เรื่องราวความทรงจำในวัยเด็ก
|
ฟังเพลงเถิด...จะชื่นใจ
|
| |
ในยุคของข้าพเจ้า เติบโตมาพร้อมกับเสียงเพลง ในงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการของบรรดาเจ้าหน้าที่, หมอ และพยาบาลแม้แต่กระทั่งงานเลี้ยงรับและส่ง หรือฉลองการเลื่อนชั้นตำแหน่ง อะไรต่อมิอะไรตามแต่โรงพยาบาลที่แม่ทำงานอยู่ได้จัดขึ้น ในตอนเย็นนักดนตรีลองเครื่องเสียงในหอประชุม เหยียบกระเดื่องกลองชุดตุ๊บ...ตุ๊บ...ตุ๊บ....ดังมาถึงบ้านพักพยาบาล ข้าพเจ้ารีบปั่นจักรยานไปดูทันทีด้วยจังหวะหัวใจที่ตื่นเต้นไม่แพ้เสียงกลองที่กำลังรัว.....แน่แล้วค่ำนี้...เขามีงานเลี้ยงกันและมีการแสดงดนตรีด้วย อีกเดี๋ยวแม่กลับจากที่ทำงาน คงต้องมาบอกให้เตรียมตัวฮ่ะ...ฮ่า....(ข้าพเจ้ายิ้มขณะนั่งอยู่บนหลังอานจักรยานข้าพเจ้านึกอยากให้เวลานั้นมาถึงเร็ว ๆ เสียเหลือเกิน
งานเลี้ยงส่งท่านผู้อำนวยการค่ำนี้ วงดนตรีเล่นเพลงได้ไพเราะสลับกับเพื่อนๆที่ทำงานของแม่ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปครวญเพลง คนละเพลงสองเพลงบางคนเหมือนถูกบังคับขู่เข็ญให้ขึ้นไปร้อง ยืนตัวแข็งทื่อยังกะท่อนไม้คิ้วนี้ผูกกันยังกับโบรักสีแดง บางคนเป็นขาประจำออกท่าทางร้องเพลงยังกะนักร้องอาชีพ ซ้ำไม่ยอมลงจากเวทีเสียง่าย ๆ
ด้วยข้าพเจ้าชำนิชำนาญนักกับการติดตามไปออกงานเลี้ยงอยู่บ่อยๆ ก็รู้ว่าอีกเดี๋ยวพอพิธีกรกล่าวรายงานเสร็จ แขกผู้ใหญ่ร้องเพลงครบ ก็จะถึงช่วงรำวงพอจบเพลงรำวงก็จะต่อด้วยเพลงเร็ว ๆ มีทั้งจังหวะร็อก และดิสโก้ตามแต่วงดนตรีที่จ้างมานั้นจะเล่นก็ชั่วโมงนี้เองที่ข้าพเจ้าและบรรดาลูกหลานพยาบาลทั้งหลายตั้งตารอคอยจะได้ออกไปวาดลวดลายสะบัดท่าลีลาเท้าไฟกันให้ถึงใจจนบางคนเห็นแล้วก็อดแซวท่าเต้นที่แสนจะยียวนกวนส้นตีนของเราไม่ได้ว่ามันชั่งเหมือนกับไส้เดือนโดนขี้เถ้า หรือไม่ก็หมาถูกน้ำร้อนลวก
ไอ้เรานั้นก็ดิ้นกัน สุดสวิง ลิงโก้ อีโต้ บ้ำ ปนกันไปกับผู้ใหญ่ในงานทั้งหลายดูซิเขาเต้นกันเรียบร้อยไม่เหมือนเรา ที่ดิ้นกันจน แขนขา แทบหลุด
พอหมดช่วงนาทีทอง เหล่าบรรดาสาวกเท้าไฟก็แยกย้ายกันกลับโต๊ะใครโต๊ะมันอย่างรวดเร็ว เหงื่อนี้แตกโทรมเชียว พอเสียงเพลงแห่งความมันส์ดังขึ้นอีกครั้ง พวกเราจากทุกสารทิศก็พุ่งตรงสู่กลางฟลอร์ในยกที่ 2 เต้นกันกระจายเช่นเคยนักเรียนพยาบาลที่มาช่วยเสิร์ฟอาหารในงานต่างมองดูเราด้วยความขบขัน
เสียงเพลงจบลง อีกครู่ ท่านผู้อำนวยการขึ้นกล่าวให้โอวาท มีลุงผู้ชายสองถึงสามคนยืน คอกระดุม อยู่ด้านหลัง คือเอามือประสานไว้ด้านหน้าขาทั้งสองข้างก้มหน้าเล็กน้อย ตัวลีบตัวเหี่ยว ยังกะท่านผู้อำนวยการเรียกออกมาทำโทษยังไงหยั่งงั้นแหละ
จากนั้นก็มีการมอบของที่ระลึกและให้ของขวัญแก่กัน เป็นอันเสร็จพิธี แล้ววงดนตรีก็ต่อยกที่ 3 ยกสุดท้ายคราวนี้ท่านผู้อำนวยการเปิดฟลอร์ด้วย พวกเราก็ไม่พลาด เช่นกันทันทีที่เสียงเพลงดังขึ้น องค์ก็ลงทันทีหรือไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าผีไส้เดือนเข้าก็ไม่ผิด ก็ตอนนั้นน่ะ "มัน มันส์ จริงๆนะคุณ"
วันถัดมาที่ศูนย์โรคปอดฝั่งตรงกันข้ามโรงพยาบาลที่แม่ทำงานอยู่ มีงานเลี้ยงวันเกิด หมอรอ ข้าพเจ้าอยู่ร่วมด้วย เพราะพ่อทำงานที่นี่ข้าพเจ้าตั้งหน้าตั้งตารอคอยช่วงเวลาของข้าพเจ้า ว่าเมื่อไหร่มันจะมาถึงเสียทีข้าพเจ้าเตรียมลูกสมุนมาเต้นประกบด้วยสองคนไม่มีเขิน
แม่เอ็ดข้าพเจ้าให้นั่งเรียบร้อย ห้ามทำรุ่มร่าม อย่าซ่าเหมือนอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะอีกเดี๋ยวหมอรอจะร้องเพลง ให้นั่งฟังเงียบๆ ข้าพเจ้าก็ว่า.....เพลงอะไรกันแม่ "แก๊...แก่....ไม่เห็นจะสนุกเลย แถมน่าเบื่อหมอรอเป็นใครกันแม่...เป็นหมอรอ...รออะไรหรือ แล้วหมอรอเขาไว้รักษาโรคอะไรแม่เหมือนหมอเด็ก หมอผ่าตัดไหม?"
"แกไม่ได้รออะไรหรอกลูก" (แม่ข้าพเจ้าตอบแล้วยิ้ม ) "แกชื่อ คุณหมอชะลอ เป็นผู้อำนวยการศูนย์โรคปอดและเป็นหัวหน้าพ่อแกด้วย ส่วนแกต้องทำตัวให้ดีๆ ก็แล้วกัน ห้ามออกมาป่วนงานนี้ล่ะไม่งั้น...ปีนี้พ่อแกมีหวังเป็น หมอรอ เหมือนกัน คือรอสองขั้นมาหลายปีแล้วยังไม่ได้สักที"
"แม่พูดอะไรไม่เข้าใจ" (สองขั้นคือการได้ขั้นเงินเดือนเพิ่ม)
หมอรอของข้าพเจ้าร้องเสียหลายเพลง ข้าพเจ้าก็ภาวนาให้จบไวๆเพลงที่แกร้องก็ช่างชะลอเชื่องช้าสมกับชื่อแกเสีย....จริงเอะ.....เสียงดนตรีขึ้นมาใหม่อีกเพลงแล้ว เพลงนี้มีคนออกมาสีไวโอลินด้วย หมอรอร้องเพลงนี้เสียงคล้ายๆ ใครบางคนที่ข้าพเจ้าเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่งเสียงเพลงของ หมอรอ มาจูงหูข้าพเจ้าให้เข้าไปหาใกล้ๆ อย่างตั้งใจเพลงนั้นมีเนื้อหาที่คุ้นหูอยู่ เสียงร้องที่ช้า...เนิบนาบ...แต่ชัดเจนทำให้ข้าพเจ้าพยายามตั้งใจฟังว่าหมอรอเขาร้องว่ากะไร
หมอรอ...ร้องว่า..... "เสียแรงรักใคร่....เสียแรงปักใจ... จริงหวังได้พักพิง...กลับทิ้ง กันไป...เสียแรงฉันเชื่อ และถือจริงใจเหินห่างเริดร้างแรมไกล สิ่งที่ฝากไว้แรมรา"
"เพลงอะไรกันแม่ทำไมมันเศร้าจัง" "เพลงสุนทราภรณ์ ลูก" (แม่ข้าพเจ้าตอบ) "แม่..เพลงมันคุ้นหูอยู่นาบ้านเรามีเพลงสุนทราภรณ์ด้วยใช่ไหมแม่" (ข้าพเจ้าเริ่มติดใจ) "มีซิ...ก็ไอ้ที่แม่ชอบเปิดตอนรีดผ้าไง ที่แกว่าฟังแล้วรู้สึกเจริญอาหาร" "อ๋อ...จำได้แล้ว ๆ ที่ปกแผ่นเสียง มีรูปคนแก่หน้าตาใจดี สวมแว่นอันใหญ่
ใส่ชุดสูท ผูกหูกระต่าย ในมือถือไวโอลีน ใช่ไหมแม่...."
"แผ่นเสียงของแม่มีตั้งหลายแผ่นเคยเห็น นั่นแหละลูก ลุงคนนั้นเขาชื่อ คุณครูเอื้อสุนทรสนาน หมอรอ... แกชอบมากเลยรู้ไหม"
ข้าพเจ้าก็ว่าข้าพเจ้ารู้จักเช่นกัน อย่างที่ร้องว่า "ก่อนจากกัน...คืนนั้นสองเรา"อะไรหยั่งเงี้ย (ข้าพเจ้าทำท่าล้อเลียนหมอรอที่ร้องเพลงอยู่บนเวที) "แล้วก็มีเพลงนี้ด้วยนะแม่ ยังจำได้ไหม....ถึงใคร..อือ...หือ...คนหนึ่ง...ซึ่งคุณเขยบอกว่ารัก....รัก.....รัก....ยิ่งนัก....แตะ....ตึง....ตึ่ง.....ตึง.....ใช่ไหมแม่" (ข้าพเจ้ายิ้มเยาะ เหมือนอย่างทำข้อสอบได้) "อือ....เก่ง...เก่ง.........." (แม่ข้าพเจ้าชมใหญ่)
ต่อจากนั้นเมื่อไปงานเลี้ยงทีไรข้าพเจ้าก็พยายามบอกกับแม่เสมอว่าเพลงที่ได้ยินในงานแผ่นเสียงที่บ้านเราก็มีเพลงนี้ข้าพเจ้าเคยฟังแล้ว เพลงนั้นแม่เปิดให้ฟังอยู่บ่อย ๆ จนเวลาผ่านไปข้าพเจ้าเองก็ไม่เคยทราบเหมือนกันว่าได้หลงรักเพลงของสุนทราภรณ์ไปเสียแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่คราใด ได้ยินเสียงเพลงของวงสุนทราภรณ์ดังขึ้นก็ทำให้นึกถึงตอนเป็นเด็กตอนไปงานเลี้ยงกับแม่ เห็นแม่ยืนรีดเสื้อผ้า เห็นหมอรอยืนร้องเพลงเห็นเพื่อนๆของแม่ แต่ละคนมีความสุขกับการได้ร้องเพลงของวงสุนทราภรณ์ครั้งหนึ่งวงดนตรีเล่นเพลงบอลรูม มีจังหวะชะ...ชะ..ช่ากลัว...ลา...ซ่า....แล้วจังหวะแปลก ๆ สนุก ๆ อีกมากมาย โดยเปิดงานด้วยเพลงเริงลีลาศซึ่งข้าพเจ้ามารู้จักในภายหลังเมื่อโตขึ้น
มันชั่งโดนใจเสียเหลือเกิน ทั้งเร่งเร้าให้เราทั้งหลาย รวมทั้งข้าพเจ้าไม่อาจอยู่เฉยได้ ต้องออกไปวาดลวดลาย และลีลาจนหลุดโลกสติแตกไปเลยสร้างความขบขันปนเฮฮาให้กับบรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลาย
วงดนตรีวงนี้ภายหลังโรงพยาบาลจ้างมาเล่นประจำ เพราะเป็นที่ถูกอกถูกใจใครๆหลายต่อหลายคน ข้าพเจ้าไม่ได้ซาบซึ้งกับเพลงนักหรอก เพราะเป็นเด็กแต่หากได้ยินดนตรีเล่นเพลงที่เขาร้องว่า "เอ้า.....เฮ้..........ฮ่า........เฮเราลีลาศกัน" ทีไร ช่วงเวลาแห่งความเบิกบานและความสุขได้มาถึงแล้วนักดนตรีเขาเล่นกันได้เป็นชั่วโมง ๆ ไม่มีหยุดทำให้เราสาวกเท้าไฟตัวจ้อยทั้งหลายถูกอกถูกใจเป็นการใหญ่ และแน่นอนหากนักดนตรีถามว่า "ต้องการฟังเพลงอะไรก็ขอมาได้เลย" ข้าพเจ้าก็ไม่ลังเลที่จะบอกว่าขอเพลง "เอ้า.....เฮ้..........ฮ่า........เฮ" ทุกครั้งไป
วันนี้ในงานเลี้ยงครบรอบวันสถาปนามหาวิทยาลัยรามคำแหงมีวงดนตรีสุนทราภรณ์วงใหญ่มาเล่นจริง ๆ ข้าพเจ้าพึ่งเห็นของจริงก็คราวนี้ความเป็นเด็กและความมันส์ในอดีตกลับมาอีกครั้ง ข้าพเจ้าเต้นเซี้ย...เสียอาการไปเลยใครจะมองยังไงก็ไม่สน
ท้ายสุดของงาน จบลงด้วยเพลงพระเจ้า 5 พระองค์ เนื้อร้องตรึงใจข้าพเจ้าเสียจริงๆเป็นเพลงปิดงานที่ยิ่งใหญ่ทำให้เกิดความรู้สึกอาลัย...อาวร เนื้อเพลงมีวิญญาณและความสะเทือนใจอยู่ใน ทุกท่วงทำนอง และคำร้อง โดยเฉพาะเพลงนี้เดิมครูเอื้อเป็นผู้แต่งทำนอง และร้องเอาไว้ซึ่งเนื้อหาจะบอกถึงความห่วงใยที่ครูเอื้อมีต่อแฟนเพลงเพราะตอนนั้นครูเอื้อกำลังป่วยหนัก และต้องการใช้เพลงนี้เป็นสื่อแทนใจบอกความรู้สึกที่มีไปยังทุก ๆ คนที่รัก และชอบวงดนตรีสุนทราภรณ์
ไม่ว่าจะอีกสักกี่ปีข้างหน้า เพลงของวงดนตรีสุนทราภรณ์ก็ยังคงความยิ่งใหญ่ผ่านวันเวลาแห่งยุคสมัย อยู่คู่นักฟังเพลงตลอดไป
เมื่อพร้อมแล้วเราฟังเพลงพระเจ้า 5 พระองค์เป็นเพลงสุดท้ายก่อนเข้านอนพร้อมๆ กัน Play "ดวงใจดวงเดียวที่ฉันมีอยู่ ขออุทิศให้ผู้เอ็นดู เอื้อ รักบูชาเป็นพระคุณท่วมฟ้า เป็นพระเจ้าทั้งห้า ปั้นฉันมีค่าสุดคณารำพันหนึ่งนั้นหรือคือบิดา มารดา เลือดจากอุธรกลั่นป้อนลูกทุกวัน สองชาติ ศาสนาพระมหาทรงธรรม์ พระเจ้าอยู่หัวมิ่งขวัญราชันภูมิพลสามความรู้จากครูอาจารย์ขับขานชำนาญเพราะท่านช่วยกันหว่านพืชผล สี่ ลูกรัก เมียขวัญสำคัญกว่าตน ทุกข์สุขยอมทน เพื่อคนรักด้วยดวงใจ พระที่ห้ามีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินซอสุดรักไวโอลินเหนือศิลป์ใดๆ ขอฝากเพลงร้องให้เสียงนั้นก้องตลอดไป อนุสรณ์ฝากไว้จากหัวใจสุนทราภรณ์"
ป.ล. ครูเอื้อ สุนทรสนานเป็นชาวอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ส่วนชื่อวงสุนทราภรณ์มาจากคำว่า สุนทรซึ่งเป็นนามสกุล นำมาสนธิกับคำว่า อาภรณ์ ซึ่งเป็นชื่อของธิดา พระยาสุนทรบุ
|
|
ป.ล. ครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นชาวอำเภ