"เขา" กับ "พระวิหาร"

การเมืองเรื่องของเขา...

ช่วงนี้ประเด็นการเมืองร้อน ๆ คงไม่พ้นเรื่องของเขา..

เขาที่ว่า คือ เขาพระวิหาร

เป็นประเด็นที่สว.เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ

เป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านของเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

เป็นประเด็นที่พันธมิตรฯ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนอกสภา(ข้างถนน) โดยไม่มีการยื่นญัตติ

 ทั้งที่แผนผลักดันเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ได้เริ่มขึ้นในปี 2547 ที่คณะรัฐมนตรีไทย-กัมพูชา มีมติเห็นชอบให้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่เขาพระวิหารเพื่อประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว ศึกษาประวัติศาสตร์ และกำหนดให้ดำเนินการเสนอเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก
       
       กระทั่งในเดือนมิถุนายน ปี 2550 ในการประชุมยูเนสโกที่เมืองไครซ์เชิร์ท นิวซีแลนด์ รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นเสนอให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเฉพาะพื้นที่ในเขตของกัมพูชาเท่านั้น ในขณะที่ฝ่ายไทยได้ยื่นทักท้วงรัฐบาลกัมพูชา เพราะเห็นว่าควรจะเสนอให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกัน เนื่องจากองค์ประกอบทางประวัติศาสตร์ต่างๆ อาทิ ปราสาทโดนตวล,บรรณาลัย,สถุปคู่,สระตราว รวมถึงโบราณสถานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นอยู่ฝั่งไทย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งตามหลักประวัติศาสตร์ของเทวาลัยระดับโลก ต้องรวมองค์ประกอบทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน
       
       จากผลการประท้วงดังกล่าว ยูเนสโกจึงเลื่อนการพิจารณาออกไป โดยให้ 2 ประเทศ(ไทย-กัมพูชา)ไปตกลงหาข้อยุติ แล้วค่อยนำเสนอที่ประชุมในเดือนมิถุนายน 2551

        ปราสาทเขาพระวิหาร หรือ ศรีศิขเรศวร เป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรักกั้นระหว่างแผ่นดินเขมรต่ำกลุ่มเมืองพระนคร และเขมรสูงในภาคอีสานของไทย สร้างขึ้นก่อนนครวัดถึง100 ปีอยู่ในจังหวัดพระวิหาร ของกัมพูชา ติดชายแดนไทย ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
       
       กล่าวกันว่าสร้างเพื่อการแสดงอำนาจของกษัตริย์แห่งเมืองพระนคร ที่มีความเชื่อถือในเรื่องเทวราชา อันหมายถึงกษัตริย์คืออวตารหนึ่งของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู เป็นศูนย์รวมแห่งคติความเชื่อ คือการสร้างมหาปราสาทประดิษฐานศิวลึงค์ อันเป็นสัญลักษณ์แทนพระศิวะและพระมหากษัตริย์
       
       เมื่อปี พ.ศ.2483 เกิดสงครามอินโดจีนฝรั่งเศสอ่อนแอ รัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพล ป.พิบูลสงครามได้เรียกร้องให้มีการปรับปรุงพรมแดนไทย-อินโดจีน เป็นให้ไทยได้ 4 จังหวัดฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงครอบครอง พ.ศ.2487เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ ไทยต้องปรับตัวเองมิให้เป็นประเทศแพ้สงคราม จึงต้องคืนดินแดนที่ได้มาแก่ฝรั่งเศสไปรวมทั้งเขาพระวิหาร
       
       พ.ศ.2502 รัฐบาลกัมพูชานำด้วยสมเด็จพระนโรดมสีหนุยื่นฟ้องต่อศาลโลกที่กรุงเฮกประเทศเนเธอร์แลนด์ว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา พ.ศ.2505 ศาลโลกมีมติ 9 ต่อ 3 ให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา และพ.ศ.2550กัมพูชาได้ยื่นเรื่องต่อองค์การยูเนสโกเสนอให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกซึ่งเป็นที่มาของความขัดแย้งครั้งใหม่

       จากเหตุการณ์นี้ได้ส่งผลให้เขาพระวิหารกลับมาเป็นที่สนใจของคนไทยและคนเขมร ตลอดจนชาวโลกอีกครั้ง

        ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการแห่งมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์และประธานที่ปรึกษา โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นบุคคลหนึ่งที่ได้แสดงทัศนคติเรื่องเขาพระวิหารในประเด็นที่ว่า เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาว่า เรื่องนี้มีความสำคัญมากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา ซึ่งจัดได้ว่ามีปัญหามากที่สุดระหว่างอาเซียน ละเอียดอ่อนที่สุด

   อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวขอให้คนไทยตั้งสติให้มั่น

         อย่าหวั่นไหวไปกับกระแสทางการเมืองทั้งในสภาและนอกสภา และอย่าให้กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างไทยกับกัมพูชา เพราะขณะนี้กัมพูชาเองมีการปิดพระวิหาร อันความหวั่นเกรงเรื่องสถานการณ์จากการเมืองบ้านเรา

         บางครั้งอาจจะต้องมองแบบแยกส่วนเหมือนกัน

      ระหว่าง "เขา" กับ "พระวิหาร"

          ในเรื่องของสิทธิในการครอบครอง เพื่อมิให้มีปัญหาตามมา