บายศรีสู่ขวัญ

 

           วันนี้เป็นวันที่ 14 มิถุนายน 2551 อันเป็นวันเสาร์กลางสัปดาห์ที่อากาศค่อนข้างจะแปรปรวน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝน รวนเรเสียจนตั้งตัวไม่ทัน มันดูคล้ายสตรีวัยหมดระดูที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวนั่นแหละ ผมได้ย้อนรอยเข้าไปในอดีตอีกครั้ง อดีตที่คิดถึงทีไรก็ต้องมานั่งบันทึกอีกหน

            เมื่อครั้งที่ผมเข้ามาเรียนเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในปี พ.ศ. 2533 นั้น ในเดือนแรกของการเรียนนับว่าเป็นเดือนที่โหด โหดที่ต้องร่วมกิจกรรมอะไรต่างๆมากมาย ตั้งแต่ประชุมเชียร์ ที่ต้องไปยืนเข้าแถวให้พี่ๆด่าอยู่หน้าอาคารบริหารคณะแพทย์ ด่ากันทุกวัน ตั้งแต่ 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่ม นี่ยังไม่นับที่ต้องไปยืนเข้าแถวกันตั้งแต่ 6 โมงเย็น สงสารสาวๆที่ต้องยืนพร้อมกัน เพราะเธอเหล่านั้นสวมกระโปรง ในช่วงเวลาโพล้เพล้เช่นนั้นก็เป็นช่วงเวลาอาหารเย็นของบรรดาเหล่ายุงทั้งหลาย ที่ต่างพากันกรูเข้าไปหาเลือดดื่มกินกันอย่างอิ่มหนำ ก็จะที่ไหนซะอีกถ้าไม่ใช่ใต้กระโปรง น่าสงสารยิ่งนัก

            พี่ๆด่าเราได้ก็ช่วงเย็นถึงค่ำเท่านั้นแหละ ทว่าหลัง 4 ทุ่มไปแล้ว พวกเราน้องปี 1 ก็จับกลุ่มกันด่ารุ่นพี่เสียแหลกลาญ บางคืนก็ล่วงไปจนถึงตี 3 เป็นอันว่าบรรลุจุดประสงค์ของรุ่นพี่ที่ทำให้เรารู้จักสนิทสนมกันได้โดยเร็วที่สุด 

            ตลอด 2 สัปดาห์แรกนั้น เราถูกรับน้องใหม่เกือบทุกสัปดาห์ จนล่วงมาสัปดาห์สุดท้าย วันที่ต้องเดินออกจากห้องเชียร์ไปรวมกันบริเวณลานพระรูปพระราชบิดา เพื่อให้พี่ๆด่ากันอีกรอบใหญ่ แต่ลงท้ายด้วยการมอบและผูกเน็คไทร์ให้น้องๆ ฉากนี้เรียกน้ำตาบางคนได้จริงๆ แต่นั่นก็ยังไม่จบ เพราะเมื่อออกจากลานพระรูป พี่ๆก็ยังคงต้อนให้เราเดินแถวเรียงหนึ่งไปทางโรงพยาบาล ออกไปทางด้านหลังผ่านหอพักบินหลา 2 เลี้ยวซ้ายเดินไปตามฟุตบาท ผ่านหอพักประสานใจ 1, 2, 3 ผ่านสระน้ำที่มีศาลากลางน้ำ มองไปทางขวาก็เห็นอาคารเล็กๆ ตะคุ่มๆอยู่ตรงนั้น มีลานจอดรถรถอยู่ด้านหน้า แต่ที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจมากที่สุดก็เห็นจะเป็นแสงเทียนแวบวับสลับแสงไปมาทำให้บริเวณมืดๆนี้สว่างไสวไปจนทั่ว เราเห็นพี่ๆจุดเทียนยืนเรียง 2 แถว ตั้งแต่ลานจอดรถ ตลอดจนลึกเข้าไปในตัวอาคารที่พวกผมทราบมาว่ามันคืออาคารนันทนาการของคณะแพทย์ หรืออีกชื่อหนึ่ง โวค คือชื่อของมัน พี่บางส่วนขึ้นไปยืนบนหลังคา และส่วนมากยืนในตัวอาคาร

            เมื่อเดินใกล้เข้ามาก็ได้ยินเสียงบรรดาพี่ๆทั้งหลายร้องเพลงอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่เพลงเชียร์ที่เราเคยได้ยิน มันช่างไพเราะเสียเหลือเกิน ด้วยรักนี้ พี่ให้แด่น้อง ห้องทุกห้อง ดวงใจพี่ให้หมดสิ้น คำทุกคำ แพทยศาสตร์สงขลานครินทร์ ยังได้ยินก้องหทัย ยังได้ยินก้องหทัย.......... น้ำตาแทบไหลเมื่อได้ยิน พี่ร้องได้เพราะ สงบ ซึ้ง บอกไม่ถูกจริงๆครับ

            เราถูกต้อนด้วยแถวของพี่ให้เดินเข้าไปในอาคารนันทนาการ คณะแพทย์ ซึ่งในที่นั้นมีอาจารย์นั่งรอเราอยู่เป็นวงกลม ที่กลางวงมีพานใหญ่วางอยู่ มีพราหมณ์นั่งอยู่อีก 1 คน เมื่อพวกเรานั่งลง เพลงที่พี่ๆร้องก็จบ พราหมณ์จึงเริ่มกล่าวคำเรียกขวัญ เป็นภาษาอีสาน

            นี่ก็คือที่มาของพิธีการ บายศรีสู่ขวัญ เรียกขวัญของน้องๆปี 1 ที่มาจากต่างทิศ ต่างโรงเรียน ให้มาอยู่รวมกันเป็นขวัญสงขลานครินทร์ แล้วอาจารย์ก็ผูกด้ายขาวที่ข้อมือของพวกเราพร้อมการเอ่ยต้อนรับ นั่นเป็นสุดยอดของพิธีรับน้องใหม่ที่ผมให้เป็นเบอร์หนึ่งตลอดกาล

            ทราบมาว่าเพลงที่พี่ๆร่วมกันร้องนั้น เขายกให้เป็นเพลงศักดิ์สิทธิ์ของคณะ เป็นเพลงที่น้องปี 1 ห้ามร้อง ทั้งหมดมีอยู่ 2 เพลงซึ่งผมจำชื่อไม่ได้แล้ว เขาเล่าว่า มีพี่คนหนึ่งซึ่งอยู่รุ่น 4 แต่งเอาไว้ เขาเรียนไม่จบเพราะมีปัญหาทางจิต เพลงนี้ใช้ในงานรับน้องมาตลอดตั้งแต่ไหนแต่ไรมา นั่นจึงเป็นเหตุผลอันชอบธรรมที่ห้ามปี 1 ร้องกัน

            จบงานนี้ก็เป็นการแสดงต้อนรับน้องจากรุ่นพี่ๆปีต่างๆ อาจารย์ก็มีการแสดงด้วยเช่นเดียวกัน ตบท้ายด้วยการเปิดดิ้สโก้เทค บรรยากาศบ้านๆน่าประทับใจ แล้วเราก็ถูกพาให้ขึ้นหอพักสำหรับนักศึกษาแพทย์บินหลา 1 และ 2 เพื่อนอนกับบรรดาพี่รหัสของตนเอง

            เช้าวันรุ่งขึ้นจึงเข้าใจ ว่าการถูกรับน้องแบบหมู่นั้นเป็นเช่นไร เราถูกนำให้เดินไปทางถนนคณะทรัพย์ตั้งแต่ตี 5 ออกไปจนถึงอ่างน้ำ แล้วก็เริ่มถูกรับน้องเรียงตามชั้นปีของพี่เลย ทั้งเหนื่อย ทั้งเจ็บใจที่ถูกหลอกให้ตายใจไปเมื่อคืน ทั้งสกปรก ทั้งลามก แต่ไม่มีใครบาดเจ็บหรือตาย จะมีตายอยู่อย่างเดียวก็คือเสื้อขาวตัวโปรดที่ใส่ไป เพราะมันไม่เคยมีสีขาวสะอาดอีกเลยนับจากนั้น

            มาจนบัดนี้ ปีที่เป็นอาจารย์แพทย์อยู่ที่นี่มา 8 ปี ผมได้มาร่วมงานบายศรีสู่ขวัญอีกหลายครั้ง ปีนี้หรือวันนี้ เป็นครั้งแรกที่เขาย้ายมาจัดที่หอพักใหม่ที่มีชื่อว่า บินหลา 4 ผมแบกเจ้าตัวเล็ก 2 ตัวมาร่วมงานด้วย

            ผมและลูกมาถึงงานราว 18.30 น. ตอนนั้นเด็กๆปี 1 กำลังถูกต้องให้เดินเข้าตึกด้วยแถวของพี่ๆเช่นเคย พี่ๆจุดเทียนเหมือนทุกๆปี แต่ที่ผมรู้สึกแปลกไปก็คือเสียงเพลงที่ไม่ใช่เพลงที่เราเคยฟังมาแต่เก่าก่อน น่าจะเป็นเพลงที่ถูกแต่งขึ้นมาใหม่ ผมไม่ได้มาร่วมงานประมาณ 2-3 ปี เข้าในงานวันนี้เลยประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้น บอย นักศึกษาแพทย์ที่รู้จักได้พาไปพักผ่อนอยู่ที่ชั้น 2 รอจนมีอาจารย์มาหลายคนและเมื่อได้เวลาเราก็ถูกเชิญลงไปข้างล่าง และออกไปอยู่หน้าตึก เมื่อพร้อมเพรียงกัน นักศึกษาแพทย์ประมาณ 10 คนที่แต่งกายชุดไทยสวยงาม คนหนึ่งแบกพานพุ่มบายศรีเอาไว้ ก็เดินนำเหล่าบรรดาอาจารย์ทุกท่านเดินเข้าไปในลานพิธีในตึกบินหลา 4

            งานวันนี้ไม่มีพราหมณ์เหมือนเคย อาจารย์กันยิกา ซึ่งเป็นรองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาจุดธูปเทียน กราบพระ ให้พร ก็เป็นอันเสร็จ ตามมาด้วยรำบายศรี ที่นักศึกษาแพทย์รำเองอย่างสวยงาม ท่านคณบดีกล่าวต้อนรับ แล้วเราก็ผูกข้อมือลูกศิษย์ปี 1 จากนั้นก็ปิดท้ายด้วยเหล่าบรรดารุ่นพี่ที่กรูกันเข้ามาเพื่อเอาด้ายที่เหลือมาขอให้อาจารย์ผูกข้อมือด้วยอีกหน ผมเองก็เจอพวกปี 2 ที่ต่างเข้ามาหาเพราะว่าเรารู้จักกันเมื่อครั้งไปเขาพรายดำเมื่อปลายเดือนที่แล้ว

กระทั่งราวๆ 2 ทุ่มก็ได้แยกย้ายจากกันไป

รู้สึกคิดถึง ระลึกและโหยหาความหลัง จนต้องมานั่งแหกตาเขียนเรื่องราวยามดึกตอนนี้ สองยามแล้ว ผมก็ยังไม่รู้สึกง่วงนอน คุยกับจิ๋มเรื่องเพลงรับน้อง พยายามร้องกันสองคนแต่ก็ไม่จบ เพราะมันเลือนไปนานแล้ว อีกเพลงนั้นเราจำเนื้อร้องและทำนองไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ไม่เป็นไร หากใครที่เป็นศิษย์เก่า เคยผ่านประสบการณ์แบบเดียวกันมาก่อน ใครยังคงจำเพลงได้ก็กรุณาเถอะครับ มาช่วยกันเติมแต่งความทรงจำของเราทั้งคู่ จักเป็นพระคุณยิ่ง