ความรู้สึกแบบนี้หากนักเรียนได้รับรู้ไปทุกเมื่อเชื่อวันคงจะฝังจิตฝังใจไปจนโตและเมื่อใดที่เขามีโอกาสได้ใช้อำนาจอย่างนั้นบ้างเขาคงไม่ปล่อยโอกาสให้ตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียวแน่นอนตามกฏ action - reaction นั่นเอง...

อีกแล้วครับท่าน...ข่าวอาชญากรรมพาดหัว นสพ. หลายฉบับวันนี้ รุ่นพี่รับน้องโหด...และโหดพิสดาร  ยุคปฏิรูปการศึกษาปฏิรูปแล้วปฏิรูปอีก...คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลพวงของการศึกษาไทย ส่วนสาเหตุที่แท้จริงมาจากไหนคงไม่ต้องวิเคราะห์ไปไกลก็คงจะได้คำตอบ...ข่าว ผอ.รร. ให้นักเรียนรุมทำร้ายนักเรียนที่เตะฟุตบอลมาโดนโทรมือถือของตน คงมีคำตอบให้เชื่อมโยงมาถึงข่าวรุ่นพี่รับน้องโหดได้ ทั้งสองเหตุการณ์ดูจะไม่ต่างกันในแก่นของเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้อิทธิพลหรืออำนาจบาตรใหญ่ และที่สำคัญ เรื่องทั้งสองใช้โรงเรียนหรือสถานศึกษาเป็นฉากแสดง อันที่จริงเรื่องแบบนี้หลายฝ่ายก็ระมัดระวังกันอยู่แล้วแต่ว่า...วัฒนธรรมอำนาจนั้นมันฝังรากจนยากจะแก้ไข และคงแก้ไม่ได้ด้วยวิธีการส่งการจากเบื้องบนหรือจากหน่วยเหนือแน่นอน คุณครูหลายคนไม่ตั้งใจและไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าใช้อำนาจเกินขอบเขตอยู่บ่อยๆ จนบางครั้งอาจจะกลายเป็นความก้าวร้าวไปโดยมองไม่เห็นพิษภัยของมันว่าส่งผลต่อเด็กของเราอย่างไร...ถ้าคิดไม่ออกว่าการใช้อำนาจเป็นอย่างไรลองดูโฆษณาผงซักฟอกยี่ห้อหนึ่งที่คุณครูดึงผ้าเช็ดหน้าไปจากมือของนักเรียนตัวน้อยที่กำลังทำข้อสอบเพราะคิดว่านักเรียนลอกข้อสอบ...นี่เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการใช้อำนาจเท่านั้น ความรู้สึกแบบนี้หากนักเรียนได้รับรู้เรียนรู้ไปทุกเมื่อเชื่อวันคงจะฝังจิตฝังใจไปจนโตและเมื่อใดที่เขามีโอกาสได้ใช้อำนาจอย่างนั้นบ้างเขาคงไม่ปล่อยโอกาสให้ตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียวแน่นอนตามกฏ action - reaction นั่นเอง...

ผมจั่วหัวเรื่องไว้ว่า "ข่าวสุดท้าย" เพราะผมคิดว่า ต่อไปนี้ผมจะไม่อ่านและเขียนถึงข่าวประเภทนี้อีกแล้ว พอกันเสียที...หยุดกันเสียทีเถิดครับ...