"...วันหนึ่ง ข้าพเจ้ากลับจากภารกิจ โยมเช่ารถสองแถวให้ไปส่งที่วัด ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นสภาพรถคันนั้นเพราะค่อนข้างจะสกปรกทั้งขี้โคลนทั้งฝุ่น ทั้งภายนอกภายในของรถเปรอะเปื้อนชนิดไม่ธรรมดา ที่ว่าไม่ธรรมดาก็เพราะว่ารถคันนั้นเหมือนไม่มีใครเอาใจใส่ดูแลรักษา ข้าพเจ้านั่งคู่กับคนขับ เวลาขยับตัวนิดบิดตัวหน่อยต้องคอยปิดจมูก เพราะฝุ่นมันคลุ้งไปหมด จึงอดที่จะถามคนขับไม่ได้ว่า...โยม! ทำไมไม่ทำความสะอาดเช็ดถูรถเสียบ้างล่ะ? แกรีบสวนกลับมาอย่างมั่นใจทันทีว่า โถ...ท่าน...อนิจจัง ถึงจะล้างจะเช็ดประเดี๋ยวมันก็สกปรกอย่างเก่าอีกนั่นแหละ แล้วแกก็จาระไน เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าไปโน้น...
ถูกของแกเหมือนกัน นึกในใจว่าเจอของจริงเสียแล้วเรา เลยย้อนถามแกเป็นทีเล่นทีจริงว่า โยม...ถ้าสมมติว่าจานข้าวเรากินแล้วไม่ต้องล้างดีไหม? เพราะอะไร? เพราะประเดี๋ยวก็ใส่กินอีก เสื้อผ้าใส่แล้วไม่ต้องซักดีไหม? เพราะประเดี๋ยวก็สกปรกอีก ฯลฯ ปรากฏว่าแกนิ่งอึ้งพูดไม่ออกเหมือนกัน พอส่งข้าพเจ้าถึงวัดแกก็รีบกลับชนิดไม่พูดไม่จา จึงทำให้ข้าพเจ้านึกถึงคำสอนของหลวงพ่อชาประโยคหนึ่งว่า "มันถูก แต่มันผิด" ช่างเป็นคำพูดที่ลึกซึ้งจริงๆ คนเราส่วนมากไม่ได้คิดว่ามันผิดมันก็มีอยู่ในถูกเหมือนกัน บางทีทำผิดแต่จะเถียงเอาถูก หรือทำถูก แต่คนอื่นเขาว่าผิดไม่พอใจ ก็ไปต่อว่าเขา ที่ถูกอยู่แล้วก็เลยผิดไปอีก นี้เรียกว่าจะเถียงเอาถูก มันก็เลยผิด..."
กนฺตสาโรภิกขุ
วัดป่าอัมพวัน
๕ กรกฎาคม ๒๕๔๔
_____________________________________________________________________________
ทำให้ข้าพเจ้าได้นึกทบทวน และพิจารณา...
ก่อนทำอะไร พูดอะไร ลงไปข้าพเจ้าจะใช้การพิจารณาก่อนเสมอ ซึ่งการพิจารณานี้จะไม่ค่อยใช้เหตุและผลทางโลกมาก เพราะมันคอยแต่จะทำให้ใจมันเอียงไปทางด้านใด ด้านหนึ่งอยู่เสมอ แต่จะใช้การพิจารณาทางอรรถทางธรรมมาเป็นข้อพิจารณา... หากว่าเกิดประโยชน์เป็นแน่แท้แม้ประโยชน์ในบางครั้งอาจไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรม แต่ได้กระทบเข้าไปในดวงจิตของบุคคลให้เกิดการสั่นคลอนเสมือนอนุภาคเล็กที่โดนกระทบอาจเกิดการสั่นสะเทือนแตกรูปออกไป และหากว่าจะรวมเป็นรูปใหม่ หากอนุภาคนั้นได้รับอนุภาคที่ดีเข้าไปรวมด้วยก็จะก่อเกิดเป็นรูปใหม่เกิดขึ้น... หรือหากไม่มีอนุภาคใดเข้าไปแทรก...แต่การรวมกับมารวมเป็นรูปก็ไม่เหมือนเดิมแต่อาจจะได้คล้ายเดิม...
ก่อนพูด ก่อนทำกิจใดใดก็ตาม...ข้าพเจ้าจะพึงพิจารณาตามคำสอนของครูบาอาจารย์..
๑ มีศีลไหม -----> เป็นศีลหรือไม่เป็นศีล
๒ เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์
๓ เป็นคุณหรือเป็นโทษ
๔ เป็นสุขหรือเป็นทุกข์
เมื่อได้พิจารณาแล้วจิตใจก็มักจะเบิกบานผ่องแผ้วเสมอ...และเชื่อมั่นในความดีภายใต้ศีลธรรมแห่งพระพุทธองค์ และลงมือทำแม้ว่าeffect จะกลับมาเช่นไร...ไม่เป็นกังวล เพียง หากไม่ได้ทำนี่สิข้าพเจ้าก็คงไม่ต่างกับการไปนั่งหลับตาเป็นหัวตออยู่ในสมาธิ หากแต่ไม่ได้นำการพิจารณาทางปัญญามาร่วมใช้ในการดำเนินชีวิตนี้...
จากธรรมของครูบาอาจารย์ดังที่กล่าวในข้างต้น ทำให้ระลึกถึงว่า หลายครั้งที่ได้วิ่งเข้าไปขวางทางรถหลายขบวน... รถบางคัน อาจหยุดฟังเรา และพิจารณาต่อสิ่งที่บอกว่า "ข้างหน้านั้นมีเหวอย่าไปเลย"...บางคันหยุดและอาจเดินทางต่อไป บางคันอาจหยุดและปรึกษาหารือกันว่าจะไปเส้นทางไหนดี บางครั้งไม่หยุดแถมตะโกนด่าว่าเรามาทำให้การเดินทางของเขาล่าช้า...บางคันขับมาเร็วมากโบกให้จอดแทบไม่ทัน แต่รถได้พุ่งไปแล้วคนรอดชีวิตกลับมาต่อว่าอีกเสียนี่ว่า ไม่รู้จักบอก...
.....................................
Note: แนวคิด...เรื่องเหวได้มากจากการสนทนาเรื่องความดี - ความชั่ว กับน้องสาวผู้เปรียบเสมือนเป็นแสงสว่างที่ส่งความอบอุ่นให้กับคนทั้งปวง บางครั้งเธอก็ร้อนแรงดั่งเปลวไฟ...เพราะทนต่อความมืดบอดไม่ได้ไม่อยากให้ปรากฏครองอยู่ในจิตใจผู้คน...ขอบคุณนะคะ "ซูซาน"
