
สิ่งที่ผลักให้เรา...พูด กระทำ...คือ จิต ซึ่งจิตทำงานผ่านสมอง สมองจะทำหน้าที่ประมวลผล ต่อข้อมูลที่ได้รับการป้อน ผ่านประสบการณ์ใหม่ แล้วไปเชื่อมกับประสบการณ์เดิม นำไปเก็บไว้ในจิต สั่งสมพอกพูนไว้ในจิตไปเรื่อยๆ...
จิตเดิมแท้ประภัสสร...
นานเข้า "จิต" นี้เกิดการปรุงแต่ง... ตามความชอบ ไม่ชอบ... สั่งสมไปเรื่อยผ่านผัสสะ คือ ตา-มองเห็น หู-ได้ยินเสียง จมูก-ได้กลิ่น ลิ้น-ได้ลิ้มรส กาย-ได้สัมผัส ใจ-ได้รู้สึก
ตัวอย่าง...
คนสองคนทานอาหารจานเดียวกัน คนหนึ่งบอกว่าอร่อย อีกคนบอกว่าไม่อร่อย เกิดจากผัสสะ แล้วไปนำไปประมวลผลไว้อย่างรวดเร็วในสมอง... อร่อยเกิดเป็นความชอบใจ พอใจ "จิต" เก็บข้อมูลนี้ไว้ ไม่อร่อยเกิดเป็นความไม่ชอบใจ ไม่พอใจ "จิต" เก็บข้อมูลไว้เช่นกัน
ความไม่ชอบใจ... เมื่อได้ไปสัมผัสกับสิ่งใหม่ที่แนวโน้มไปทางการรับรู้เดิมที่เคยได้รับรู้... ความไม่ชอบใจก็จะเพิ่มขึ้น พอมากเข้า กลายเป็นโกรธ โกรธบ่อยเข้ากลายเป็นเกลียด อาฆาต พยาบาท หากแสดงออกมาได้ ก็มีการกระทำที่ก้าวร้าว หากแสดงออกมาไม่ได้ก็จะเป็นหดหู่เศร้าหมอง...คับแค้นใจ
สติ..ปัญญา จะเป็นตัวกำกับ
หากสติมีกำลัง ปัญญาญาณมีกำลัง... จะช่วยค่อยๆ ขัดเกลาจิตที่เริ่มขุ่นมัวนี้กลับไปสู่สภาวะ จิตที่มีความประภัสสร

การพัฒนา "มนุษย์"...พึงพัฒนาให้เกิดปัญญาญาณ หรือปัญญาอันมาจากจิตเป็นธาตุรู้..มากกว่า ที่จะไปกระตุ้นการสร้างปัญญาจากสมอง
ปัญญาญาณ > ปัญญาสมอง = มีความสุขที่แท้จริงที่อยู่เหนือสุขและทุกข์
สภาวะความสุขนี้ แม้มีสิ่งมากระทบจากโลกธรรมแปด อันประกอบไปด้วยเรื่อง ลาภ-เสื่อมลาภ มียศ-เสื่อมยศ สรรเสริญ-นินทา สุข-ทุกข์ แต่ "จิตใจ" ก็ยังเบาเบา มองเห็นเหตุแห่งการเกิดและดำเนินไปด้วยใจที่เป็นกลาง... ปัญหาก็อยู่ตรงนั้น วางอยู่ตรงนั้น สุขก็อยู่ตรงนั้น วางอยู่ตรงนั้น... ไม่เกิดการยึด จิตเป็นผู้มอง...รับรู้ และก็วาง...
ดำเนินไปสู่ "ความละเอียด" ยิ่งขึ้น
กายเคลื่อนไปอยู่ที่ไหน ก็อยู่ได้ ... จิตที่ละเอียดขึ้นจะทำให้มองเห็นเหตุแห่งความเป็นไปของสิ่งรอบด้านได้ด้วยความเข้าใจไม่ว่าจะเป็นผู้คน สังคม และสรรพสิ่งต่างๆ...
