหัวเราะร่วน หน้าตาหัวหูแดงก่ำ “เป็นอะไรไป” ผมถามออกไป “ก็หนูมาเพื่อให้อาจารย์ตรวจด้านบน แต่อาจารย์กลับตรวจด้านล่างของหนู แล้วจะไม่ให้หนูงงได้ยังไง มาตรวจนม แต่ได้รับการตรวจภายใน อายจะตายแล้วรู้ไหม”
ฮาๆๆๆ เป็นการซื้อหนึ่งแถมหนึ่งครับ
สวัสดีครับคุณหมอแป๊ะ
สวัสดีครับพ่อต้นไม้
เป็นการแถมแบบที่ผู้ซื้อ (บริการ) ไม่ต้องการหรืออยากได้เลยครับ
เรียกอีกอย่างว่า communication failure ครับ
ดีนะ นี่รู้จักกัน
แต่ผมว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดบ่อยครับ เพราะในภาษาหมอสูติฯ มาตรวจร่างกาย เรารู้กันว่า มาตรวจภายใน ตรวจมะเร็งปากมดลูกครับ
พี่สะมะครับ
จะถึงหาดใหญ่วันไหน อยู่กี่วันครับ จะต้อนรับขับสู้
ให้ตายสิ ขึ้นกรุงเทพเมื่อครั้งที่นาร์กีสเข้าพม่า ผมโทรหาพี่ด้วย ตอนนั้นกำลังจะนั่งรถไฟกลับหาดใหญ่ พี่ไม่ได้รับสายเลย เลยอดเจอกันที่หัวลำโพง
รอบนี้ ต้องได้เจอกันใช่ไหมครับ
ส่วนเรื่องตรวจภายในผู้ชายนี่ไม่ถนัดครับ
ผู้ชายก็ควรตรวจภายในเช่นเดียวกัน เราเอานิ้วมือล้วงไปในก้น แล้วคลำต่อมลูกหมากครับ อยากตรวจไหม เดี๋ยวหาคนตรวจให้
สวัสดีค่ะอาจารย์ ติดตามอ่านอนุทิน และบล็อกอาจารย์ตลอดค่ะ
เหอๆ เป็นอะไรไม่กล้าไปหาหมอแป๊ะแล้ว
กลัวถูกตรวจภายใน ก๊ากๆ
หวาดเสียวๆ
ขอบคุณครับพี่มี๋
อย่าอ่านมากครับ ข้อเขียนผม อ่านมากๆแล้วเดี๋ยวพี่จะใจแตก
อย่ากลังผมเลยครับ ท่านอัยการพี่ดารา
บอกแล้วไงว่าไม่ตรวจผู้ชาย ไม่ช๊อบไม่ชอบฮ่ะ
ท่าน ธ วั ช ชั ย ครับ
อย่าเสียวเลยครับ ไม่ได้ทะลุเข้าไปในท้องเสียหน่อย
เมื่อไรจะรวมเล่ม สาระNudeโชว์ แข่งกับสาระแหน่โชว์ ครับ
ส่วนอันนี้ซีเรียสผมว่าคุณหมอนี้แหละเหมาะสมที่สุดที่จะสอนเด็กๆชั้นประถมในวิชาวิทยาศาสตร์หรือสุขศึกษาว่าด้วยเรื่องเพศศึกษา ครับ
เพราะคุณหมอสามารถให้คำตอบกับเด็กได้โดยไม่รู้สึกว่ามันลามกอนาจารเลย บางคำตอบคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่กล้าที่จะตอบด้วย ไม่รู้หล่ะถ้าไม่ไปสอนที่โรงเรียนเดียวจะพาสองคนของผมไปให้คุณหมอสอนที่บ้านคุณหมอแบบว่ามัดมือชกเลยหล่ะกัน
เก็บค่าเรียนพิเศษครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
อยากสอนมากเลยพี่ รู้ไหม
ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเพศหรอก วิทยาศาสตร์สุขภาพนี่แหละ ประเภทว่า เอาตั้งแต่กินจนถึงขี้เลยครับพี่
ช่วงชั้นที่ 2 น่าจะเหมาะสมที่สุดเลยนะครับพี่
ความจริง น่าจะบอกคุณครูให้ขนเด็กๆมาเรียนกันที่คณะผม จะพาไปดูศพ จะเอาพ่อแม่มาเรียนด้วยก้ได้ ผมจะชี้ให้ดูตั้งแต่ปากจรดตูดเลยครับพี่
เจ๋งเป๋งไปเลย เดี่ยวจะไปเสนอน้าตื้อดู โอกาสดีๆอย่างนี้พลาดไม่ได้