![]() |
มณฑล สรไกรกิติกูล (Monthon Sorakraikitikul) ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ อีเมลติดต่อ |
การบริหารมหาวิทยาลัยในอนาคตข้างหน้าอาจารย์วิจารณ์ให้ความเห็นว่า เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าจะเป็นเช่นไร พูดอีกอย่างก็คือ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ ดังนั้นอาจารย์วิจารณ์จึงใช้วิธีชวนคิด ชวนคุยและตั้งคำถาม เพื่อให้ไปคิดต่อว่าเราควรจะทำอย่างไร
ประเด็นที่น่าสนใจว่าจะมีอะไรเปลี่ยนไปในอนาคตข้างหน้าคือ (เมื่ออ่านแล้วต้องพยายามคิด หรือ ตีความต่อด้วยว่าแล้วเราจะทำอย่างไร)
๑) สังคม และสภาพสังคม
จะมีการเชื่อมและติดต่อกันมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี (ผมเองคิดว่าโดยเฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ท ที่ทำงานผมเดี๋ยวนี้จะส่งไฟล์ให้กัน แบบรวดเร็วทันใจ ก็ไม่ใช้ E-mail แล้วครับ ใช้ MSN กันเลย) มีการเคลื่อนย้ายของคนและนักศึกษา และเนื้อหาความรู้ก็สามารถหาได้จากทางอินเทร์เน็ท เช่นการค้นหาความรู้ด้วย www.google.com เป็นต้น
อีกประเด็นที่สำคัญคือ ความรู้จะอยู่ในการทำงาน มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช้ศูนย์กลางของความรู้อีกต่อไป โดยเฉพาะความรู้ที่ได้มาจากการปฎิบัติ อาจารย์ยกตัวอย่างเครื่องมือที่ทันสมัยทางด้านการแพทย์ มักจะอยู่ที่โรงพยาบาลของเอกชน ก่อนที่จะมาอยู่ที่โรงเรียนแพทย์ และภายใต้การใช้งานเครื่องมือเหล่านั้นก็มีองค์ความรู้อีกมากมายแฝงอยู่เป็นต้น
๒) การเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนไป
ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น คนก็สามารถเรียนรู้เนื้อหา เองได้จากเวปไซด์ต่างๆ ฉะนั้นวีธีการสอนแบบที่สอนให้ได้เนื้อหาให้นักศึกษาจดจำเนื้อหา เพื่อเอามาสอบให้ได้อาจจะไม่ทันกับความรู้ที่เกิดขึ้น บางครั้งสิ่งที่ครู-อาจารย์รู้ยังอาจไม่ทันสมัยเท่าความรู้ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ทด้วยซ้ำ
สิ่งนี้จะทำให้ความหมายของการเรียนรู้เปลี่ยนไป จากการเรียนรู้เนื้อหา เป็นการเรียนรู้คุณค่า เรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้ความรู้ ที่สำคัญคือการเรียนรู้เพื่อที่จะซึมซับวิธีการเรียนรู้ และเรียนรู้ที่จะสร้างความรู้ ดังนั้นการสอนของอาจารย์ควรเน้นที่สร้าง ความรู้(Knowledge) ทักษะ (Skills) ทัศนคติ (Attitude) และที่สำคัญคือ จิตวิญญาณ (Spiritual) และเป็นหน้าที่อันสำคัญของอาจารย์ที่จะต้องบูรณาการสิ่งเหล่านี้เข้ากับ การจัดการเรียนที่สอนให้กับนักศึกษา
การทำหน้าที่สอนของครู-อาจารย์ต้องเปลี่ยนไป สิ่งนี้ต้องเปลี่ยนถึงระดับความเชื่อครับ ว่าครู-อาจารย์ไม่ได้เป็นผู้รู้ทั้งหมด มหาวิทยาลัยและครู-อาจารย์ไม่ได้เป็นศูนย์กลางของความรู้อีกต่อไป ตรงนี้ทำให้บทบาทของครู-อาจารย์จะเปลี่ยนไปมาก จากเป็นผู้สอน กลายเป็นผู้อำนวย(Facilitate) ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษา และพยายามปรับหรือสร้างให้เกิดระบบนิเวศของการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย
ครู-อาจารย์ยังต้อง กระตุ้น (Inspire) สร้างกำลังใจ และความเชื่อที่จะแสวงหาความรู้ด้วยตนเองให้กับนักศึกษาด้วย รวมทั้งต้องทำให้นักศึกษารู้จักกระตุ้น และสร้างกำลังใจให้กับตนเองในการเรียนรู้ เรียกว่าคล้ายกับสร้างจิตวิญาณของการเรียนรู้ให้อยู่ในตัวนักศึกษานั่นเอง
ครู-อาจารย์ถ้าอยากพัฒนานักศึกษาให้มีอัจฉริยะ ก็ขอให้เชื่อว่ามีนักศึกษาที่มีความอัจฉริยะอยู่ หรือตัวนักศึกษาคนนั้นเองก็มีความอัจริยะอยู่เช่นกัน ซึ่งความเป็นอัจฉริยะก็มีหลายด้าน ถ้าอาจารย์สามารถจัดการพัฒนาให้อัจฉริยะที่มีอยู่ในตัวนักศึกษาให้โดดเด่นขึ้นมา บางครั้งก็จะช่วยให้มีการพัฒนาความสามารถด้านอื่นๆให้เด่นมากขึ้นได้
วิธีการสอนวิธีหนึ่งที่พูดถึงในวันนั้นคือ Case Based Learning คือการเรียนโดยใช้กรณีศึกษา เพื่อฝึกให้นักศึกษาคิดและลงมือแก้ไขปัญหาเป็น และหากมหาวิทยาลัยมีจุดยืนของตนเองที่แตกต่างกัน ก็น่าที่จะมีวิธีการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างกันด้วย
ชั้นเรียนก็เปลี่ยนไป จะมีนักศึกษาหลายกลุ่ม หลายชาติ หลายวัฒนธรรม และหลายประสบการณ์ชีวติมาเรียนร่วมกันมากขึ้น เป็นโจทย์ที่ใหญ่สำหรับอาจารย์ครับ ว่าจะสามารถจัดการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายเหล่านี้ได้อย่างไร จะใช้ประโยชน์จากผู้ที่มีประสบการณ์หลายหลากแตกต่างกันได้อย่างไร
๓) ระบบอุดมศึกษา ก็เปลี่ยนไป
ปัจจุบันที่นั่งเรียนมีมากกว่าจำนวนคนเรียน อาจเป็นผลให้เด็กไม่ได้ถูกคัดกรอง เด็กที่ต้องการเรียนก็จะได้เรียนทั้งหมด เป็นโจทย์ที่สำคัญว่า ครู-อาจารย์ จะจัดการเรียนการสอนอย่างไร เมื่อผู้เรียนมีความแตกต่างกันมาก ทั้งเรีองทักษะและกระบวนการเรียนรู้ โดยเฉพาะการแข่งขัน การประเมินและการจัดอันดับมหาวิทยาลัยก็กำลังเข้มขันขึ้นทุกขณะ
ตรงนี้ทำให้ผมเองขอตีความเองว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการกำหนดเป้าหมาย ภารกิจของมหาวิทยาลัยให้ชัด เพื่อจัดกระบวนการเรียน การสอน การบริหารงานต่างเพื่อสนับสนุนให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายนั้น มหาวิทยาลัยต้องมีสิทธิเลือกวิธีการบริหารของตนเองครับ และการเลือกนี้ก็น่าจะลงถึงระดับคณะด้วย แต่ทั้งหมดทั้งปวงมหาวิทยาลัยก็ยังคงต้องสามารถตอบโจทย์และมาตรฐานของสังคมในเรื่องการประเมิน การจัดอันดับต่างๆให้ได้อยู่ด้วย คือการบริหารให้สำเร็จตามเป้าหมายของเรา แต่ต้องคำนึงถึงสังคมรอบข้างด้วย ตรงนี้อาจารย์วิจารณ์ว่าเป็นวิธีในการสร้างความแตกต่างให้กับมหาวิทยาลัยครับ
บทสรุปของการบรรยายนั้น เป็นการบรรยายแบบไม่บรรยายครับ คือไม่ได้มาบอก หรือมาพูดให้ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่มาชวนคิดครับว่า เราควรทำอะไรบ้าง ผมเองคิดว่าเป็นการบรรยายแบบ KM ในชนิดที่เรียกว่า ผู้บรรยายเป็นผู้อำนวยให้เกิดการแตกยอดทางความคิด ไม่ได้บอกให้เชื่อในสิ่งที่พูด แต่ชวนให้ลองคิด และลงมือทำแล้วค่อยเชื่อ
ท้ายที่สุดขอขอบคุณ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ครับที่ได้กรุณาให้เกียรติกับทางมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มาชวนให้คบคิด และสร้างกำลังใจในการที่จะกลับไปทำงานเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาต่อไป

108496
ผู้เขียนกลับมาถึงมหาวิทยาลัยแล้วครับ วันนี้ได้แต่คิดว่า ที่ชาวบ้านเป็นหนี้นั้นเกิดจากอะไร ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า บางหมู่บ้านไฟฟ้ายังไม่เข้า แค่มีเสาไฟตั้ง ปรากฏว่าชาวบ้านบางบ้านมีเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว โดยมีคนมาขายอุปกรณ์ไฟฟ้าเงินผ่อน ถามว่าทำไมรีบซื้อ ได้คำตอบว่า เห็นบ้านอื่นๆๆเขามีเลยอยากมีบ้าง เรียกว่าเป็นหนี้ตั้งแต่ยังไม่มีไฟฟ้า
เลยมาคิดตั้งโจทย์เอาเองว่า ถ้าชาวบ้านมีแหล่งน้ำสามารถปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงวัว เลี้ยงไก่ ได้จะเป็นหนี้ไหม มีพี่คนหนึ่งเป็นนายดาบตำรวจ ชื่ออุทัย บอกว่า ถ้าเราไม่หน้าใหญ่ ทำแบบเขารับรองว่า สามารถอยู่ได้ แต่พบว่า ข้าราชการตำรวจก็เป็นหนี้ค่อนข้างมาก แกสารภาพเองว่า เป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ
เคยมีคนบอกว่า อยากให้บัณฑิตคืนถิ่น ถ้าบัณฑิตคืนถิ่นแล้วมีอะไรให้เขาทำบ้าง เป็นเพราะพ่อแม่ คาดหวังว่า ลูกที่ส่งไปเรียนต้องกลับมาเป็นข้าราชการ เมื่อตำแหน่งน้อยก็ไม่สามารถเป็นข้าราชการได้ ด้วยความที่เด็กอยู่ในกรุงเทพฯหรือเมืองใหญ่ๆๆหลายปี ทำให้ยึดติดกับความสบาย กลับไปบ้านลำบาก อยู่ทำงานที่กรุงเทพฯดีกว่า
ที่เขียนมานี้อยากบอกว่า ระบบการศึกษาบ้านเราส่งเสริมระบบค่านิยมที่ผิดหรือไม่ เป็นเพราะเราบ่มเพาะความฟุ่มเฟือย ความหรูหรา แต่เราไม่ได้ส่งเสริมให้บัณฑิตเรา มีการต่อสู้กับปัญหา เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา แต่บัณฑิตเราเรียนรู้จากตำราต่างประเทศ การท่องจำ มากกว่า ทำให้เรารู้ไม่เท่าทันกับปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา
เป็นไปได้ไหมที่ทีวีบ้านเรา ไม่โฆษณา ยั่วเย้าให้ซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือย แต่ส่งเสริมให้เราประหยัด อดออม เป็นไปได้ไหมที่เราจะมีการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ของเราเอง ให้สอดคล้องกับท้องถิ่น โดยไม่ ปฏิเสธความรู้ใหม่ๆ ใครมีความรู้ในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ การส่งเสริมให้ชุมชนไม่ฟุ่มเฟือย มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้หน่อยนะครับผม…
------------
เมื่อ อา. 22 มิ.ย. 2551 @ 08:17
711050 [ลบ]
189547
วิถีแห่งเต๋า
บทที่ 80
ประเทศในฝัน
หวังให้ประเทศเล็กที่มีพลเมืองน้อย
มีอาหารพอที่จะเลี้ยงดูพลเมือง
มากกว่าที่เขาต้องการถึงสิบเท่าร้อยเท่า
ให้ประชาชนเห็นคุณค่าของชีวิต
และไม่ท่องเที่ยวพเนจรไปไกล
ถึงแม้จะมีพาหนะเรือและรถ
ก็ไม่มีใครปรารถนาจะขับขี่
ถึงแม้จะมีเกราะและอาวุธ
ก็ไม่มีโอกาสจะใช้
ให้กลับไปใช้การจดจำเรื่องราว
ด้วยการผูกเงื่อนแทนการเขียนหนังสือ
ให้เขานึกว่าอาหารพื้น ๆ นั้นโอชะ
เสื้อผ้าอันสามัญนั้นสวยงาม
บ้านเรือนธรรมดานั้นสุขสบาย
ประเพณีวิถีชีวิตนั้นน่าชื่นชม
ในระหว่างเพื่อนบ้านต่างเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน
จนอาจได้ยินเสียงไก่ขันสุนัขเห่าจากข้างบ้าน
และตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต
จะไม่มีใครได้เคยออกไปนอกประเทศของตนเลย
ฝันเถิด...สักวันฝันคงเป็นจริง
อยากฝันอีกมาก...แต่กลัวฝันสลาย
คุณล่ะฝันอยากให้ประเทศเราเป็นอย่างไร
ตื่นได้แล้ว...อย่ามัวฝันเลย...
187452
ได้ดูหนังเรื่องราวของมาร์ติน วีลเลอร์ ผ่านการสัมภาษณ์ ของ "สันติราชธานีอโศก" สกัดออกมาเป็นเรื่องราวของการ "ปฏิวัติความเชื่อ" ทำให้ คุณมาร์ติน ฝรั่งอังกฤษกลายมาเป็นคนไทย ที่เข้าใจวิถีชีวิตแบบของคนไทย ได้ดีกว่าคนไทยหลายคนทีเดียว...ผมลองถอดบทเรียน..ออกมาเรียบเรียงเป็นเรื่องเล่าดังต่อไปนี้ (ตอนแรกจะเรียบเรียงเรื่องเล่าที่ถอดจาก VCD แต่เนื่องจากเป็น VCD ตั้งแต่ปี 2547 พบว่าเขามีการถอดเทปออกมาแล้ว และเขียนเล่าได้ดี จึงใช้วิธี copy & Paste เป็นส่วนใหญ่ แต่ผมก็ช่วย Edit ภาษาไทยบ้าง และช่วยเรียบเรียงด้วย)
(ภาพยืมมาจากบันทึกของอาจารย์หมอจิตเจริญ)
ประวัติ
มาร์ติน วีลเลอร์ Martin Wheeler เป็นชาวอังกฤษ เมือง Blackpool น่าจะเกิดราวๆ ปี ค.ศ. 1962 นับถึงปัจจุบัน (ปี 2008) อายุประมาณ ๔๖ ปี (อยู่เมืองไทยมา ๑๖-๑๗ ปี)
"ผมเป็นชาวอังกฤษเกิดในครอบครัวที่ฐานะดีพอสมควร พ่อจบปริญญาเอก เป็นผู้จัดการบริษัทเกี่ยวกับสารเคมี ยาฆ่าแมลง มีลูกน้อง ๒๐,๐๐๐ กว่าคน แม่จบปริญญาตรี เป็นครูสอนเปียโน กับไวโอลิน ผมจบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่งภาษาละติน (จาก London University)
ครั้งแรกผมเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ พอปีที่ ๓ ผมย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยลอนดอน และจบที่นั่น ผมไม่ชอบเคมบริดจ์ เพราะเป็นแบบโบราณ อังกฤษเป็นประเทศเก่าแก่มาก สมัยโบราณเป็นระบบศักดินา มีขุนนาง และชาวบ้านเป็นขี้ข้า
ทุกวันนี้แม้ยกเลิกระบบนั้นแล้ว แต่ที่เคมบริดจ์ยังเจอวัฒนธรรม แบบขุนนาง เป็นสังคมเล็กๆ ผ่านมา ๒๐๐-๓๐๐ ปีแล้ว แต่ไม่รับรู้อะไร ไม่เข้าใจชาวบ้าน เขาคิดแต่เรื่อง สังคมเล็กๆ ของเขาในกลุ่มคนชั้นสูง เป็นพวกหอคอยงาช้าง
ที่ผมเรียนได้คะแนนดี เพราะพ่อแม่ของผม บังคับให้เรียนหนังสือ ส่งเสริมให้เรียนตั้งแต่อายุ ๒ ขวบครึ่ง สอบไปเรื่อยๆ เพิ่มไอ.คิว. ให้สูงที่สุด เท่าที่จะทำได้ ผมเรียนสูงจนได้เกียรตินิยม เพราะพ่อแม่มีเงินช่วย ไม่เกี่ยวกับความฉลาดเฉพาะตัว"
ปฏิวัติค่านิยมเก่า
"ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องเงิน ไม่อยากมีรถยนต์ ไม่อยากมีบ้านใหญ่ อยากมีบ้านเล็กๆ อยากมีครอบครัวเล็กๆ ที่มีความสุข ไม่สนใจเรื่องวัตถุ ผมอยากอยู่แบบง่ายๆ เมื่อก่อน ไม่รู้เขาเรียกว่าอะไร แต่ตอนนี้รู้ว่า เขาเรียกมักน้อย สันโดษ
ที่อังกฤษเขาว่าผมบ้า เป็นเด็กนิสัยเสีย เพราะพ่อแม่ส่งให้เรียนหนังสือ แต่ไม่เอาความรู้ไปหาเงิน เขาหาว่าเด็กที่ไม่คิดทำงานนั้นนิสัยเสีย หลังจากเรียนจบแล้ว ผมก็เอาปริญญาให้พ่อแม่ตามที่ท่านอยากได้ แล้วผมก็ไปทำงานก่อสร้าง แบกอิฐแบกปูนอยู่ ๑๐ ปี
ช่วงนั้นชาวบ้านบอกว่า ผมบ้าแน่ครับ แต่เป็นเรื่องที่ผมอยากเรียนรู้ชีวิต อยากรู้จักตัวเอง ว่ามีความสามารถมากน้อยเพียงใด มีความอดทนไหม ทำในสิ่งที่เราไม่น่าจะทำได้ไหม ท้าทายตัวเองบ้าง อยากผ่านชีวิตที่ลำบากบ้าง
ผมอยู่ในสังคมของคนมีเงิน เขาจะพูดถึงแต่เรื่องเงิน คุณมีรถยี่ห้ออะไรบ้าง มี่กี่คัน คุณมีบ้านใหญ่ ขนาดไหน ลูกของคุณเรียนที่ไหน เอาลูกมาแข่งขันกัน จบจากที่ไหนบ้าง จบจากเคมบริดจ์ดีกว่าจบจากมหาวิทยาลัยลอนดอน
แต่ผมกลับคิดว่า ชีวิตน่าจะมีอะไร มากกว่านั้น ช่วงนั้นผมไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร แต่ที่รู้แน่ๆ คือไม่ใช่เงิน ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ปริญญา ต้องมีสิ่งอื่น ซึ่งผมไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ผมก็เลยมาลองแบกอิฐ แบกของหนักไว้ก่อน เดินแบกอิฐไปมา วันละสาม-สี่พันเที่ยว มันอิสระ เรามีเวลาคิด ได้รู้จักคนอื่น และได้สร้างความเข้มแข็ง ให้ร่างกาย แล้วจิตใจเราก็เข้มแข็งขึ้นด้วย (ได้ค่าแรงวันละ 4,000 บาท รัฐหักไว้ เพื่อเอามาให้ตอนแก่ 1,300 บาท.... )
ชาวบ้านธรรมดา (คนจน) ที่อังกฤษนั้น จริงๆ เขาลำบากกว่าคนไทยมาก เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ผมได้เห็น ชีวิตของชาวบ้านที่อังกฤษแย่มาก คนที่นั่น ๖๐% ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา จะไม่ได้เป็นเจ้าของบ้าน ต้องไปเช่าบ้านจากเจ้านายตลอดชีวิต
คนอังกฤษที่เป็นชาวบ้านธรรมดา ๙๘%ไม่มีที่ทำกิน (ที่ดิน) แล้วก็อยู่ในเมือง เป็นขี้ข้าเขาหมด แม้แต่เป็นผู้จัดการก็เป็นขี้ข้าด้วย เพราะไม่มีใครพึ่งตนเอง ไม่มีใครมีที่ทำกิน จะไปทำอะไร ช่วยตัวเองก็ไม่ได้ จะไปสุขอะไรก็ไม่ได้ ต้องไปหาเงิน ชีวิตอยู่กับเงินอย่างเดียว เงินเยอะ ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้เงินน้อยคุณภาพชีวิตก็ไม่ค่อยสูงเท่าไหร่"
พ่อ-แม่และผมกับความสุขในชีวิต
"ถามว่าชีวิตของพ่อมีความสุขมั้ย ผมคิดว่าไม่ ผมคิดว่าพ่ออยากได้บางสิ่งบางอย่าง เขาได้เงินเดือนเยอะมาก ได้รับบำเหน็จบำนาญ เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในชุมชน มีตำแหน่ง มีเกียรติยศอะไรอีกเยอะแยะ แต่ผมคิดว่าพ่อไม่มีความสุข เพราะว่าวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ไปทำงานที่โรงงาน ตกเย็นไปประชุมอีก กลับบ้านสามทุ่มสี่ทุ่ม ไม่ได้เจอเมียเจอลูก
วันเสาร์-อาทิตย์พ่อก็ปวดหัว อยากพักผ่อน พ่ออยากอยู่คนเดียว ไม่ให้ใครรบกวน พ่อมีเมีย และลูกสามคน แต่พ่อไม่ค่อยได้เห็นลูกเห็นเมีย สมัยที่ผมอายุสิบสามขวบ ผมไม่ได้คุยกับพ่อ แม้แต่คำเดียวเกือบปีครึ่ง เห็นเมื่อไหร่ก็เจอพ่อปวดหัวตลอด คิดหนัก อาชีพของพ่อ ต้องใช้สมองมาก ผมว่ามันเป็นกรรมพันธุ์ด้วย ผมก็ปวดหัวบ่อยเหมือนกัน (หัวเราะ) ชอบคิดมาก ตอนนี้หายแล้ว แม่เข้าใจผม แต่ไม่เห็นด้วยที่ผมมาเมืองไทย"
จุดเปลี่ยนของชีวิต
"17 ปีที่แล้ว (ประมาณปี ค.ศ. 1991/พ.ศ. 2534) แม่เสียชีวิต ผมได้มรดกนิดๆ หน่อยๆ มีเวลาที่จะไปเที่ยว ผมเคยวางแผนไว้ในใจว่าจะเที่ยว ๑ ปี จะไปในประเทศ ที่ผมไม่เคยไปมาก่อน เช่น ไทย (๒ เดือน) ลาว (๑ เดือน) เขมร (๑ เดือน) พม่า (๑ เดือน) มาเลย์ (๑ เดือน) เวียดนาม (๒ เดือน) อินโดนีเซีย (๓ เดือน) และออสเตรเลีย
สุดท้ายคิดว่าจะไปออสเตรเลียเพราะเป็นประเทศเปิด ไม่ค่อยมีกฎระเบียบ เหมือนอังกฤษ แต่ก็ยังไม่ได้ไปตามแผนที่วางไว้ ประเทศแรกที่ผมมาคือประเทศไทย
แต่ก่อนผมเป็นคนชอบเที่ยว กิน ดื่ม มาอยู่เมืองไทยได้ ๒ เดือน ใช้สตางค์หมด (เงินที่กะว่าจะใช้ ๑ ปี) กลับบ้านไม่ได้เพราะไม่มีค่าเครื่องบิน เลยต้องอยู่เมืองไทย"
ผมไม่ใช่ครูสอนภาษาอังกฤษ
"ผมอยู่ประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ผมอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว ไปหางานทำ ได้งานทำเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ รายได้ประมาณ 25,000-30,000 บาท/เดือน จริงๆแล้ว ผมไม่ได้เป็นครูหรอก ผมสอนไม่เป็น แต่คนไทยเห็นฝรั่ง จะบอกว่าฝรั่งทุกคน เป็นครูสอนภาษา ซึ่งมันไม่จริง ฝรั่งส่วนมากไม่ได้เป็นครู ที่กรุงเทพฯ เขาจ้างผมให้เป็นครู เอาเสื้อผ้าดีๆ เนคไทดีๆให้ใส่ เขาบอกว่า คุณเป็นครูนะ แล้วเขาก็ส่งผมเข้าห้องเรียนเลย
ความจริงฝรั่งที่เขาเรียกว่าครูนั้น ไม่มีใครเคยสอนหนังสือ แม้แต่คนเดียว และบางครั้ง ก็ไม่ใช่คนอังกฤษด้วย มีคนหนึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส พูดภาษาอังกฤษผมฟังไม่รู้เรื่องแม้แต่คำเดียว คนไทยก็แปลกดีเหมือนกัน เขาให้เงินเดือนผมเดือนละ ๓ หมื่นบาท ไปนั่งเฉยๆ ผมก็ละอายใจ ไม่อยากรับ ผมคิดมาก ปวดหัวทั้งวันทั้งคืน เพราะถ้าเราทำงานอะไรในชีวิต เราต้องได้ผลงาน
สมมุติมีคนมาจ้างเรา ๑๐๐ บาทแบกอิฐ ผมจะรับแน่เพราะว่า ผมแบกอิฐแผ่นนั้น จากที่นี่ไปที่โน่น ผมทำได้แน่ครับ แล้วผมก็จะเอาเงินของคุณไป แต่เวลาผมเป็นครูสอนภาษา มันไม่ได้ผลหรอก ผมสอนไม่เป็น เอาเงินให้ผมเฉยๆ ผมก็รู้สึกว่า ไม่น่าจะเอา ผมไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้คุ้มค่าเงินนะ" (ขยายความ ตอนแบกอิฐมาร์ติน ทำงานคนเดียวงานก็สำเร็จ แต่การสอนหนังสือต้องเกี่ยวข้องกับคนอย่างน้อย ๒ คน งานจึงจะสำเร็จ คือ ระหว่างผู้สอนกับผู้ถูกสอน..คราวนี้มาร์ตินไม่ได้เรียนมาทางครู เห็นว่าตัวเองทำงานไม่ได้ดี ก็เกิดความละอายใจ...)
เงินไม่ทำให้ผมมีความสุข
"ผมมีอุดมการณ์เล็กๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ๑. ถ้าเราทำงานอะไร ต้องทำในสิ่งที่เรามีความสุข ๒.จะไม่ทำงานที่ต้องผูกเนคไท ๓.จะไม่มีกระเป๋าเอกสารเพราะว่าเหมือนสังคมของพ่อแม่ผม เขาจะทำงานแบบนั้น ทุกคนมีเสื้อนอก มีรถยนต์ มีเอกสาร แต่เขาไม่ค่อยมีความสุขหรอก ผมเอาสิ่งนี้ มาเป็นสัญลักษณ์ แห่งการทำงานที่ไม่มีความสุข
มีช่วงเดียวเท่านั้นที่ผมทรยศต่อชีวิตตัวเองคือ ช่วงที่ผมเป็นครูอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมต้องผูกเนคไท ผมทำในสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดเลย เพื่อเงินอย่างเดียว ทำอยู่ประมาณ ๑๑ เดือน ชีวิตไม่มีความสุข เหมือนอยู่ที่อังกฤษ
คือทำงานอะไรก็ได้ ขอให้มีเงิน แต่ไม่มีความสุข แล้วก็เอาเงินไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไปเที่ยว ไปกินเหล้า ไปสูบบุหรี่ ยาเสพติดทุกชนิดผมเอาหมด ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แม้แต่อยู่กรุงเทพฯ ก็ยังทำอยู่ ถึงได้เงินเยอะ แต่ไม่รู้ว่า จะเอาไปทำอะไร เพราะเงินไม่ช่วยให้เรามีความสุข"
จุดหักเหของชีวิต (อีกครั้ง) ไปเยี่ยมบ้านภรรยา
"และแล้วผมก็เจอภรรยา เธอมาจากจังหวัดขอนแก่น ไปอยู่กรุงเทพฯ ไม่นานนักเราก็มีลูก ผมเริ่มคิดหนัก แต่ก่อนอยู่คนเดียวไม่มีปัญหา มีความสุขหรือไม่มีก็คนเดียว ไม่ยากหรอก เมื่อมีเมียมีลูก มันต้องรับผิดชอบผู้อื่นด้วย จะไปนั่งกินเหล้าเฉยๆ ไม่ได้หรอก คิดว่าทำอย่างไร ให้เมียกับลูกอยู่ได้
ผมรู้แน่ๆ ถ้าผมอยู่ในสังคมเมือง และทำงานแบบนี้ ผมจะเป็นคนแย่มาก จะกินเหล้า สูบบุหรี่ ติดยา เที่ยวอย่างเดียว จึงตัดสินใจตัดตัวเองออกจากสังคมเมือง ไปอยู่บ้านนอก แฟนผมมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดขอนแก่น (บ้านคำป่าหลาย ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น) ช่วงปีใหม่ผมไปเที่ยวบ้านของแม่ยาย เห็นว่าเป็นธรรมชาติดี
ต้องเข้าใจว่าคนอังกฤษอยู่บ้านนอกไม่ได้ เพราะชนบทมีพื้นที่นิดเดียว พวกขุนนางยึดหมด คนยากจน จึงอยู่ชนบทไม่ได้ ต้องไปอยู่ในเมืองที่สกปรก แออัด คนอังกฤษที่ยังรวยไม่ถึงขั้น เช่น พ่อของผม มีเงินเยอะ แต่ก็ยังรวยไม่ถึงขั้น เพราะยังอยู่ในเมือง
วัดจากคนที่อยู่กลางเมืองใหญ่ๆ จะเป็นคนจนที่สุด ที่อยู่ชานเมือง จะเป็นพวกครู ข้าราชการ อะไรแบบนั้น เป็นผู้จัดการ ก็ยังอยู่ในเมือง ส่วนคนที่จะได้อยู่บ้านนอก จะต้องเป็นคนรวย ถึงขั้นจริงๆ เป็นพวกขุนนางใหญ่โต
มันเป็นเรื่องที่แปลกมาก ผมมาอยู่ที่ขอนแก่น เห็นแต่ละคน มีที่ดินเยอะมาก ชาวบ้านธรรมดา คนเดียวมีถึง ๕๐ ไร่ ๒๐๐ กว่าไร่ก็มี (ก็พ่อแม่ผมมีที่ แค่ครึ่งไร่เท่านั้นเอง) แต่บ้านนอกที่นี่ โอ้โฮ..มีที่เยอะมาก สะอาดด้วย แถมอากาศก็ดี
ตอนแรกผมได้กลิ่น ก็นึกว่ากลิ่นอะไร อ๋อ มันกลิ่นธรรมชาติ ผมไม่เคยดมมาก่อน โอ้สุดยอดเลยบ้านนอก คนอื่นว่าฝรั่งอย่างผมมันบ้า เพราะเขาไม่คิดว่า ทำไมฝรั่งอยากไปอยู่บ้านนอก เขาคิดว่าฝรั่งมีแต่คนรวย ฝรั่งไม่มีคนยากจน เขาไม่รู้จริงๆ ว่าฝรั่งส่วนมากลำบาก บ้านก็ไม่มี ที่ดินก็ไม่มี เป็นขี้ข้าเขาหมด ลูกก็ไม่มีอนาคต
ต้องเข้าใจอีกอย่างว่า ฝรั่งตัวขาวๆ เป็นพวกไม่มีเงิน เพราะอยู่ในประเทศที่ไม่ค่อยมีแสงแดด ส่วนคนมีสตางค์หรือคนรวย เขาจะมีเงินไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ไปอาบแดด จึงมีผิวสีแทน.. ดังนั้นถ้าเป็นฝรั่งขาวๆ ไม่รวยจริง ที่รวยจริงต้องผิวสีแทน
ปัญหาของระบบทุนนิยมคือเรื่องเงิน เงินถูกจำกัดเป็นก้อนเล็กๆ คนรวยกวาดเงินไปเยอะ จนเหลือนิดเดียว มันแบ่งกันไม่ลงตัว ทำให้มีคนจนเยอะ ถ้ามีคนรวย ๑ คน จะมีคนจนเป็นร้อยเลย ระบบทุนนิยมจึงอยู่ได้
ปัญหาของคนยากจนคือ ทำยังไง จะมีชีวิตที่ดีขึ้น เราจะหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างไรถ้าใช้เงินเป็นตัวชี้วัด ดังนั้นต้องหาตัวชี้วัดที่ไม่ใช่เงิน อันนี้ผมคิดว่าเป็นจุดเด่นของประเทศไทย ชาวบ้านธรรมดา อาจจะไม่มีเงินเยอะ แต่เขาสามารถจะหาหลายสิ่งหลายอย่าง ที่มีคุณค่า มาทดแทนสิ่งที่เรียกว่า เงิน ได้ตั้งเยอะ"
ตัดสินใจไปอยู่บ้านนอกเพื่อหาคำตอบให้ชีวิต
"ผมตกลงกับแฟนว่าเราจะไปอยู่บ้านนอก ผมจะไม่รับจ้างสอนภาษาอังกฤษ เขาก็ตกลง แต่ปัญหาคือ ผมทำเกษตรไม่เป็น ช่วงแรกก็ลำบาก ต้องกลับมาแบกอิฐเหมือนเดิม วันละร้อยยี่สิบบาท โอ้โฮ...เหนื่อยมากเพราะอากาศมันร้อน ไม่เหมือนที่อังกฤษ ถึงจะแดดร้อน แต่อากาศเย็น เดินเฉยไม่ได้ ต้องวิ่งถึงจะอุ่น
ขอนแก่นช่วงนั้น เป็นเดือน ๔ อากาศร้อนมาก ๔๐ กว่าองศา บางครั้ง ผมเป็นลม เขาเอาน้ำมาสาด โอ๊ย.! ฝรั่งมันบ้า ทำไม ไม่กลับบ้าน คิดผิดหรือเปล่า ทำไมต้อง มาลำบากขนาดนี้ เขาคิดว่า ผมเป็นฆาตกร ไปฆ่าคนที่อังกฤษ แล้วกลับบ้านไม่ได้ หนีคดีมา
ความจริงไม่ใช่ ผมก็แค่อยากหาคำตอบของชีวิต ในบางเรื่องเท่านั้น อยากหาความสุข ที่เป็นแบบ ยั่งยืนสักหน่อย บางครั้งก็คิดหนีไปที่อื่นเหมือนกัน แต่ผมไม่รู้ว่า ถ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้จะไปอยู่ที่ไหน คิดว่า เราต้องหาคำตอบให้ได้
ปัญหาอาจจะอยู่ที่ตัวของผมเอง แต่ในภาพรวมที่นี่ดี สิ่งแวดล้อมดี สะอาด ถ้าเรามีลูก เราอยากให้ลูกของเราอยู่ในที่สะอาด อาหารธรรมชาติฟรีๆ ก็มีเยอะมาก ในภาคอีสาน เห็ดแดง หน่อไม้ ไข่มดแดง ดอกกระเจียว ผักอีหรอก แมงคับแมงคาม ขี้กะปอมเยอะ แต่บางคนก็ไม่กินนะ บางคนก็กิน
ซึ่งมันดีมากเพราะว่า ๑.สะอาด เป็นอาหารธรรมชาติ ปลอดจากสารพิษ ไม่มีใครไปใส่ปุ๋ยใส่เคมี ที่อังกฤษ คนธรรมดากินอาหารที่มีสารพิษ ๒.ได้มาฟรี ไม่ได้ซื้อ ไม่ได้ใช้เงิน ขอให้ขยันเดินไปเก็บหน่อย
สมัยก่อน ที่อังกฤษ ผมจะเดินแบกอิฐทั้งวัน เมื่อได้เงินแล้ว ก็เอาเงินเกือบทั้งหมดไปซื้ออาหารในร้าน ฝรั่งส่วนมาก ทำงานหนักทุกวัน แต่เงินที่เขาได้ มันเพียงพอที่จะซื้ออาหารกินเท่านั้น ไม่มีเงินเหลือ ฝากธนาคาร"
นิยามความรวยของมาร์ติน
"มันเป็นเรื่องแปลกนะที่ประเทศไทย คนยากจนมีหนี้สินเยอะ ที่อังกฤษมีแต่คนรวยเท่านั้นที่มีสิทธิ์เป็นหนี้สิน คนจนไม่มีหนี้ เพราะเขาไม่ให้คนจนยืมเงิน เนื่องจากกลัวจะไม่มีปัญญาใช้คืน จึงไม่มีสิทธิ์มีหนี้สิน แต่คนรวยยืมเงินได้
คำว่ารวยกับคำว่าจน มันคืออะไรกันแน่ ที่ขอนแก่นเขาว่าผมบ้าบ้าง ฝรั่งยากจนบ้าง ฝรั่งตกอับบ้าง ฝรั่งขี้นก ฝรั่งไม่มีเงิน แต่ผมบอกว่า ไม่ใช่ ผมรวยนะ เขาถามว่ารวยได้ยังไง ผมบอกว่า
เรื่องเกษตรผมทำไม่เก่ง แต่ที่ทำได้ง่ายคือ ปลูกต้นไม้ พวกไม้ประดู่ ไม้สะเดา ไม้ยาง ปลูกไว้ให้ลูกสร้างบ้าน ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้โตเร็วมาก แค่ ๒๕-๓๐ ปีตัดได้แล้ว ไม่เหมือนอังกฤษ ๑๕๐-๒๐๐ ปีถึงตัดได้ เพราะอากาศเย็น
เป็นเรื่องแปลก ที่คนไทยจะบ่น โอ๊ย..มันร้อนๆ ผมว่ากลับเป็นเรื่องดี แสงแดดเยอะ จะทำการเกษตรได้ ตลอดเวลา ๑ ปี ทำได้ทุกวัน แต่คนไทยจะบ่นร้อนๆ ไม่เอาๆ อยากเป็นคนผิวขาวดีกว่า แต่คนอังกฤษ เขาถือคนผิวขาวเป็นคนจน เพราะว่าไม่มีปัญญา จะไปเมืองนอก ซึ่งกลับกันเลย แม้แต่พ่อของผม เขาก็ยังมีเครื่องอาบแดดเพื่อให้ผิวเป็นสีแทน ให้ดูเป็นแบบคนมีสตางค์ แต่คนไทย กลับอยากมีผิวขาว และทำผมสีทองด้วย..
วิธีคิดไม่ธรรมดาของมาร์ติน วีลเลอร์
"ผมมีลูก ๓ คน ชาย ๒ หญิง ๑ (ภรรยาชื่อ นางรจนา วีลเลอร์ บุตรคนโต ชื่อ ด.ช.อิริค วีลเลอร์ Eric Wheeler บุตรคนที่สองชื่อ ด.ญ.แอนนี่ วีลเลอร์ Anne Wheeler ห่างจากคนพี่ ๒ ปี ส่วนบุตรคนเล็กชื่อ ด.ช.ดิเรก วีลเลอร์ Derek Wheeler อายุห่างจากพี่สาว ๕ ปี)
สิ่งสำคัญที่สุด ๒ เรื่องในชีวิตของเรา คือ ๑. ต้องมีบ้าน เป็นของตัวเองให้ได้ จึงจะถือว่า ชีวิตประสบความสำเร็จ ๒. ต้องมีงานทำทุกวัน ไม่ได้จำกัดว่า ต้องเป็นงานอะไร แต่ขอให้ มีงานทำทุกวัน ชีวิตจึงจะไม่สูญเปล่า
วิธีเดียวที่รับประกันได้ว่า ลูกจะมีงานทำ คือการมีที่ทำกินให้เขา และเราต้องช่วยให้เขาทำเป็น ผมคิดว่าคนชนบทจริงๆ ใครมีที่ดินทำกินแล้วจะไม่ตกงาน เว้นแต่คนขี้เกียจ ซึ่งบางคนมีที่ดินเยอะ แต่ไม่ยอมทำ ถ้าเราสั่งสอน ให้ลูกรู้จักทำมาหากิน เขาก็ไม่ตกงาน
ผมถือว่างานที่อิสระ และมีประโยชน์ มากที่สุด คืองานเกษตรซึ่งช่วยให้เรากินอิ่มทุกวัน คนอังกฤษกินไม่อิ่มเยอะมากนะ ผมไม่อยาก ให้ลูกของผมอดอาหาร อยากให้ลูกกินอิ่มในลักษณะที่ส่งเสริมสุขภาพด้วย กินอาหาร ที่ไม่มีสารพิษ กินอาหารแบบเรียบง่ายก็ได้ แต่อิ่มทุกวัน
เมื่อมีบ้าน มีงาน มีอาหาร ลูกของผม ก็จะรวยที่สุด ผมอยากให้ลูกอยู่บ้านนอก เพราะว่าสะอาด จ้างเท่าไหร่ก็ไม่อยากให้ไปอยู่ในเมืองหรอกเพราะสกปรก แออัด สำคัญที่สุดคือเรื่องของสังคม ผมไม่อยากให้ลูกไปอยู่ในเมือง เพราะว่าคนในเมืองเห็นแก่ตัว วิ่งไปหาเงินอย่างเดียว แข่งขันกันเยอะ เดี๋ยวก็ฆ่ากัน ด่ากันทุกวัน ไม่สงบ อยากให้ลูกอยู่บ้านนอก เขาจะได้สิ่งที่หายากที่สุดในโลก
คนอีสานบ้านนอกเป็นคนดีมากนะ มีน้ำใจ รู้จักช่วยเหลือคนอื่น เอื้ออาทรกัน เกื้อกูลกัน แบ่งปันกัน ไม่แข่งขันกัน ความเป็นชุมชนเป็นสิ่งที่หายากนะ ถ้าเราไปอยู่ในเมือง จะอยู่แบบของใครของมัน บ้านคนละหลัง ครอบครัวคนละหลัง ไม่รู้จักกัน ถ้าเราอยู่ในชุมชนเล็กๆ เราก็ช่วยเหลือกันได้ คุยกันได้ แบ่งปันกันได้
ในที่สุดเราก็จะเป็นคนมีน้ำใจได้ลูกของผมเขาเป็นคนมีน้ำใจ เขาอาจจะไม่มีเงิน ไม่ได้เรียนหนังสือสูงๆ แต่เขาจะมี สิ่งที่ดีกว่านั้นเยอะ คือเขาจะมีที่อยู่อาศัย มีชุมชนที่ดี ไม่มียาเสพติด ไม่มีการพนัน ไม่มีอาชญากรรม มันน่าอยู่ ขอให้เราอยู่ในชุมชนที่เป็นแบบนั้น มันก็ดีนะ ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกก็จะเป็นคนดี ไม่ติดยา ไม่ขี้ขโมย ไม่เล่นไพ่ มีน้ำใจและรู้จักช่วยเหลือคนอื่น
ลูกผมเรียนหนังสือไม่เก่ง ในปีหนึ่งเขาได้คะแนนเป็นอันดับที่ ๑๙ ในห้องของเขามีนักเรียน ๓๙ คน มันเดินสายกลางพอดีเลย (หัวเราะ) แต่ผมไม่ได้สนใจเรื่องอันดับคะแนนหรอก ครูเขาเขียนถึงอุปนิสัยของลูกว่า เป็นคนที่มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น
ซึ่งผมไม่ได้สอนแบบนั้น ฝรั่งส่วนมากจะเห็นแก่ตัว ผมเคยอยู่ ในสังคม อย่างนั้นมาก่อน มันเปลี่ยนยากครับ ผมจึงไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนมีน้ำใจ แต่มันเป็นที่ชุมชน เป็นวิถีชีวิต ของคนอีสาน ที่เริ่มซึมเข้าไปในกระดูกของเขา ทำให้ลูกอายุแค่ ๘ ขวบ เป็นคนมีน้ำใจ ผมถือว่าสุดยอดแล้ว ผมภูมิใจในตัวของลูกมากๆ เรื่องเรียนไม่สำคัญหรอก สำคัญที่สุดนั้น เป็นความมีน้ำใจ ถ้าเขาสามารถรักษาสิ่งนี้ไว้ตลอดชีวิต ผมคิดว่า เขาคงมีความสุขแน่"
ศึกษาชีวิตจริงของลูกอีสานบ้านเฮา
"ผมเคยบังคับลูกชายคนแรก ตอนอายุประมาณ ๓ ขวบ จับมานั่ง สอนภาษาอังกฤษ เขาก็ร้องไห้ ๆ ไม่เอาๆๆ ผมก็คิดว่า เอ๊ะ..เราน่าจะเลิกทรมานเด็ก ปล่อยให้เขามีความสุข ตั้งแต่วันนั้น ผมบอก จะไม่สอนเขาอีก แต่ถ้าอยากเรียนมาบอกผม จะสอนให้
ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ เขายังไม่บอกผมเลย ผมก็มาคิดว่า จะให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษเพื่ออะไร ในหมู่บ้าน ของผมมี ๕๐ ครอบครัว ทุกคนพูดอีสานอย่างเดียว แม้แต่ผมก็ยังพูด แล้วจะให้เขาเรียนภาษาอังกฤษ เพื่ออะไร
สมมุติว่าลูกของผมอยากอยู่ในหมู่บ้านนี้ตลอดชีวิต ภาษาอังกฤษก็จะเป็นความรู้ที่ไม่เป็น ประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ผมเคยเรียกว่า มันเป็นวิชาขี้ข้า เอาไว้รับจ้างเฉยๆ เอาไปหาเงิน คนที่มีความรู้ ภาษาอังกฤษ จะเอาอันนี้แลกกับเงินอย่างเดียว เขาไม่ได้เรียนเพื่อชีวิตของเขา เขาอยากเอาเงิน ไปทำงานสูงๆ หน่อย
ปัญหาของคนอีสานมีมากในเรื่องของการศึกษา คนอีสานส่วนมากไม่อยากให้ลูกเป็นคนอีสาน ไม่อยากให้ลูกเป็นคนบ้านนอก ไม่อยากให้ลูกพูดภาษาอีสาน อยากให้พูดไทย ชาวบ้านส่วนมาก คิดอยากให้ลูกได้ดีในชีวิต คิดว่าสิ่งที่ดีในชีวิตของลูกคือ
๑.ไม่ได้พูดอีสาน พูดแต่ภาษาไทย
๒. พูดภาษาอังกฤษด้วย
๓. เล่นคอมพิวเตอร์ได้
๔. ไปอยู่ในเมือง
๕. ไปรับจ้างเขา
๖. ไปสร้าง หนี้สิน ไปซื้อบ้านหลังเล็กๆ ราคา ๒ ล้าน ๓ ล้านบาท
เขาคิดว่า อย่างนี้ลูกของเขาได้ดี ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมก็อยากให้ลูกของผมได้ดีเหมือนกัน แต่ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ปัจจัยที่จะช่วยให้เขาได้ชีวิตที่ดี อาจจะเอาไปแลกเงินในบางช่วงได้ แต่ผมหวังว่า ลูกของผม จะมีความคิด สูงกว่านั้น
ชีวิตน่าจะมีไว้เพื่อหาสิ่งที่ไม่ใช่เงิน ถ้าเขาเรียนรู้ เพื่ออยากจะหาเงินอย่างเดียว ก็น่าเสียใจนะ เพราะความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่เราต้องทำทุกวันตลอดชีวิต เราหยุดเรียนรู้ไม่ได้ แต่เราไม่น่าจะเรียน เพื่อเอาความรู้ เอาปริญญา ไปแลกกับเงิน ทำให้ความรู้ไม่มีคุณค่า"
จุดอ่อนจุดแข็งของคนไทย
"ผมคิดว่าคนไทยส่วนมากยังไม่เข้าใจระบบทุนนิยม เห็นฝรั่งที่ไหน ก็คิดว่ารวยหมด คิดว่าการพัฒนา ในระบบทุนนิยมจะทำให้ทุกคนมีเงิน ไม่เข้าใจว่าประเทศที่พัฒนาระบบทุนนิยม นานแล้ว เช่น อังกฤษ สหรัฐ มีปัญหาเยอะมาก
แต่คนไทยก็คิดว่า เมืองนอกดีกว่า อันนี้จุดอ่อนครับ คือคนไทยสนใจเมืองนอก ไม่ได้สนใจ ประเทศไทย ผมเป็นฝรั่ง คุณเลยนั่งฟังผม ถ้าผมเป็นชาวบ้าน คุณจะไม่สนใจผม อันนี้เป็นจุดอ่อนนะ จุดอ่อนก็คือ ไม่ภูมิใจในความเป็นคนไทย
แต่จุดแข็งคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แผ่นดินประเทศไทย อุดมสมบูรณ์มากๆ ที่ดินเยอะมาก น้ำเยอะมาก แสงแดดเยอะมาก ทำเกษตรอยู่รอดแน่ เป็นพลังแผ่นดิน ใครๆ ก็อยากได้ประเทศไทย ผมก็ได้ถึง ๖ ไร่
คนไทยโชคดีมากๆ ที่ได้ในหลวง เป็นผู้นำ พระองค์ท่านเป็นคนที่ทำงานหนักมาก เพื่อช่วยให้คนคิดได้ ช่วยให้คนอยู่ได้ จะหากษัตริย์ ในประเทศอื่น ไม่ค่อยมีแบบนี้ ปัญหาคือคนไทยส่วนมากนับถือในหลวง แต่ไม่ยอมปฏิบัติ ตามคำสอนของในหลวง
พระองค์ท่าน บอกมา ๒๗ ปีถึงเศรษฐกิจพอเพียง แต่คนไทย ก็ไม่รู้จักพอเพียง เอาอย่างเดียว ถึงยกมือไหว้ในหลวง แต่เวลาดำรงชีวิต ไม่ได้ทำตามในหลวง ก็ในหลวงบอกไว้แล้วว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเสือ ขอให้มีอยู่มีกินไว้ก่อน
ถ้าทุกคนเริ่มคิดจริงๆ ถึงสิ่งที่ในหลวงพูด เราน่าจะช่วยให้ประเทศไทยอยู่ได้ เพราะความคิด ของในหลวง เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ต้องอาศัย พลังแผ่นดิน ทำได้เฉพาะประเทศไทยนะ เศรษฐกิจพอเพียง ที่อื่นทำไม่ได้หรอก เพราะเขาไม่มีที่ดิน ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ เหมือนประเทศไทย พวกคุณโชคดีที่ได้แผ่นดินดีๆ ได้ผู้นำที่ดีด้วย
เรื่องต่อมา คือเรื่องศาสนา ผมคิดว่าศาสนาพุทธ มีความสำคัญมากๆ สำหรับคนไทย ไม่ใช่แค่นับถือไหว้พระ แค่นั้นไม่พอ แต่อยู่ที่การปฏิบัติ ด้วยนะ มักน้อย สันโดษ พอเพียง ธรรมะคือธรรมชาติ เป็นเรื่องง่ายๆ พึ่งตนเองก็ได้
ปรัชญาของ ศาสนาพุทธ ทำได้นะ แต่คนไทยจำนวนน้อยที่เข้าใจ จริงๆ แล้วศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ ออกแบบให้เหมาะสม สำหรับคนบ้านนอก ให้ใช้ชีวิตร่วมกับ ธรรมชาติโดย ไม่ทำลาย ไม่เอาเปรียบ แต่ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
อยากบอกอะไรคนไทย
คุณโชคดีมากๆ ที่เกิดในประเทศไทยที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องไปรบกับใคร ไม่ต้องไปเอาน้ำมันจากใคร ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่น ประเทศไทยอยู่ได้ กินอิ่ม มีเหลือแจกด้วย อย่าไปคิด เรื่องเงิน
190145
Note : กลับจากจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมวิพากษ์ผลงานพัฒนาคุณภาพ ในงานมหกรรมคุณภาพระดับเขต ก็เลยโน๊ตต่อยอดความคิด ขณะนั่งฟัง นพ.อำนาจ ศรีรัตนบัลล์บรรยาย(24 มิถุนายน 2551)...และรอชั่วโมงที่ข้าพเจ้าร่วมรับผิดชอบ...ได้เกิดคิดปิ๊งแว๊ปเรื่องการบริหารความเสี่ยง ท่านบอกว่าเสียงสะท้อนนักพัฒนาจะรับฟังหรือไม่รับฟังก็ได้... ก็ยังคงสามารถพัฒนาต่อไปได้ ทำให้นึกถึงไปว่าจริงๆ แล้วเสียงสะท้อนนี้ก็เสมือนโลกธรรมแปด... ที่กระทบต่อการดำรงชีวิต ... หากสติปัญญามีกำลังน้อย กลไกทางจิตก็จะมีทิศทางไป...และแสดงออกมาเป็นการกระทำในงาน
...................................
คำสำคัญ: ha risk management การบริหารความเสี่ยง
อีเมลติดต่อ
สิ่งที่ผลักให้เรา...พูด กระทำ...คือ จิต ซึ่งจิตทำงานผ่านสมอง สมองจะทำหน้าที่ประมวลผล ต่อข้อมูลที่ได้รับการป้อน ผ่านประสบการณ์ใหม่ แล้วไปเชื่อมกับประสบการณ์เดิม นำไปเก็บไว้ในจิต สั่งสมพอกพูนไว้ในจิตไปเรื่อยๆ...
จิตเดิมแท้ประภัสสร...
นานเข้า "จิต" นี้เกิดการปรุงแต่ง... ตามความชอบ ไม่ชอบ... สั่งสมไปเรื่อยผ่านผัสสะ คือ ตา-มองเห็น หู-ได้ยินเสียง จมูก-ได้กลิ่น ลิ้น-ได้ลิ้มรส กาย-ได้สัมผัส ใจ-ได้รู้สึก
ตัวอย่าง...
คนสองคนทานอาหารจานเดียวกัน คนหนึ่งบอกว่าอร่อย อีกคนบอกว่าไม่อร่อย เกิดจากผัสสะ แล้วไปนำไปประมวลผลไว้อย่างรวดเร็วในสมอง... อร่อยเกิดเป็นความชอบใจ พอใจ "จิต" เก็บข้อมูลนี้ไว้ ไม่อร่อยเกิดเป็นความไม่ชอบใจ ไม่พอใจ "จิต" เก็บข้อมูลไว้เช่นกัน
ความไม่ชอบใจ... เมื่อได้ไปสัมผัสกับสิ่งใหม่ที่แนวโน้มไปทางการรับรู้เดิมที่เคยได้รับรู้... ความไม่ชอบใจก็จะเพิ่มขึ้น พอมากเข้า กลายเป็นโกรธ โกรธบ่อยเข้ากลายเป็นเกลียด อาฆาต พยาบาท หากแสดงออกมาได้ ก็มีการกระทำที่ก้าวร้าว หากแสดงออกมาไม่ได้ก็จะเป็นหดหู่เศร้าหมอง...คับแค้นใจ
สติ..ปัญญา จะเป็นตัวกำกับ
หากสติมีกำลัง ปัญญาญาณมีกำลัง... จะช่วยค่อยๆ ขัดเกลาจิตที่เริ่มขุ่นมัวนี้กลับไปสู่สภาวะ จิตที่มีความประภัสสร
การพัฒนา "มนุษย์"...พึงพัฒนาให้เกิดปัญญาญาณ หรือปัญญาอันมาจากจิตเป็นธาตุรู้..มากกว่า ที่จะไปกระตุ้นการสร้างปัญญาจากสมอง
ปัญญาญาณ > ปัญญาสมอง = มีความสุขที่แท้จริงที่อยู่เหนือสุขและทุกข์
สภาวะความสุขนี้ แม้มีสิ่งมากระทบจากโลกธรรมแปด อันประกอบไปด้วยเรื่อง ลาภ-เสื่อมลาภ มียศ-เสื่อมยศ สรรเสริญ-นินทา สุข-ทุกข์ แต่ "จิตใจ" ก็ยังเบาเบา มองเห็นเหตุแห่งการเกิดและดำเนินไปด้วยใจที่เป็นกลาง... ปัญหาก็อยู่ตรงนั้น วางอยู่ตรงนั้น สุขก็อยู่ตรงนั้น วางอยู่ตรงนั้น... ไม่เกิดการยึด จิตเป็นผู้มอง...รับรู้ และก็วาง...
ดำเนินไปสู่ "ความละเอียด" ยิ่งขึ้น
กายเคลื่อนไปอยู่ที่ไหน ก็อยู่ได้ ... จิตที่ละเอียดขึ้นจะทำให้มองเห็นเหตุแห่งความเป็นไปของสิ่งรอบด้านได้ด้วยความเข้าใจไม่ว่าจะเป็นผู้คน สังคม และสรรพสิ่งต่างๆ...
คำสำคัญ: จิต
อีเมลติดต่อ
ถ้าไม่รดน้ำพรวนดิน วัชพืชในใจก็จะไม่เจริญเติบโต...
วัชพืชนี้รากเหง้าเจริญไปอย่างรวดเร็ว จนเกาะกินอยู่ในใจของมนุษย์เรา...
....
วัชพืชนี้มาจากการที่เราเฝ้าบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธในใจเรา อยู่ตลอดเวลา
การรู้ตัว"สติ" จะทำให้เราลดการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ชนิดนี้...
คำสำคัญ: mind จิต
อีเมลติดต่อ
"...วันหนึ่ง ข้าพเจ้ากลับจากภารกิจ โยมเช่ารถสองแถวให้ไปส่งที่วัด ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นสภาพรถคันนั้นเพราะค่อนข้างจะสกปรกทั้งขี้โคลนทั้งฝุ่น ทั้งภายนอกภายในของรถเปรอะเปื้อนชนิดไม่ธรรมดา ที่ว่าไม่ธรรมดาก็เพราะว่ารถคันนั้นเหมือนไม่มีใครเอาใจใส่ดูแลรักษา ข้าพเจ้านั่งคู่กับคนขับ เวลาขยับตัวนิดบิดตัวหน่อยต้องคอยปิดจมูก เพราะฝุ่นมันคลุ้งไปหมด จึงอดที่จะถามคนขับไม่ได้ว่า...โยม! ทำไมไม่ทำความสะอาดเช็ดถูรถเสียบ้างล่ะ? แกรีบสวนกลับมาอย่างมั่นใจทันทีว่า โถ...ท่าน...อนิจจัง ถึงจะล้างจะเช็ดประเดี๋ยวมันก็สกปรกอย่างเก่าอีกนั่นแหละ แล้วแกก็จาระไน เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าไปโน้น...
ถูกของแกเหมือนกัน นึกในใจว่าเจอของจริงเสียแล้วเรา เลยย้อนถามแกเป็นทีเล่นทีจริงว่า โยม...ถ้าสมมติว่าจานข้าวเรากินแล้วไม่ต้องล้างดีไหม? เพราะอะไร? เพราะประเดี๋ยวก็ใส่กินอีก เสื้อผ้าใส่แล้วไม่ต้องซักดีไหม? เพราะประเดี๋ยวก็สกปรกอีก ฯลฯ ปรากฏว่าแกนิ่งอึ้งพูดไม่ออกเหมือนกัน พอส่งข้าพเจ้าถึงวัดแกก็รีบกลับชนิดไม่พูดไม่จา จึงทำให้ข้าพเจ้านึกถึงคำสอนของหลวงพ่อชาประโยคหนึ่งว่า "มันถูก แต่มันผิด" ช่างเป็นคำพูดที่ลึกซึ้งจริงๆ คนเราส่วนมากไม่ได้คิดว่ามันผิดมันก็มีอยู่ในถูกเหมือนกัน บางทีทำผิดแต่จะเถียงเอาถูก หรือทำถูก แต่คนอื่นเขาว่าผิดไม่พอใจ ก็ไปต่อว่าเขา ที่ถูกอยู่แล้วก็เลยผิดไปอีก นี้เรียกว่าจะเถียงเอาถูก มันก็เลยผิด..."
กนฺตสาโรภิกขุ
วัดป่าอัมพวัน
๕ กรกฎาคม ๒๕๔๔
_____________________________________________________________________________
ทำให้ข้าพเจ้าได้นึกทบทวน และพิจารณา...
ก่อนทำอะไร พูดอะไร ลงไปข้าพเจ้าจะใช้การพิจารณาก่อนเสมอ ซึ่งการพิจารณานี้จะไม่ค่อยใช้เหตุและผลทางโลกมาก เพราะมันคอยแต่จะทำให้ใจมันเอียงไปทางด้านใด ด้านหนึ่งอยู่เสมอ แต่จะใช้การพิจารณาทางอรรถทางธรรมมาเป็นข้อพิจารณา... หากว่าเกิดประโยชน์เป็นแน่แท้แม้ประโยชน์ในบางครั้งอาจไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรม แต่ได้กระทบเข้าไปในดวงจิตของบุคคลให้เกิดการสั่นคลอนเสมือนอนุภาคเล็กที่โดนกระทบอาจเกิดการสั่นสะเทือนแตกรูปออกไป และหากว่าจะรวมเป็นรูปใหม่ หากอนุภาคนั้นได้รับอนุภาคที่ดีเข้าไปรวมด้วยก็จะก่อเกิดเป็นรูปใหม่เกิดขึ้น... หรือหากไม่มีอนุภาคใดเข้าไปแทรก...แต่การรวมกับมารวมเป็นรูปก็ไม่เหมือนเดิมแต่อาจจะได้คล้ายเดิม...
ก่อนพูด ก่อนทำกิจใดใดก็ตาม...ข้าพเจ้าจะพึงพิจารณาตามคำสอนของครูบาอาจารย์..
๑ มีศีลไหม -----> เป็นศีลหรือไม่เป็นศีล
๒ เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์
๓ เป็นคุณหรือเป็นโทษ
๔ เป็นสุขหรือเป็นทุกข์
เมื่อได้พิจารณาแล้วจิตใจก็มักจะเบิกบานผ่องแผ้วเสมอ...และเชื่อมั่นในความดีภายใต้ศีลธรรมแห่งพระพุทธองค์ และลงมือทำแม้ว่าeffect จะกลับมาเช่นไร...ไม่เป็นกังวล เพียง หากไม่ได้ทำนี่สิข้าพเจ้าก็คงไม่ต่างกับการไปนั่งหลับตาเป็นหัวตออยู่ในสมาธิ หากแต่ไม่ได้นำการพิจารณาทางปัญญามาร่วมใช้ในการดำเนินชีวิตนี้...
จากธรรมของครูบาอาจารย์ดังที่กล่าวในข้างต้น ทำให้ระลึกถึงว่า หลายครั้งที่ได้วิ่งเข้าไปขวางทางรถหลายขบวน... รถบางคัน อาจหยุดฟังเรา และพิจารณาต่อสิ่งที่บอกว่า "ข้างหน้านั้นมีเหวอย่าไปเลย"...บางคันหยุดและอาจเดินทางต่อไป บางคันอาจหยุดและปรึกษาหารือกันว่าจะไปเส้นทางไหนดี บางครั้งไม่หยุดแถมตะโกนด่าว่าเรามาทำให้การเดินทางของเขาล่าช้า...บางคันขับมาเร็วมากโบกให้จอดแทบไม่ทัน แต่รถได้พุ่งไปแล้วคนรอดชีวิตกลับมาต่อว่าอีกเสียนี่ว่า ไม่รู้จักบอก...
.....................................
Note: แนวคิด...เรื่องเหวได้มากจากการสนทนาเรื่องความดี - ความชั่ว กับน้องสาวผู้เปรียบเสมือนเป็นแสงสว่างที่ส่งความอบอุ่นให้กับคนทั้งปวง บางครั้งเธอก็ร้อนแรงดั่งเปลวไฟ...เพราะทนต่อความมืดบอดไม่ได้ไม่อยากให้ปรากฏครองอยู่ในจิตใจผู้คน...ขอบคุณนะคะ "ซูซาน"
คำสำคัญ: ธรรมะ ละเว้นความชั่ว ทำความดี หลวงปู่ชา เมตตา
อีเมลติดต่อ
ปรากฏการณ์ต่างๆทางสังคมนั้นจะกล่าวแบบกว้างๆก็เพราะเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมประเทศนั่นเอง ผู้บันทึกเคยแลกเปลี่ยนเรื่องนี้กับคนทำงานพัฒนาชนบท และกลุ่มเพื่อนๆในวงการ NGOs และสรุปร่างแนวคิดนี้ไว้ อย่างคร่าวๆ ใคร่จะหยิบเรื่องนี้มาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ครับ
สังคมไทยหรือสังคมไหนๆก็มีอดีต มีประวัติศาสตร์ มีพัฒนาการ มีเหตุการณ์ต่างๆมากมาย และอดีตทั้งหมดมีผลต่อพัฒนาการของสังคมในปัจจุบัน อย่างที่เราๆ ท่านๆ ทราบดีอยู่ นี่เองคือความสำคัญของการเรียนการศึกษาประวัติศาสตร์ ในทุกสาขาที่เป็นองค์ประกอบของสังคม ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ฯ
Diagram ข้างบนนั้นแสดงให้เห็นแนวสมมุติการเคลื่อนของสังคม จากฐานเดิมของความเป็นไทยๆ เรามีสถาบันกษัตริย์ เรามีสถาบันศาสนาที่เปิดกว้างทุกศาสนา เรามีสถาบันสังคมที่เป็นแบบแผนปฏิบัตินั่นคือวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อต่างๆ ที่เราเรียกรวมๆกันว่า ทุนทางสังคม วันเวลาผ่านการขับเคลื่อนด้วยสถาบันเหล่านั้น สังคมก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยปัจจัยภายในของสังคมเป็นด้านหลัก อาจจะมีปัจจัยภายนอกบ้างก็ในแง่ของการเกิดศึกสงครามแต่ก็เป็นเพียงชั่วคราว และไม่ได้ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก
สังคมประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น เมื่อสังคมโลกขับเคลื่อนและเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยเรา เช่น ลัทธิล่าอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกในสมัยนั้น ซึ่งผู้นำประเทศและพระปรีชาญาณของพระมหากษัตริย์ไทยทรงปรีชาญาณนำพาประเทศรอดพ้นมาได้ แต่เป็นเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตามมา เช่น การทำสัญญาเบาริ่ง ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นเงื่อนไขการเปิดประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่ให้มีการค้าขายระหว่างประเทศ (ก่อนหน้านี้ก็มีแล้ว แต่ไม่ได้ส่งผลมาก) การนำเข้าสินค้าและสิ่งอื่นๆเข้ามาในประเทศเรา ทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นการสะสมปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงอีกหลายประการในช่วงเวลาต่อมา
นอกจากสัญญาเบาริ่งแล้วในช่วงเวลาต่อมาเราก็เริ่มสร้างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นการกำหนดแผนพัฒนาประเทศให้ก้าวเข้าสู่ความทันสมัย อันเป็นเหตุปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งด้านสร้างสรรค์ และสะสมปัจจัยให้เกิดปัญหาสังคมต่างๆตามมาภายหลัง แล้วสังคมโลกก็ก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ ที่มีทุนเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมโลกให้พัฒนาไป
สังคมโลกที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วนั้น ได้เกาะเกี่ยวให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคการค้าเสรีระหว่างประเทศขึ้น มีส่วนทำให้สังคมไทยเปิดกว้างต่อธุรกิจต่างๆทั่วโลกที่สามารถเลือกมาลงทุนในประเทศไทยได้ และกอบโกยกำไรอย่างมหาศาลออกไป ระบบนี้ผลักดันให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร่งทีเดียว ส่งผลกระทบมหาศาลต่อวิถีชีวิต และระบบชุมชนต่างๆอย่างไม่เคยมีมาก่อน ปรากฏการณ์ต่างๆทางสังคมที่เราทราบกันดีตามสื่อมวลชนต่างๆนั้น คือผลพวงของความไม่สมดุลของภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะประชาชนผู้ด้อยโอกาสต่างๆในสังคม
สัญญาเบาริ่งก็ดี แผนพัฒนาฯชาติก็ดี ระบบโลกาภิวัฒน์ก็ดี ระบบการค้าเสรีระหว่างประเทศก็ดี และอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมทั้งหมดนั้นคือแรง G ที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันสังคมไทยให้เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนตัวตามแนว A1 ไปสู่ A2 จนถึง A5 และ Ac นั้น หันเหไปสู่แนว Acg1 (ตาม diagram) ด้วยแรงกระทำของ G นั่นเอง
ทิศทางการเคลื่อนที่ของสังคมประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปจากแนว A5- Ac ไปสู่แนว A5-Acg1 นั้นก่อให้เกิด “องศาของการเปลี่ยนแปลง” (หรือ D) และแปรผันตามแรง G ที่กระทำต่อการเคลื่อนที่ของ A5 สู่ Ac
ปรากฏการณ์ขยับตัวของปัจจัยภายนอกที่รุกเข้ามา ทั้งโดยการพยายามเข้ามาแสวงหาประโยชน์ และการนำเข้ามาของทุนภายใน และการเข้ามาด้วยเงื่อนไขอื่นๆ ทวีความหนาแน่นมากขึ้น ด้วยเหตุปัจจัยที่รัฐบาลผู้บริหารประเทศต้องการขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่การเป็นแหล่งอุตสาหกรรมของโลก ต้องการยกระดับให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความทันสมัย และด้วยเหตุผลอื่นๆ ได้ก่อให้เกิดการขยายตัวของ“องศาของการเปลี่ยนแปลง”มากขึ้น
แรงกระทำที่มากขึ้นของG กระทำต่อ แนวการเคลื่อนตัวของ A5-Ac ส่งผลให้ทิศทางการเคลื่อนตัวของสังคมจากแนว A5-Ac เปลี่ยนไปเป็น A5-Acg2 และก้าวไปสู่ A5-Acg3 และต่อไปเรื่อยๆตราบเท่าที่ G มีแรงมากเพียงพอ หรือกล่าวในอีกทางหนึ่งก็คือ แรงกระทำที่มากขึ้นของ G จะสร้างให้เกิด “องศาของการเปลี่ยนแปลง” มากขึ้นเป็นสัดส่วนตรงนั่นเอง
การเคลื่อนที่ของ A5 นั้นมิใช่มีเพียงปัจจัยภายนอกเท่านั้น ยังมีปัจจัยภายในเองด้วย เช่นการยอมรับคุณค่าของแรง G การปรับเปลี่ยนค่านิยมของ A5 การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การหลงใหลในรสนิยม ทัศนคติแบบ G มากขึ้นของมวล(Mass) ใน A5 แนวนโยบายของรัฐบาล และแรงผลักดันของกลุ่มทุนระดับชาติ ฯลฯ
การขยายตัวขององศาของการเปลี่ยนแปลงนั้นก็มี “แรงเสียดทาน” หรือ “แรงต้าน” อันเป็นคุณสมบัติเดิมของ A5 ที่ไม่ยอมรับคุณค่าใหม่บางเรื่องบางส่วนของ G เราอาจจะเรียกรวมๆของแรงต้านนี้ว่า “พลังต่างๆในสังคม” หรือก็คือ “ทุนทางสังคม” ของสังคมไทยนั่นเอง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้นเป็นแบบสะสม ค่อยเป็นค่อยไป และสังคมที่อยู่ศูนย์กลางอำนาจ หรือตัวเมืองจะเปลี่ยนแปลงก่อน หรือมากกว่าสังคมที่อยู่ห่างออกไป หรือสังคมชนบท ตามทฤษฎี Periphery Theory ในทางสังคมวิทยามานุษยวิทยา
(ต่อตอนสอง)
คำสำคัญ: การพัฒนาสังคม การเปลี่ยนแปลงทางสังคม องศาของการเปลี่ยนแปลง
อีเมลติดต่อ
การเป็นพ่อแม่ที่ดีต่อลูก ก็ต้องเตรียมมรดกให้ลูกๆที่เป็นสิ่งมั่นคง ถาวร หรือเป็นทุน เช่นเดียวกัน รัฐบาลที่ดี ที่มองการไกลก็ต้องสร้างสาธารณูปโภคให้พร้อมเพื่ออนาคตของประเทศ วิกฤติน้ำมันเริ่มขึ้นแล้วทั่วโลก และวิกฤติอาหารก็กำลังเริ่มขึ้นแล้วในทวีปอาฟริกา...
ประเทศเราเป็นเกษตรกรรม และพยายามก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม แต่ไปได้แค่ไหนก็เห็นๆกันอยู่ ข้อมูลของวิชาการก็บอกว่าแรงงานภาคเกษตรนั้นลดลงอย่างวูบวาบ แล้วไปเพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจอื่นๆ...
ข้าวแพง..? พืชพลังงาน..? พืชอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน พึ่งตนเอง.... ปุ๋ยแพง... โลกร้อน... ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง...? สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม..ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือความสำคัญระดับไหนที่ หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรง สถาบันวิชาการ.. และเราจะต้องมาพูดคุยกัน ดีกว่าปล่อยให้นักการเมืองดันวาทกรรมออกมาเพียงเพื่อคะแนนเสียง... ความเหมาะสมเร่งด่วนคืออะไร หากไม่ทำวันนี้อนาคตจะเสียหายขนาดไหน....
ผมมีโอกาสได้รับรู้ว่าประเทศของเรากำลังรอการพิจารณา อนุมัติโครงการผันน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านลอดแม่น้ำโขงมาภาคอีสานของเรา หลายคนคงนึกว่า ....โอยเขารู้มานานแล้ว.. ก็จริงครับ โครงการโขง ชี มูล โครงการ Water grid โครงการก่อสร้างเขื่อนต่างๆ.. โครงการ 25 ลุ่มน้ำ โครงการขยายขนาดศักยภาพเขื่อนต่างๆที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้น ฯลฯ ผมเองก็ทราบมาเหมือนกัน แต่ที่ผมกำลังจะบอกแก่สาธารณะแห่งนี้คือ โครงการที่กำลังเสนอเพื่อขออนุมัติรัฐบาลก่อสร้าง และผมมีโอกาสได้รับรู้เบื้องต้น
1=เขื่อนน้ำงึม สปป.ลาว 2= ห้วยโมง จังหวัดหนองคาย
3=ห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี 4=เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น 5=เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ 6,7=พื้นที่รับน้ำของโครงการ
การผันน้ำที่ทิ้งจากการใช้สร้างกระแสไฟฟ้าที่เขื่อนน้ำงึม ประเทศลาวมาประเทศไทย ย้ำนะครับว่า เป็นน้ำจากเขื่อนน้ำงึมของลาวนั้นที่สร้างขึ้นเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า น้ำที่ใช้แล้วนั้น โครงการนี้จะขอซื้อลอดแม่น้ำโขงเข้ามาฝั่งไทยที่จังหวัดหนองคาย อ่างห้วยโมง แล้วต่อมาที่อ่างห้วยหลวงที่จังหวัดอุดรธานี
ไหลลงเขื่อนใหญ่...น้ำจากห้วยหลวงจะถูกนำเข้าสู่เขื่อนใหญ่ของอีสานสองแห่งคือ เขื่อนอุบลรัตน์ที่จังหวัดขอนแก่น และเขื่อนลำปาวที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จากนั้นก็จะทำโครงการชลประทานกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรกรรมของเกษตรกรในพื้นที่ของจังหวัด มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ ศรีสะเกษ...
เขื่อนอุบลรัตน์ที่จังหวัดขอนแก่นนั้นเป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) ใช้น้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อการเกษตรเป็นรอง
เขื่อนลำปาวที่จังหวัดกาฬสินธุ์นั้นเป็นของกรมชลประทาน(ชป.)สร้างขึ้นเพื่อการเกษตรเป็นหลัก ผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นรอง การผลิตข้าวและพืชไร่ พืชเศรษฐกิจนั้นทำมานาน และปัจจุบันก็กำลังดำเนินการขยายความกว้างของคันเขื่อน รวมทั้งยกระดับเก็บกักให้สูงขึ้น คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปลายปี พ.ศ. 2552
ข้อสังเกตเบื้องต้น
คำถาม อย่างไรก็ตามยังมีคำถามและประเด็นต่างๆมากมายที่ต้องการคำอธิบาย เช่น
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้น “ยังไม่เหมาะสมที่จะใช้อ้างอิง” จนกว่ารัฐจะประกาศงานชิ้นนี้ออกมาอย่างละเอียด แต่คิดว่าเราอาจจะแลกเปลี่ยนกันเบื้องต้นได้ครับ
คำสำคัญ: อ่างห้วยหลวง อ่างห้วยโมง เขื่อนน้ำงึม สปป.ลาว เขื่อนลำปาว กาฬสินธุ์ เขื่อนอุบลรัตน์ ขอนแก่น โครงการผันน้ำ
เมื่อ อา. 22 มิ.ย. 2551 @ 00:42
710887 [ลบ]
เรื่องน้ำเป็นวิกฤตใหญ่จริงๆครับ ที่ผมคิดว่าต้องมองเชื่อมกันกับเรื่องการพัฒนาในทุกมิติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเล่าจากพื้นที่ โดยคนในพื้นที่ ถึงจะไม่วิชาการ เล่าไม่ปะติดปะต่อ แต่ผมคิดว่า ถ้าใช้สื่อดีๆ ก็จะมีพลังโดนใจสังคมได้มาก
เรื่องอย่างนี้ ต้องสื่อออกไปมากๆนะครับ
เมื่อ อา. 22 มิ.ย. 2551 @ 02:48
710923 [ลบ]
ท่านอาจารย์
เมื่อ อา. 22 มิ.ย. 2551 @ 05:01
710939 [ลบ]
น่าจะช่วยกันศึกษาเรื่องการกักเก็บน้ำไว้ใช้ด้วยครับ แต่ยังไม่มีเทคโนโลยีชาวบ้านที่เหมาะสม
เติมน้ำลงบ่อ ปั่นไฟฟ้า(ขาย) สูบขึ้นมาผิวดิน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์
เมื่อ อา. 22 มิ.ย. 2551 @ 05:59
710947 [ลบ]
ดีมากเลยครับ ที่ได้อ่านเรื่องนี้
ภาพมีรายละเอียดให้ตามเค้าได้
แต่พวกเรา..น่าจะทุนสร้างเขื่อน น้ำใจ
เพื่อจะปันน้ำจิตน้ำใจแบ่งกัน
เขื่อนนี้ไม่ต้องลอดอุโมง แต่ควรจะลอดอ้อมกอด
เมื่อ อา. 22 มิ.ย. 2551 @ 09:33
711132 [ลบ]
สวัสดีเจ้าค่ะ ลุงบางทรายจ๋า
ลุงจ๋าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คิดถึงงงงงงงงงงงงงงงงง รักลุงที่สู๊ดดดดดดดดดด ลุงสบายดีไหมค่ะ ทานข้าวหรือยัง ทำอะไรอยู่เอ่ย คิดถึงหลานบ้างเปล่า อิอิ รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ
เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ *---->น้องจิ ^_^
เมื่อ อา. 22 มิ.ย. 2551 @ 10:00
711162 [ลบ]
สวัสดีค่ะ พี่ท่านบางทราย
น่าคิดๆ นะคะ แต่น้องก็ยังคิดไม่ออกค่ะ
* ปัญหาอยู่ที่การจัดการ การนำไปใช้ รึเปล่าคะ
* เคยได้ยิน เรื่องการสรรปันส่วน การใช้น้ำ
เมื่อก่อนที่กทม. กลุ่มจะพูดว่า คนเมืองเอาน้ำชนบทมาใช้
ในเชิงอุตสาหกรรม และธุรกิจมาก จึงน่าจะมีการเรียกเก็บ
ตอบแทน ทุนตามสัดส่วน .. แล้วน้องก็ไม่ทราบอีกเลย ว่าเป็นไง
* เมื่อก่อนตอนอยู่เกาะ จะมีปัญหาเรื่องน้ำจืดมากค่ะ
ทางเกาะ จะใช้เทคโนฯ ผันน้ำเล เป็นน้ำใช้ แต่งบบานปลาย ก็เลยยังไม่เดินหน้า
เพียงนำ พลังงานแสงอาทิตย์ มาใช้บ้างค่ะ ให้คนต่างชาติมาเป็นที่ปรึกษาอีกแล้ว เครื่องหนึ่งตั้งเป็นแสนแน่ะคะ ..
ส่วนอื่นๆ รอพี่ท่านแจงนะคะ ... น้องไม่ค่อยสันทัด
... คนอารมณ์สุนทรีย์อย่างน้อง ชอบความคิดพ่อครูนี้ค่ะ
น่าจะทุนสร้างเขื่อน น้ำใจ
เพื่อจะปันน้ำจิตน้ำใจแบ่งกัน
เขื่อนนี้ไม่ต้องลอดอุโมง แต่ควรจะลอดอ้อมกอด
... น้องคงทำได้แค่นี้ค่ะ ตอนนี้ .. พี่ท่านรักษาสุขภาพนะคะ
เมื่อ อา. 22 มิ.ย. 2551 @ 11:14
711235 [ลบ]
สวัสดีครับน้อง
1. ยอดดอย
ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับน้องยอดดอย คงสบายนะครับ นึกถึงเสมอ
ยอดดอย: เรื่องน้ำเป็นวิกฤตใหญ่จริงๆครับ ที่ผมคิดว่าต้องมองเชื่อมกันกับเรื่องการพัฒนาในทุกมิติ
บางทราย: ต้องยอมรับว่าเรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่มากๆเพราะเป็นองค์ประกอบ ของการดำรงชีวิตทั้งอุปโภค บริโภค หลายท่านจะยืนยันว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมานั้นไม่น้อยไปกว่าอดีต แต่จำนวนวันที่ฝนตกและปริมาณตกแต่ละครั้งผันผวนออกไปจากเดิม...เพราะความแปรปรวนของสิ่งแวดล้อม แล้วเรามีองค์ความรู้เรื่องนี้อย่างไร เราจะรับมือได้อย่างไร..? เป็นประเด็นใหญ่ มีการศึกษาพุดคุยกันบ้าง แต่ยังน้อยไปในทัศนของพี่น่ะครับ
ยอดดอย: ในฐานะคนขับเคลื่อนประเด็นสื่อเด็ก ก็เห็นว่าสื่อสำหรับพัฒนาเด็กเองก็ต้องเคลื่อนไปกับเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย ให้เหมาะสมกับระดับวัย เพศ การศึกษา บริบทชุมชน
บางทราย: เห็นด้วยมากๆๆๆๆ เพราะงานพัฒนาเอกชนหรือแม้รับเองก็ตาม หยิบงานนี้มาทำน้อย ถึงน้อยมาก แม้พี่เองก็ตาม แม้ว่าในสำนึกเราเห็นความสำคัญแต่การผลักดันงานด้านนี้ย้งน้อยมากๆ ขณะที่เราต่อว่าสังคมว่าเด็กเราไปทำอะไร ประพฤติอะไร คิดอะไรก็ไม่รู้ กิจกรรมเกี่ยวกับเด็กในเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำ ใน Phase ใหม่ของงานพี่จึงบรรจุเรื่องนี้เข้าไปครับ
ยอดดอย: ผมไม่ได้สิ้นหวังกับระบบรัฐไทยนะครับ แต่คิดว่า เราอาจต้องพึ่งสื่อมวลชนมากขึ้น ไม่จำต้องเป็นสื่อกระแสหลักอย่างเดียวก็ได้ แท้จริง เรายังมีภาคีที่เป็นสื่อทางเลือกอยู่มากมาย เพียงแต่ต้องปรับยุทธศาสตร์ให้สามารถเคลื่อนเป็นระบบ เคลื่อนทั้งในเชิงพื้นที่ และประเด็นได้
บางทราย: เห็นด้วยเรื่องนี้ แม้ว่าพี่จะบ่นเรื่องระบบรัฐไทยมากในหลายครั้ง แต่ก็ยอมรับการดำรงอยู่และบทบาทที่ต้องเข้าไปประสานงานร่วมมือ การสร้างสรรค์สื่อต่างๆนั้นต้องดัน สร้าง ร่วมมือมากขึ้น แม้ว่าพี่จะเคยบ่นดังๆว่า นักวิชาการสื่อมวลชนไปรับใช้ระบบธุรกิจมากกว่าจะแบ่งเวลาสร้างสื่อมวลชนเพื่อสังคมประเทศให้มากขึ้นก็จะดี แต่ก็เข้าใจว่ามันอาจะเป็นยุค และช่องทางในการทำอาจจะน้อยกว่า แต่อย่างไรก็ตาม เราอาจจะต้องไปดึงมาร่วมมือให้มากขึ้นมากกว่า บ่นเฉยๆ อิอิ..
ยอดดอย: โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเล่าจากพื้นที่ โดยคนในพื้นที่ ถึงจะไม่วิชาการ เล่าไม่ปะติดปะต่อ แต่ผมคิดว่า ถ้าใช้สื่อดีๆ ก็จะมีพลังโดนใจสังคมได้มาก
บางทราย: พี่ชอบประเด็นเชิงรุกแบบนี้ครับ คนในพื้นที่ต้องเอางานออกมาเผยแพร่ครับ อย่างที่น้องยอดดอยกำลังทำ และท่านอื่นๆกำลังทำ เอาออกมาให้สาธารณะทราบและหนุนเนื่องในช่องทางที่สามารถจะทำได้ มันเป็นเชิงรุกแบบหนึ่ง มิเช่นนั้นพื้นที่ชายขอบแบบที่น้องยอดดอยอยู่ก็หลุดโลกไปทุกเรื่อง บางคนอาจจะลืมไปแล้วว่ามีปางมะผ้าอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยด้วยหรือ พี่ยังคิดเล่นๆว่า กลุ่ม g2k กลุ่มเล็กๆอาจจะมาเยี่ยมพื้นที่เพื่อร่วมมือสร้างสรรคประโยชน์อะไรได้บ้างครับ เพราะมีคนหลายคนที่มีศักยภาพเฉพาะตัวในการสนับสนุนน่ะครับ
ยอดดอย: เรื่องอย่างนี้ ต้องสื่อออกไปมากๆนะครับ
บางทราย: เห็นด้วยมากๆครับ
ยอดดอย: มาเจอบันทึกนี้ของพี่ ก็กระตุกต่อมคิดทันที กับการริเริ่มร่างโครงการสื่อเพื่อเด็กสามหมอกในเชิงประเด็นสิ่งแวดล้อม (ดิน น้ำ ป่า) ร่วมกับประเด็นอื่นๆ เช่น วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สิทธิเด็กตามจารีตประเพณี
บางทราย: พี่ยังชอบงานที่น้องจัดค่ายเด็กครั้งนั้นและพี่มาเห็นน้องอึ่งจัดที่ลำพูนก็ประทับใจว่า กิจกรรมเด็กๆนั้นควรทำมากๆ ลองดูที่ ครูสร้างค่าย..เด็กสร้างครู : เตรียมการ ครูสร้างค่าย..เด็กสร้างครู : เรียนรู้ ครูสร้างค่าย..เด็กสร้างครู : ความเปลี่ยนแปลง ครูสร้างค่าย..เด็กสร้างครู : พัฒนาต่อเนื่อง และ วิเคราะห์ “ครูสร้างค่าย..เด็กสร้างครู...”
ยอดดอย: มีความคืบหน้าอย่างไร จะเรียนให้ทราบเป็นระยะๆนะครับ
บางทราย: พี่จะติดตามครับ แหล่งเงินทุน GEF ก็น่าสนใจนะครับเขาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อนในหลายๆมิติครับ
เมื่อ อา. 22 มิ.ย. 2551 @ 15:11
711489 [ลบ]
สวัสดีครับ
2. ออต
ออต:
บางทราย:
เมื่อปี 2529 ทางสำนักงานเกษตรภาคอีสานร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกรมส่งเสริมการเกษตร ทำการวิเคราะห์ พื้นที่ภาคอีสาน เพื่อดูลู่ทางในการส่งเสริมการเกษตรในภาคอีสาน รายละเอียดในเอกสารจะรวมถึงการวิเคราะห์น้ำฝนด้วย
แผนที่ทางกายภาพชิ้นนี้แสดงลักษณะภูมิประเทศ แหล่งน้ำ และเส้นฝนเท่า (เป็นศัพท์ของอุตุนิยมวิทยา) หรือปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย กรณีตัวอย่างจังหวัดร้อยเอ็ดนี้ แสดงให้เห็นว่า ทางทิศตะวันออกไปสู่ตะวันตกด้านใต้ของจังหวัด และด้านตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัด นั้นมีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ย 1300 มม.ต่อปี ส่วนด้านตะวันออกบางส่วนซึ่งเล็กน้อยดูตามภาพนั้นจะมีปริมาณฯฝนเฉลี่ย 1400 มม.ต่อปี
เมื่อเราเอาปริมาณฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยามาทำกราฟเส้นและคิดจำแนกเป็นว่า มีความเชื่อมั่นฝนตกที่ร้อยละ 90, 75, และ 50 ที่ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เราจะพบความจริงหลายประการ ซึ่งเราสามารถจะใช้สถิติข้อมูลนี้ใช้ประกอบการวางแผนการทำการเกษตร พืชผักต่างๆได้ โดยเราอ่านข้อมูลนี้ เช่น
นี่คือตัวอย่างการใช้สถิติปริมาณน้ำฝนมาช่วยในการวางแผนการทำการเกษตรต่อพืชต่างๆต่อพื้นที่นั้นๆ
ข้อมูลนี้เก่าไปแล้ว หากใครจะใช้ก็สามารถเอาสถิติของกรมอุตุนิยมวิทยามาทำเส้นกราฟและอ่านข้อมูลออกมาได้ หากจะให้ update ก็สามารถเอาข้อมูลนี้ไปสอบถามกับเกษตรกรในพื้นที่ได้อีกด้วย
น้องออตครับ ข้อมูลทางวิชาการควรศึกษา
โดยเฉพาะออตที่ทำงานเกี่ยวกับเส้นใย น่าจะลองศึกษาเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ เพราะเท่าที่พี่รู้ มันมีผลโดยตรงต่อเส้นใยชนิดต่างๆมากครับ
เมื่อ อา. 22 มิ.ย. 2551 @ 15:34
711513 [ลบ]
สว้สดีค่ะพี่บางทราย
เมื่อ อา. 22 มิ.ย. 2551 @ 15:51
711540 [ลบ]
สวัสดีครับ
3. Conductor
Conductor: น่าจะช่วยกันศึกษาเรื่องการกักเก็บน้ำไว้ใช้ด้วยครับ แต่ยังไม่มีเทคโนโลยีชาวบ้านที่เหมาะสม
บางทราย: เรื่องการกักเก็บน้ำไว้ใช้แบบเทคโนโลยีชาวบ้านนั้นหากเป็นน้ำผิวดิน เช่นสระน้ำขนาดเล็ก ที่เรียกสระประจำไร่นานั้น ชาวบ้านมีเทคโนโลยีพื้นบ้านมากเหมือนกันครับ เช่น
Conductor: น่าจะช่วยกันศึกษาเรื่องการกักเก็บน้ำไว้ใช้ด้วยครับ แต่ยังไม่มีเทคโนโลยีชาวบ้านที่เหมาะสม
บางทราย: เรื่องเขื่อนใต้ดินนี่ก็ใช่ครับเราพูดกันมานานเป็น 20-30 ปีแล้ว ที