หลังจากมาเปิดblogไว้นานแรมเดือน ครัังนีเป็นครัง้แรกและหวังจะมีต่อไปอีกคะ
ได้มีโอกาสร่วมเรียนรู้ในเวทีหารือแบบสบายๆในหัวข้อ “การพัฒนางานวิจัยระบบสุขภาพ”ซึ่ง สวรส.
เป็นเจ้าภาพ ที่เขาใหญ่ บรรยากาศธรรมชาติเย็นเป็นใจกับการประชุมที่มี อ.ประเวศ และอ.วิจารณ์ เป็น
อาจารย์ผู้ใหญ่ พร้อมด้วยคุณหมอระดับเสฯหลายท่าน เช่น คุณหมอสุวิทย์(กท.สธ.) คุณหมอสมศักดิ์
(มสช.) คุณหมอวินัย(สปสช.) คุณหมอพงษ์พิสุทธิ์(สวรส.) การประชุมเช่นนี้อ .ประเวศอธิบายว่าเป็นการ
พูดคุยอย่างลึกเพื่อตีประเด็นให้แตก ซึ่งองค์การอนามัยโลกมักหารือเช่นนีกั้นในห้องที่ชื่อ Bellagio จึงดู
เหมือนเป็นชื่อเรียกเล่นๆของการประชุมแบบนี้ด้วย ในฐานะผู้อ่อนวัยวุฒิและคุณวุฒิที่มีโอกาสดีเช่นนี้จึงอยากสรุปสิ่ง
ที่ได้เรียนรู้ทัง้เชิงสาระและกระบวนการมาเล่าสู่ แลกเปลี่ยนกันบ้าง
เริ่มจากช่วยกันทบทวนบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปของหน่วยงานในระบบสุขภาพทั้งเชิงบทบาท และ
พันธกิจ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข และการเกิดขึ้น ขององค์กร ส.ต่างๆอย่างมากมาย ทั้ง สวรส.
สสส. สปสช. มสช. และน้องใหม่ สช.ทำให้ต้องมีการปรับบทบาทเพื่อให้เกิดการเสริมพลังการทำงาน และ
สานความสัมพันธ์ของหน่วยงานเหล่านี้แต่ไม่ว่าจะเป็นหน่วยใดก็ต้องใช้ความรู้เป็นฐานโดยเฉพาะการ
กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ(ที่ความหมายขยายกว้างไปมากกว่ามิติกาย-ใจ แต่รวมถึงมิติ
ทางสังคมและปัญญา ตามพรบ.สุขภาพด้วย) ซึ่งทุนเดิมที่มีอยู่แล้วคือวัฒนธรรมด้านความรู้ที่มีอยู่ใน
หน่วยงานและบุคลากรด้านสาธารณสุขมาแต่เดิม
ดังนั้น จึงควรหนุนให้เกิดกลไกวิชาการที่มีความต่อเนื่อง(Continuous Mechanism) ในลักษณะ
Capacity building at base ทั้งศักยภาพเชิงสาระที่น่าจะต่อยอดได้จากเวทีR2Rที่สวรส.จะจัดในเร็วๆ
นี้โดยอาจพบตัวนักวิจัยที่สนใจจะทำงานวิจัยเชิงระบบต่อไป หรือพบnodeที่จะสนับสนุนการทำงานR2R
เชิงระบบต่อเนื่องไป ไม่ว่าจะเป็นnodeส่วนกลางหรือภูมิภาค องค์กร ส.ทั้งหลายควรให้ความสำคัญและ
สนใจ ขณะเดียวกันก็ต้องจัดกลไกเสริมศักยภาพการจัดการความรู้ของชุมชนและประชาสังคมเพื่อ
การขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพในสังคมพร้อมกันไปด้วยซึ่งสช.น่าจะมีทุนอยู่มาก นอกจากนี้อาจารย์ทุกท่าน
เห็นความสำคัญของการจัด Thailand Social Innovation Summit เพื่อเป็นเวทีเพิ่มศักยภาพของ
คนทำงานนวัตกรรมสังคมให้ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและสร้างเครือข่าย โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดขอบเขต
เพียงเรื่องสุขภาพเท่านั้น เช่น แลกเปลี่ยนมุมมองนวัตกรรมเรื่องเกษตร โลกร้อน หรือการกระจายอำนาจก็
ได้ บทบาทนี้มสช. สสส. และสวรส.น่าจะช่วยได้มาก ยิ่งถ้าสามารถนำระบบIT อย่างGoogle Mapมา
รองรับก็จะช่วยให้เข้าถึงแหล่งความรู้ในชุมชนได้ง่ายขึ้น เรื่องนี้ทุกพื้น ที่เริ่มเองได้
นอกจากนี้เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่น่าสนใจอีกแบบหนึ่งคือ Group Learning Activity(GLA)เป็นการ
จัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้จัดการแผนงาน/โครงการขององค์กรส.ต่างๆ หากได้มาพูดคุย
แลกเปลี่ยนความรู้จากการทำงานกันแล้ว ก็จะช่วยให้เกิดพัฒนาการของความรู้เชิงกระบวนการจัดการ
ขับเคลื่อนสังคม อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายการทำงานระหว่างกัน และจะได้ประเด็นโจทย์ร่วมที่จะ
เสริมพลังกันจัดการระบบสุขภาพด้วย การแลกปลี่ยนข้ามองค์กรเช่นนี้เป็นการสร้าง inter team
ขณะเดียวกันภายในแต่ละองค์กรก็สามารถจัดเวทีเช่นนี้ในลักษณะintra team ได้ เพราะความรู้เชิงการ
จัดการและขับเคลื่อนนั้น สำคัญไม่แพ้วิชาการ และเกิดได้จากการทำงานจริงเป็นสำคัญ
อาจารย์หลายท่านเห็นว่า ควรให้ความสนใจกับบทบาทองค์กรในการเป็นConvener มากกว่าเป็น
องค์กรให้ทุน บทบาทConvenerนี้ ฟังดูแล้วเป็นการเกี่ยวหรือเชื่อมโยงกับองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างให้
ความสำคัญเพื่อจัดกระบวนการวิจัยตอบโจทย์เชิงระบบอย่างมีศักยภาพ โดยเฉพาะกับสถาบันวิชาการที่
อาจไม่สันทัดกับการจัดการเชิงระบบหรือนโยบาย/ยุทธศาสตร์ แต่มีความเชี่ยวชาญทางวิชาการสูง หากได้
มีการจัดความสัมพันธ์ บทบาทโดยการพูดคุยหารือกันก่อนเพื่อให้เห็นระบบรวมด้วยกัน ก็จะทำให้สามารถ
เชื่อมสถาบันวิชาการมาสนับสนุนงานวิจัยที่มีผลกระทบเชิงระบบได้
สำหรับผู้เขียนซึ่งเป็นคนในองค์กรนโยบายคือ สช. มีประเด็นสำคัญที่เก็บเกี่ยวจากเวทีนี้ได้ คือการ
สานพลังหน่วยงานวิจัยกับหน่วยงานใช้ความรู้ไปขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นยุทธศาสตร์ในลักษณะ
Policy-link Research ซึ่งต้องเริ่มจากการระดมความคิดหาโจทย์เชิงระบบร่วมกันของหน่วยงานทั้งสอง
ด้าน โดยอาจจัดเวทีผู้เชี่ยวชาญทัง้ใน-นอกประเทศและผู้มีความรู้ มีบทบาทเชิงระบบมาช่วยกันกำหนด
โจทย์ในissueสำคัญแล้วจึงไปหานักวิจัยที่เหมาะสม โดยอาจเชื่อมประสานกับสถาบันทางวิชาการ มุ่ง
แสวงหานศ.ปริญญาเอกที่สนใจ งานวิจัยเช่นนี้นอกจากจะตอบโจทย์ได้ตรงในลักษณะงานวิจัยแบบ
ปลายทางที่นำไปใช้ได้แล้ว ยังอาจสะท้อนให้เห็นส่วนขาดของความรู้พื้น ฐานที่ต้องวิจัยเพิ่มเติมด้วย
ผู้เขียนเห็นว่า สช.กับสวรส.และเครือข่ายสถาบันควรเริ่มคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังก่อนเชื่อมโยงกับภาคีอื่นใน
อนาคต
ในช่วงเวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมงที่ได้มีโอกาสร่วมเวทีBellagio แบบไทยครั้งนี้มีคุณค่าอย่างยิ่ง อ.ประเวศ
สอนให้เห็นความสำคัญของจินตนาการ และการตีประเด็นให้แตกที่ไม่ใช้สมองและใจไปวางอย่าง
เคร่งเครียดจนจมลึก แต่ใช้การคุยแบบลึกแต่สบายๆให้ทางออกนั้น ผุดบังเกิดขึ้น มาเองอย่างน่ามหัศจรรย์
การเรียนรู้ครั้งนี้ช่วยให้เห็นคุณค่าแห่งการสั่งสมประสบการณ์ของอาจารย์ทุกท่านที่สะท้อนผ่านความ
แหลมคมของข้อเสนอ แต่ใส่ใจในความละเอียดอ่อนเชิงกระบวนการอย่างยิ่ง เช่น บทบาทของ Convener
หรือการพูดคุยที่ดี จนถึงเทคนิคในการจัดประชุม เชิญประชุมที่จะทำให้ผู้ได้รับเชิญสนใจเข้าประชุม ซึ่งเป็น
สิ่งที่ต้องสะสมและเอาใจใส่แม้เรื่องที่ดูเผินๆจะถูกมองว่าไม่ใช่สาระหลัก ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์
วิจารณ์ซึ่งเป็นผู้ให้โอกาสคนทำงานเล็กๆเช่นผู้เขียน และยังกระตุ้นให้AARลงblogครั้งนี้ค ะ
(มสช.-มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สวรส. – สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สปสช. – สำนักงานหลักประกัน
สุขภาพ สสส. – สักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สช.-สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพ
แห่งชาติ)
เรียนรู้จากbellgiothai
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
โรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) · 16 มิ.ย. 2551
นาย เอกราช แก้วเขียว · 16 มิ.ย. 2551
ครูอ้อย แซ่เฮ · 16 มิ.ย. 2551
nana · 16 มิ.ย. 2551
คณะนิติศาสตร์ ม.นเรศวร · 16 มิ.ย. 2551