ทุกผลงานมีผลตอบแทน

แม้ที่นึกว่าไม่มีใครเห็น

นึกว่าทำเล่นเสียเวลาเปล่า

นึกว่าทำแล้วไม่มีรางวัลอันใดรอ

ผลตอบแทนของงานที่ไม่หวังผลตอบแทน

คือการรู้จักใจจริงของตัวเอง

คือการรู้จักความเคลื่อนไหวด้วยใจจริง

และคือการรู้จักค่าที่แท้จริงของใจจริง

ผ่านความสุขละไมในการก่อสร้างสร้างงาน

ผ่านมหาปีติในผลงานที่สำเร็จเสร็จสมบูรณ์

แต่งานย่อมมีเส้นทางก้าวหน้า

เมื่อรักงานใดจริง

ทำสิ่งใดต่อเนื่องเนิ่นนาน

สิ่งนั้นย่อมเติบโตขึ้น

และมีพลังสนองคุณสมน้ำสมเนื้อ

ถ้าไม่เคยคิดถึงผลตอบแทน

อย่างน้อยต้องให้ผลตอบแทนเกินกว่าที่คิด

ความกลัวสั่งให้เรานึกถึงอนาคตก่อน

ค่านิยมสั่งให้เราถามหาผลตอบแทนก่อน

ความละโมบสั่งให้เราเก็งกำไรก่อน

สังคมสั่งให้เราเก็งกำไรก่อน

สังคมสั่งให้เราเสาะแสวงความมั่งคั่งก่อน

กระทั่งเราลืมไปสนิท

ว่าปัจจุบันต้องมาก่อนอนาคต

งานต้องมาก่อนผลตอบแทน

ความเป็นสุขต้องมาก่อนกำไร

ความพอใจต้องมาก่อนความมั่งคั่ง

การว่างจากความกลัวอนาคต

จะทำให้เรากล้าเผชิญกับปัจจุบันอย่างมีสติ

การว่างจากค่านิยมเรียกร้องผลตอบแทน

จะทำให้เรานิยมทำงานเพื่อให้เกิดผลของงาน

การว่างจากความโลภเก็งกำไร

จะทำให้เรามักน้อยและรู้จักเสพสุขจากความนิ่ง

การว่างจากความอยากมีฐานะทางสังคม

จะนำเราออกจากงานที่จำใจจำเจ

แล้วหันเหทิศของการมองกลับมาสู่ใจจริง

ได้เริ่มต้นคิดออกมาจากใจจริง

ได้เริ่มต้นพูดออกมาจากใจจริง

กระทั่งสุดท้ายก่อให้เกิดใจจริง

ที่ว่างจากงานจำใจจำเจ

 

... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ...

 

ข้อเขียนที่อาจจะทำให้คนทำงานพบคำตอบบางอย่าง

"... งานต้องมาก่อนผลตอบแทน ..."

 

แต่ในมหาวิทยาลัย ... ผมเห็นอาจารย์หลายท่านเห็นตรงกันข้ามกับวลีนี้

เลยทำให้การทำงานร่วมกับผู้อื่น ยุ่งเหยิง วุ่นวาย หาอะไรที่ลงตัวไม่ได้

อันเนื่องมาจากการมุ่งหวังที่ "ผลตอบแทน"

 

 

 

แหล่งอ้างอิง

ดังตฤณ (นามแฝง).  คิดจากความว่าง.  กรุงเทพฯ: ดีเอ็มจี, ๒๕๔๙.