ผมคิดที่จะเขียนเรื่องนี้หลายครั้งแต่เขียนไม่ออก ขอออกตัวก่อน  และผมได้พูดตั้งแต่แรกแล้วว่า ผมไม่ใช่นักวิชาการ เวลาผมขีดๆเขียนๆ การนำเสนอในบันทึก ไม่เป็นขั้นตอน ไม่เป็นระบบ  และไม่เป็นศัพท์ทางวิชาการสักเท่าไร การนำเสนอในบันทึกของผมนั้นจะเป็นภาษาพูดมากกว่า

             สัตว์โลก ไม่ว่ามนุษย์ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ  หรือสัตว์เดรัจฉาน เมื่อเกิดเวลาคับขัน จวนตัว จะมี สัญชาตญาณเอาตัวรอด  จะทำทุกวิถีทางเพื่อนำพาตัวเองให้รอดพ้นจากสถานการณ์คับขัน จวนตัวนั้น   ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ขึ้นชื่อว่าสัตว์ประเสริฐ และมนุษย์ขึ้นชื่อว่าผู้มีจิตใจสูง  ก็ต้องดิ้นรนหลีกเลี่ยง มีวิธีการเอาตังรอดมากกว่า สัตว์เดรัจฉาน ในบันทึกนี้ผมของพูดถึงการเอาตัวรอดของมนุษย์ อย่างเดียว ส่วนสัตว์เดรัจฉานนั้นไม่ขอพูดถึง  ผมขอแบ่งการเอาตัวรอดของมนุษย์ไว้ 2 ประเภท

 

            ประเภทแรก เมื่อเผชิญกับปัญหา หรือเวลาคับขัน มนุษย์การเอาตัวรอด โดยใช้  ปัญญา ล้วนๆ ดิ้นรนหลีกเลี่ยง ในการเอาตัวรอด  เอาตัวรอดโดยไม่ทำให้ผู้อื่นพลอยเดือดร้อนตาม และไม่กระทบกระเทือนถึงคนอื่น  หรือทำให้คนอื่นรับแทน  

            ประเภทที่2  ไม่ใช้ปัญญาของตนในการแก้ปัญหา แก้สถานการณ์คับขันนั้น ดึงคนอื่นมาพ่วงด้วย ทำให้คนอื่นเดือนร้อนตาม โดยคนอื่นไม่ได้กระทำ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง  หรือแม้แต่ เอาความดีใส่ตัว เอาความชั่วโยนให้คนอื่น ป้ายให้เป็นสีต่างๆ  เพื่อทำให้ตัวเองให้รอดพ้น ไปได้ โดยไม่คำนึงถึงผลเสีย คำนึงถึงความทุกข์ของคนอื่นที่ได้รับโดยไม่ได้ก่อขึ้น

 

           ในยุคของสังคมที่มีการแก่งแย่งแข่งขัน  อาจจะเจอการเอาตัวรอด ของมนุษย์ ในประเภทที่ 2 มากกว่าประเภทแรก เพราะว่าคุณธรรมจริยธรรมในตัวของมนุษย์ตอนนี้เสื่อมถอยไป ไม่เป็นสัตว์ประเสริฐ และมีจิตใจต่ำลงเรื่อยๆ 

          

              ขอย้ำว่า..เป็นความคิดเห็นส่วนตัวผมทั้งหมด โดยไม่ได้อ้างอิงแหล่งที่มาจากแหล่งใด บันทึกนี้อาจจะดูเหมือนการการนำเสนอแบบมองโลกในแง่ร้ายสักหน่อย  คนชั่วก็มีมาก คนดีก็ยังมีหลาย  ขอให้ใช้วิจารณญาณ   ในการอ่านบันทึกนี้

 

ขอบคุณมากครับ