บทความนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนในฐานะปัจเจกชน มิใช่ความคิดเห็นของคณะอนุกรรมการศึกษาสถานการณ์สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของคนชายขอบ (ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณในการแยกแยะ)
==================================
รายงานประเทศว่าด้วยอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ สำหรับการประชุมปฏิบัติการครั้งนี้ ในสายตาผู้เขียน เกือบจะเป็นรายงาน อนุสัญญาว่าด้วยสถานะของคนไร้รัฐ (1954 Convention Relating to the Status of Stateless Persons) ซึ่งไทยยังมิได้รับอนุสัญญานี้ ผสมกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง (ชื่อที่รัฐไทยยอมรับ โดยแปล "civil" ว่าพลเมือง - ซึ่งเรื่อง "พลเมือง"เป็นเรื่องต้องเถียงกันอีกยาว) เนื่องด้วยอนุสัญญานี้อาจมีกรอบน้อยไปเพียง 7 ข้อ ผู้เข้าร่วมประชุมหลายท่านจึงนำเสนอข้อห่วงใยต่างๆ ที่มีต่อคนไร้รัฐ และสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง โดยบางครั้งอาจ "ออกทะเล" นอกกรอบการเลือกปฏิบัติไปบ้าง นับว่าคณะกรรมการจัดทำอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ได้รับเชิญเข้าสังเกตการณ์ ได้ประโยชน์จากการเข้าสังเกตการร์และลอง "ซ้อม" จัดการประเด็นต่างๆ ด้วย
ช่วงบ่ายวันแรก (19 มิถุนายน)ศ.วิทิต มันตราภรณ์ ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการทำงานรายงานประเทศว่า ความหลายหลายของผู้มีส่วนร่วมในการทำรายงานประเทศเป็นสิ่งดี เพราะจะได้รับ(พหุ)ปัญญา จากทุกภาคส่วน อย่างไรก็ตาม รายงานนี้เป็นรายงาน "รัฐ" รัฐเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ก็ไม่ควรละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้ก็ท่านได้เสนอแนะว่า รายงานรัฐ ก็ย่อมไม่ใช่รายงาน NGOs (รายงานเงา/ รายงานทางเลือก) NGOs สามารถทำรายงานของตนได้ต่างหาก ซึ่งอาจวิพากษ์รายงานรัฐ หรือกล่าวถึงสิ่งที่รายงานรัฐไม่ได้กล่าวถึง ฯลฯ อันเป็นการสร้างความหลากหลายด้านข้อมูล
ศ. วิทิตได้เตือนให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านตระหนัดถึงเงื่อนเวลาในการบรรจุข้อมูลที่จะต้องมีกำหนดเวลาแน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดให้บรรจุข้อมูลต่างๆ หลังจากช่วงเวลาที่กำหนดไว้อย่างไม่จำกัด ข้อมูลที่พ้นจากห้วงเวลาดังกล่าว สามารถนำเสนอในรายงานฉบับต่อๆ ไป ซึ่งถือเป็ฯการประเมินตนของรัฐไทย ต่อการปฏิบัติตามอนุสัญญาฉบับนี้ได้ไปเรื่อยๆ โดยไม่สิ้นสุด เพราะการทำรายงานเป็นพลวัฒน์ ที่สามารถนำมาขับเคลื่อนสังคมทางบวกสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และเปิดโอกาสให้มีส่วนในการทำงานในครั้งต่อๆ ไป
ในการทำรายงานนี้ ท่านได้เน้นว่า ต้องครอบคลุมการรายงานทั้งคนไทย และคนไม่ไทย ในเขตอำนาจรัฐไทย เช่นผู้อพยพ แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย (ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องแรงงานข้ามชาติมีการอภิปรายน้อยมากตลอด 2 วัน) การรายงานคนทุกกลุ่มใน)รายงานฉบับนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกกลุ่มมี หรือพึงมีสิทธิทุกประการเท่าเทียมกัน เช่น ไม่ได้หมายความว่าคนต่างด้าว จะมีสิทธิเทียบเท่าคนชาติทุกประการ เช่นสิทธิในการเลือกตั้ง และรับเลือกตั้ง แต่หากมีการเลือกปฏิบัติระหว่างบุคคลที่มีสถานะเดียวกัน เช่นการเลือกปฏิบัติต่อคนชาติกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คนต่างด้าวกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือคนไร้รัฐกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (ผู้เขียนคิดว่า น่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีคุณสมบัติอื่นๆ ใกล้เคียงกัน เช่น เข้าเมืองมาแบบเดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน ลักษณะเดียวกัน ทำไมกลุ่มนี้ได้รับการปฏิบัติที่ด้อยคุณภาพกว่าบางกลุ่ม นั่นอาจเป็นเรื่องที่ผู้เข้าประชุมรายงานต่อ CERD) รายงานนี้ควรนำเสนอมาตรการที่ป้องกันการเลือกปฏิบัติ ซึ่งอาจเป็นกฎหมาย หรือกลไกที่เป็นคุณ ที่ประเทศไทยดำเนินการด้วย ท่านได้กล่าวว่า อนุสัญญานี้ยังมีความคลุมเครือเรื่องลำดับขั้นของสิทธิที่คนชาติ และคนต่าชาติได้รับจากรัฐ แต่เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ว่าคนชาติ สามารถได้รับสิทธิอื่นๆ มากกว่าคนต่างด้าวได้ แต่สิทธิพื้นฐานต้องเท่าเทียม
ผู้เขียนคิดว่า ในด้านสิทธิทางการเมืองระดับสูงของ คนชาติกับคนต่างด้าว เราคงไม่อยากเห็นแรงงานข้ามชาติที่เพิ่งเข้ามาในประเทศไทยไม่กี่ปี พูดไทยไม่ได้ ไม่กลมกลืนกับสังคมไทย ได้รับสิทธิในการเลือกตั้ง ส.ส.ไทย หรือคิดจะสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีไทยก็ได้เพราะไม่ได้เป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทย และคนต่างด้าวนั้นเลย หากท่านคิดว่าประเทศอย่าง อเมริกาที่"แจก"สัญชาติคนทุกคนที่เกิดในอเมริกาเป็นตัวอย่างที่ดีในด้านนี้ "คนเหล็ก" ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย คงคิดไกลไปถึงการลงสมัครประธานาธิบดีเเล้ว แต่ทำไม่ได้ เพราะเขามีสัญชาติอเมริกัน เป็นพลเมืองอเมริกัน แต่ไม่ได้เกิดในสหรัฐฯ จึงเป็นได้แค่ผู้ว่าการรัฐตามกฎหมายปัจจุบัน
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของผู้เขียนคือ เนื่องจากการสนทนาแลกเปลี่ยนนี้ เต็มไปด้วย "ตัวแทน" ของกลุ่มต่างๆ ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ผู้มีความรู้ ทั้งด้านกลุ่มชาติพันธุ์ และทุนทางปัญญาในสังคมสมัยใหม่ มีตำแหน่งหน้าที่การงานมั่นคง เกือบทุกท่าน (หลายท่านมั่นคงกล่าวผู้เขียน) ย่อมความสามารถที่จะเป็นปากเป็นเสียง หรือ มีประสบการณ์ในการ "มองการณ์ไกล"แทนพี่น้องธรรมดาๆ ดังนั้น บางท่านจึงมีความสามารถในการมองไกลไปถึงข้อห่วงใยในด้านสิทธิการลงสมัครเป็นตัวแทนทางการเมืองของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ พี่น้องที่แปลงสัญชาติ
ในการประชุมเชิงปฏิบัติการของอนุสัญญา CERD โดยเฉพาะในช่วงวันแรกๆ จนแทบทำให้ผู้เขียนคิดว่า สิทธิชั้นสูงเหล่านี้ คงเป็นเรื่องที่พี่น้องชนเผ่าจำนวนมาก ที่ไม่ได้มาร่วมประชุมวันนี้ ต้องการเหนือการเลือกปฏิบัติและสิทธิในชีวิตประจำวัน ที่มีการกล่าวถึงประปรายจนเหมือนเป็นการยกตัวอย่าง ท่านตัวแทนจะคิดว่าเป็นเรื่องที่ท่านพูดมาหลายครั้งแล้ว แต่เมื่อได้อ่านรายงานประเทศ (ร่างที่ 11) ก็รู้สึกเบาใจว่า ยังมีข้อคิดเห็นจากการจัดประชุมกลุ่มย่อย ที่สะท้อนสถานการณ์สิทธิในชีวิตประจำวันและความต้องการให้ขจัดการเลือกปฏิบัติในชีวิตประจำวันจำนวนมาก และยิ่งรู้สึกชื่นชมที่ผู้จัดทำรายงาน ยืนยันจะรักษา "กรณีศึกษา" ที่สะท้อนเสียงเสียงจากการประชุมกลุ่มย่อยเหล่านั้นในรายงานอย่างถึงที่สุด เพราะรายงานประเทศ ไม่ใช่รายงานที่สะท้อนความต้องการเฉพาะของกลุ่มบุคคล หรือกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งเท่านั้น (มิฉะนัั้น UN คงให้รัฐบาลแปลและส่งรายงาน "ผลการปฏิบัติงานของหน่วยราชการ" หรือรายงานสรุปกิจกรรมขององค์การพัฒนาเอกชนและภาคประชาชน ที่มี แทนที่จะทำรายงานขึ้นมาใหม่)