ลาว...ประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรประมาณห้าล้านคน แม้จะน้อยนักแต่หากว่าลาวมีแผ่นดินที่กว้างใหญ่กว่า 236,800 ตารางกิโลเมตร เป็นอาณาจักรแห่งขุนเขาและสายน้ำที่ยังสมบูรณ์ดังเช่นครั้งหนึ่งไทยเราเคยมี
• นานมาแล้วที่นักเดินทาง นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันถึงหลวงพระบางหรืออาณาจักรล้านช้าง ในอดีตเดิมทีหลวงพระบางเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของลาวมาก่อน เมื่อองค์การยูเนสโก้ยกให้หลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลก ชื่อของหลวงพระบางจึงขจรขจายไปไกล การท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางจึงมีชื่อเสียงมากที่สุดของลาวก็ว่าได้
• "ตัวเมืองอันสงบ อบอุ่นด้วยรอยยิ้มและมิตรไมตรี" ตัวเมืองหลวงพระบางนั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำคานไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขงช่วงที่คดโค้งสวยงาม หันไปทางไหนแลเห็นแต่สีเขียวจากป่าดงพงไพร
• นานมาแล้วที่เมืองหลวงพระบางเป็นเมืองหลวง พระเจ้าฟ้างุ้มได้รวบรวมแว่นแคว้นต่างๆของชนเผ่าไท-ลาวในเขตลุ่มน้ำโขง แม่น้ำคาน แม่น้ำอู ก่อตั้งอาณาจักรล้านช้าง ณ ดินแดนริมน้ำโขงซึ่งคือหลวงพระบาง เมื่อปี พ.ศ. 1896 – 1916 โดยการช่วยเหลือของกษัตริย์ขอม (เพราะมเหสีของเจ้าฟ้างุ้มคือพระราชธิดาของกษัตริย์ขอมในขณะนั้น) พร้อมๆกับการรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาแทนการนับถือผี
สบายดีหลวงพระบาง : "เมืองมรดกโลก"
หลวงพระบางนั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำคานไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขงช่วงที่คดโค้งสวยงาม หันไปทางไหนแลเห็นแต่สีเขียวจากป่าดงพงไพร
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
แผ่นดิน · 23 มิ.ย. 2551
khewsarika สาริกาแก้ว · 23 มิ.ย. 2551
ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ · 23 มิ.ย. 2551
ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ · 23 มิ.ย. 2551
ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ · 23 มิ.ย. 2551
คนเคียงทุ่ง · 23 มิ.ย. 2551
• ลาว เป็นประเทศหนึ่งที่สืบเชื้อสายบรรพบุรุษเดียวกับชาวไทย แต่ลาวมีชนกลุ่มน้อยมากมายหลายเผ่า ลาวแท้ๆ มีเพียง 50 เปอร์เซนต์เท่านั้น ซึ่งมักจะอาศัยอยู่ที่ราบริมน้ำโขง ส่วนชาวเขานิยมอยู่บนเทือกเขา
• แรกทีเดียวอาณาจักรล้านช้างมีชื่อเรียกวาส “เมืองชวา” อันเนื่องมาจากมีชาวชวาอาศัยอยู่มากกว่ากลุ่มอื่น ในปี พ.ศ. 1900 เปลี่ยนมาเป็นชื่อ เมืองเชียงทอง กระทั่งกษัตริย์ขอมได้พระราชทานพระพุทธรูปองค์หนึ่ง มีชื่อว่า พระบาง เป็นพระพุทธรูปศิลปะสิงหล เจ้าฟ้างุ้มจึงทรงเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น “หลวงพระบาง”
• ปี พ.ศ. 2088 พระเจ้าโพธิสารราชเจ้า โปรดฯ ให้ย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างไปอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ แม้หลวงพระบางจะไม่ได้เป็นเมืองหลวงต่อไป แต่เจ้ามหาชีวิตยังคงประทับที่หลวงพระบาง
• ต่อมาอาณาจักรล้านช้างแตกออกเป็นสามอาณาจักร คือ
1.อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง
2.อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์
3.อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์
• กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ยังคงสืบทอดราชบัลลังก์กระทั่งถึงยุคสิ้นสุดของราชวงศ์อันมีสาเหตุหลักมาจากตกเป็นเมืองขึ้นของสยาม เวียตนามและฝรั่งเศส
• เหตุนี้เองหลวงพระบางจึงมาความเป็นมายาวนาน เป็นราชธานีเก่าแก่ วัดวาอารามมากมาย และมีธรรมชาติที่วิเศษ
หลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกด้วยเหตุผล คือมีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย มีบ้านเรืออันเป็นเอกลักษณ์โคโลเนียลสไตล์ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมน้ำโขงและน้ำคาน ซึ่งไหลบรรจบกันท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม และชาวหลวงพระบางมีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม
• ในขณะที่มรดกโลกแห่งอื่นอาจได้ขึ้นทะเบียนอย่างจำเพาะเจาะจงในโบราณสถาน ธรรมชาติ แต่หลวงพระบางทั้งเมือง ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2538 และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่ได้รับการปกปักรักษาที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเชียงใต้
• ปัจจุบันเมืองหลวงพระบางมีประชากรประมาณห้าแสนคน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ที่ตั้ง : หลวงพระบาง ตั้งอยู่ทางเหนือของนครเวียงจันทน์ ระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร เชื่อมต่อถึงกันด้วยทางหลวงหมายเลข 13 ใช้เวลาเดินทางราว 8 – 10 ชั่วโมงด้วยกันด้วยถนนที่ไม่ดีนัก มีเครื่องบินจากนครเวียงจันทน์ถึงหลวงพระบางโดยสายการบินลาว ใช้เวลาบินประมาณ 45 นาที
ีที่เที่ยวที่เด่นๆ
• สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในหลวงพระบาง ซึ่งเป็นราชธานีเก่าแก่ คือการเที่ยววัด ซึ่งมีศิลปะงดงาม มีขนากระทัดรัดไม่ใหญ่โต แม้ว่าจะมีวัดต่างๆมากมายถึง 40 วัด แต่ที่เที่ยวชมเด่นๆ จะอยู่ที่วัดเชียงทอง วัดภูษี วัดวิชุนราช วัดใหม่สุวรรณภูมาราม พระราชวังหลวง ถ้ำติ่ง น้ำตกกวางชี ช่วงท้ายๆ หามีเวลาเหลือมักจะไปซื้อของฝาก ในตลาดหรือในหมู่บ้านต่างๆ
เมืองหลวงพระบางในอ้อมกอดแห่งขุนเขา“ได้มาถึงถิ่น ดินแดนเขาเล่าลือนาม โอ้เมืองงดงาม สมเป็นมิ่งขวัญชาวเมือง โอ้หลวงพระบางดินแดนผู้คนเขากล่าว งามแท้เดงามหลายแท้เจ้า สมคำเล่าลือก้องไปไกล... ได้มาเห็น บ่อยากจากลา โอ้งามแท้หนาสายธาราน้ำ
"สะบายดี....สะบายดี"
ที่ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่จะบอกว่าตัวเองสบายดีไม่เจ็บไข้ได้ป่วยหรอกนะ แต่สะบายดีในที่นี้เป็นภาษาลาวที่แปลว่า "สวัสดี" ซึ่งคนลาวเขาใช้ทักทายกัน
เนื่องจากครั้งนี้ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ขอพาออกนอกสยามประเทศมุ่งหน้า สู่"สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" หรือ"สปป.ลาว"ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ในเส้นทางวงรอบ เชียงของ-หลวงพระบาง-เวียงจันทน์-หนองคาย โดยมีไฮไลท์สำคัญของทริปอยู่ที่ เมือง"หลวงพระบาง" ดินแดนมรดกโลกอันงดงามไปด้วยวิถีวัฒนธรรม วัดวาอาราม และและสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย
หมู่บ้านห้วยพะลาม ริมน้ำโขง
สำหรับการเดินทางครั้งนี้เราไปกับ บริษัททรอปิคอล สตาร์ ทราเวล โดยคณะของเรามุ่งหน้าออกจากเมืองไทย ข้ามโขง ที่ด่าน อ.เชียงของ จ.เชียงราย สู่ฝั่งลาวที่(ท่าเรือ)บ้านห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว จากนั้นก็พากันต่อรถตุ๊กๆ(ลาว)ไปยัง "ท่าเรือหลวงทราย" เพื่อขึ้นเรือหลวงทรายล่องไปตามลำน้ำโขงสู่หลวงพระบาง
ในทริปนี้พวกเราเลือกนั่งเรือหวานเย็นสู่หลวงพระบาง เพราะต้องการกินลมชมวิวของแม่น้ำโขงใน 2 ข้างทาง (เรือหวานเย็นใช้เวลาประมาณ 2 วัน ส่วนเรือเร็วหรือเฮือเร็วใช้เวลาประมาณ 1 วัน)
แล้วการเดินทางสู่หลวงพระบางก็เริ่มขึ้น เมื่อเรือหลวงทรายซึ่งเป็นเรือไม้ขนาดใหญ่ ได้พาพวกเราล่องชมวิวสองฟากฝั่งของแม่น้ำโขงไปเรื่อยๆ ตอนนี้พวกเราในเรือเหมือนเป็นหนุ่มสาวลูกครึ่งไทยลาวกันทั้งลำ เพราะเมืองมองไปฝั่งขวาเราจะเห็นบรรยากาศของประเทศไทย แต่หากมองไปทางซ้ายก็จะเห็นวิวทิวทัศน์ของฝั่งประเทศลาว ซึ่ง 2 ฝั่งโขงนี้ ดูได้ไม่ยากว่าฝั่งไหนคือไทยและฝั่งไหนคือลาว เพราะฝั่งไทยป่าไม้จะถูกตัดจนเหี้ยน ส่วนฝั่งลาวยังดูเขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยแต่ก็เริ่มมีบางจุดเดินตามรอยฝั่งไทย ดูเว้าแหว่งเป็นหย่อมๆ แถมบางลูกยังกลายเป็นภูเขาหัวโล้นไม่ต่างจากฝั่งไทย ชนิดหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว
ทิวทัศน์เทือกเขาสลับซับซ้อนและแก่งหินในลำน้ำโขง
จนเมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่ เมื่อเรือล่องผ่านภูเขาที่แบ่งพรมแดนไทย-ลาว แม่น้ำโขงจากจุดนี้ไปคือแม่น้ำโขงของลาว มองไปทั้งซ้ายและขวาคือดินแดนประเทศลาวทั้ง 2 ฟากฝั่งโดยแท้
ก่อนเข้าสู่จุดพักกลางทาง เรือพาเราไปแวะเที่ยว "หมู่บ้านห้วยพะลาม" หมู่บ้านชาวลาวที่มีวิถีชีวิตเรียบง่ายมีการดำรงชีวิตโดยการทำนาทำประมงเลี้ยงเป็ดไก่หมู หมู่บ้านนี้ไม่ได้มีสินค้าอะไรที่ดึงดูดใจ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราแวะก็คือวิถีชีวิตของชาวบ้านห้วยพะลามที่เราอาจจะหาดูไม่ได้แล้วในประเทศพัฒนาทางวัตถุทั้งหลาย
ตลาดยามชาวที่ปากเบ็ง
จากนั้นเรือได้พาเรามาพักค้างคืนกัน ในเมืองปากเบ็ง (Pakbeng) สปป.ลาว ซึ่งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ชุมทางทางน้ำที่สำคัญของแม่น้ำโขง หากผู้ที่เดินทาสัญจรทางเรือจากห้วยทรายไปยังหลวงพระบาง หรือหลวงพระบางไปห้วยทราย ก็มักจะแวะค้างคืนกันที่ปากเบ็ง(หรือปากแบ่ง) เพราะเป็นหมู่บ้านใหญ่ริมน้ำและตั้งอยู่บริเวณกลางทางพอดี
คืนนั้นพวกเราพักกันที่หลวงทรายลอร์จ ที่พอมาถึงที่พักได้ไม่นานม่านรัตติกาลก็ค่อยๆโรยตัวเข้าห่มคลุมปากเบ็งอย่างรวดเร็ว...
เช้าวันรุ่งขึ้นที่ปากเบ็ง พวกเรากระตือรือร้นตื่นกันแต่ไก่โห่เพื่อที่จะได้ไปเดินชมตลาดยามเช้าของชาวปากเบ็ง ซึ่งก็เป็นตลาดเล็กๆคล้ายกับตลาดในชนบทของบ้านเรา หากใครมีเวลามากหน่อยก็แวะขึ้นไปที่ "วัดสินจองแจ้ง" ที่มีพระพุทธรูปหลากสมัยและรูปปั้นผู้ชายจมูกโตไว้หนวด เข้าใจกันว่าเป็นคนฝรั่งเศสหรือไม่ก็ฮอลันดาที่เข้ามาในลาวรุ่นแรกๆ จากนั้นก็ได้เวลาลงเรือเพื่อล่องแม่น้ำโขงกันต่อด้วยระยะทางอีกประมาณ 160 กม. พวกเราก็จะถึงยังจุดหมายเมืองมรดกโลก
ผ้าทอต่างๆมีให้เลือกมากมายหลากสีหลายลายที่หมู่บ้านบ้านบ่อ, ยิ้มสวยๆแจกฟรีจากเด็กน้อยบ้านห้วยพะลาม
เพื่อไม่ให้เป็นการเดินทาง เดินทาง และก็เดินทาง แต่อย่างเดียว ระหว่างทางพวกเราแวะ "หมู่บ้านบ้านบ่อ" ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีการทำเหล้าพื้นบ้าน และขายผ้าทอ เมื่อเข้าไปถึงหมู่บ้าน "ผู้จัดการท่องเที่ยว" และพลพรรคพากันไปไหว้พระภายในโบสถ์วัดบ้านบ่อตามธรรมเนียมชาวพุทธเสร็จสรรพแล้ว พวกเราก็ขอแวะที่หมู่บ้านนี้นานสักหน่อย เนื่องจากชาวคณะของเราถูกอกถูกใจกับผ้าทอหลากลายหลายสีสันทำให้ใช้เวลาเลือกซื้อกันอยู่นาน พวกที่ซื้อหากันเสร็จอย่างรวดเร็วก็หันมาสนใจจิบเหล้าพื้นบ้านที่มีความแรงกว่า 40 ดีกรี ใครติดใจจิบมากหน่อยก็เล่นเอาซู่ซ่าแทบเดินไม่เป็นกันเลยทีเดียว
หลังจากเพลิดเพลินกับการกระจายรายได้สู่ชาวเขาลาว และอวดความสวยงามของผ้าทอกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรือพาพวกเราแล่นมาถึงสามแยกใหญ่กลางแม่น้ำโขง หรือเรียกกันว่า "ปากแม่น้ำอู" เป็นจุดที่มีน้ำ 2 สี เนื่องจากมีน้ำจากแม่น้ำโขงสีน้ำตาลและน้ำสีครามจากแม่น้ำอูไหลมาบรรจบกัน อยู่บนเรืออาจจะมองไม่เห็นชัดเจนนักว่าที่เขาบอกกันว่าเป็นแม่น้ำ 2 สีนั้นเป็นอย่างไร เรือจึงพาพวกเรามาแวะจุดเที่ยวอีกแห่งหนึ่งคือ "ถ้ำติ่ง" หรือ "ถ้ำปากอู" หรือ "ถ้ำพระ" เพื่อที่เราจะได้ชมถ้ำและได้ชมแม่น้ำสองสีในมุมสูงอีกด้วย
ทางเดินขึ้นหมู่บ้านบ้านบ่อมีสิงห์ 2 ตัวหน้าคล้ายหมา
ถ้ำติ่งแห่งนี้เป็นถ้ำบนหน้าผาหินปูนมีอยู่ด้วยกัน 2 ถ้ำด้วยกัน ถ้ำแรก “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ไต่บันไดขึ้นไปเกือบจะเหนื่อยก็ถึง “ถ้ำติ่ง” ซึ่งตามประวัติแล้ว เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเสด็จกลับจากเชียงใหม่ โปรดให้ก่อสร้างตกแต่งถ้ำและนำพระพุทธรูปมาประดิษฐานเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งสัมพันธไมตรีระหว่างล้านช้างหลวงพระบางหรือสปป.ลาว กับล้านนาเชียงใหม่หรือพี่ไทยของเรานี่เอง
ต่อมาในทุกๆวันปีใหม่ลาวชาวหลวงพระบางจะนำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ในถ้ำ โดยถือกันว่าเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ เป็นเหตุให้เมื่อเราขึ้นไปบนถ้ำจะเจอกับพระพุทธรูปมากมายหลายไซส์หลายขนาดทั้งพระพุทธรูปไม้ สำริด ปูนปั้นวางประดิษฐานเรียงรายให้กราบไหว้กันอย่างนับไม่ถ้วน
ผ้าทอหลากสีหลายลายมีให้เลือกซื้อที่หมู่บ้านบ้านบ่อ
เมื่อกราบไหว้พระพุทธรูปและชมวิวแม่น้ำสองสีที่มีภูมิประเทศสวยงามจากจุดนี้แล้ว หากเดินต่อขึ้นบันไดไปอีกราว 200 ขั้น จะเจอกับ "ถ้ำเถิง" แต่กว่าที่พวกเราจะได้สังเกตบริเวณปากถ้ำก็ต้องรอให้หายหอบลิ้นห้อยกันเสียก่อน เนื่องจากอายุและสังขารที่นับวันจะล่วงเลยไปเรื่อยๆจนเริ่มจะร่วงโรย คิดแล้วก็ใจหาย
หลังจากลมแทบจับเมื่อก้าวขึ้นบันไดขั้นแล้วขั้นเล่ามาจนถึงปากถ้ำเถิง สิ่งที่ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" พบไม่ใช่โต๊ะที่ตั้งเพื่อขายดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระ หรือเก็บค่าที่แต่อย่างใด แต่เป็นโต๊ะที่ตั้งเพื่อให้เช่าไฟฉาย สิ่งจำเป็นในการเข้าถ้ำเถิงแห่งนี้ แม้จะต้องเดินต่อเข้าไปไม่ลึกแต่มีความมืดขนาดที่ต้องพกไฟฉายไปด้วย มิเช่นนั้นอาจจะกราบพระผิดๆถูกๆก็เป็นได้
กราบไหว้พระในถ้ำติ่ง แล้วชมวิวแม่น้ำสองสีที่สวยงาม
สำหรับขาลงจากถ้ำเถิงไม่เหนื่อยเหงื่อตกเหมือนตอนขึ้น ระหว่างทางลงพวกเราก็แวะถ่ายรูปเป็นระยะๆ เนื่องจากวิวมุมสูงของแม่น้ำสองสีบนพื้นหลังที่เป็นเทือกเขาสวยงามได้ใจชาวคณะ จนต้องขอเสนอหน้าเข้าไปอยู่ในรูปวิวสวยๆเก็บไว้เป็นที่ระทึก..เอ๊ย ระลึกกันหน่อยก่อนที่จะจากลาถ้ำติ่งแห่งนี้ เพื่อไปขึ้นฝั่งยังจุดหมายปลายทาง ณ "เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว มีจุดผ่านแดนสากลเชื่อมกับไทยใน 5 จังหวัด สำหรับจังหวัดเชียงราย จากที่อำเภอเชียงของ สามารถข้ามฝั่งด้วยเรือข้ามฟากแม่น้ำโขงไปยังอำเภอห้วยทราย สปป.ลาว จากนั้นสามารถนั่งรถตุ๊กๆไปยังท่าเรือหลวงทราย สกุลเงินลาว 1 บาท ประมาณ 270 กีบ และใช้เป็นเงินบาทและเงินดอลล่าร่วมด้วย สำหรับผู้ที่สนใจทริปท่องเที่ยวลาวเป็นวงรอบ เชียงของ(เชียงราย)-ปากเบ็ง-หลวงพระบาง-วังเวียง-เวียงจันทน์-หน