อันเนื่องมาจากน้องกาเหว่าตั้งคำถามตามชื่อหัวเรื่อง ผมจึงขอมาตอบเป็น สาระ Blog นี้ครับ   เพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไป จึงขออธิบายโดยสรุปถึงพัฒนาการของงานพัฒนาชนบทโดยองค์กรพัฒนาชนบท ดังนี้

 

1)           บนฐานสังคมไทยเรามีวัฒนธรรมการช่วยเหลือ การสงเคราะห์ การให้ การบริจาคฯลฯ ซี่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเอื้ออาทร ทุนทางสังคม..

 

2)           ในอดีตนานมาแล้ว เกิดสมาคมสงเคราะห์ขึ้นมากมาย เมื่อถึงน้ำท่วม ฝนแล้ง หนาว ไฟไหม้ ฯลฯ สมาคมเหล่านี้ก็ออกไปสงเคราะห์ หน่วยงานราชการออกไปสงเคราะห์ เอกชนออกไปสงเคราะห์ คือการออกไปช่วยเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

 

3)           เมื่อบ้านเมืองพัฒนาไป เกิดมีนักวิชาการ ผู้นำความคิดออกมาวิภาควิจารณ์การพัฒนาสังคมว่า คนจนมีมากมาย โดยเฉพาะชนบท แต่ทำไมถึงแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้สักที ต่างออกมาวิเคราะห์ว่า เพราะการแก้ปัญหาไม่ถูกที่ถูกจุด และการสงเคราะห์ก็ไม่ได้แก้ปัญหาความยากจนที่แท้จริง ต้องปรับวิธีคิดใหม่ในการแก้ปัญหาความยากจน

 

4)           ผู้ที่เป็นผู้นำการปรับเปลี่ยนวิธีการการแก้ไขปัญหาชนบทนั้น คือ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ท่านก่อตั้ง Thailand Rural Reconstruction Movement (TRRM) หรือที่เรียกว่า โครงการบูรณชนบทแห่งประเทศไทย ที่จังหวัดชัยนาท โดยนำหลักการมาจาก Philippines Rural Reconstruction Movement (PRRM) ที่มี ดร. Y.C James Yen เป็นผู้นำความคิด ซึ่งนำเสนอคำว่า Credo อันเป็นหลักการทำงานเพื่อการพัฒนาชนบท ดร. Yen เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับรางวัล The Ramon Magsaysay ในปี 1960(ท่านที่สนใจรายละเอียด ดร. Yen กรุณาดูที่ IIRR ผ่าน Google ได้ครับ) วิธีการของท่านนั้นจะไม่สงเคราะห์ชุมชน แต่จะสร้างนักพัฒนาเข้าไปทำงานกับชาวบ้าน ไปหาประเด็นปัญหากับชาวบ้านแล้วร่วมกันสร้างกระบวนการแก้ปัญหาความยากจนกันขึ้นทั้งในด้านการเกษตร อนามัย ทุน โดยผ่านระบบกลุ่มต่างๆ ฯลฯ  ผู้ที่เข้าร่วมการทำงานกับโครงการนี้ที่ชัยนาท ปัจจุบันคือพี่ใหญ่ของ อพช. หลายท่าน คนหนึ่งคือ พี่บำรุง บุญปัญญา หรือพี่เปี๊ยกของเรา  ที่นี่

 

5)           ช่วง 14 ตุลาคม 2516 ได้สร้างบรรยากาศในสถาบันการศึกษาให้มาสนใจการบ้านการเมืองสูงสุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้อุดมการณ์ ทางการเมืองพุ่งขึ้นสูงมาก รวมทั้งแนวความคิดในการแก้ไขปัญหาความยากจน นี่เป็นจุดสร้างให้คลื่นนักศึกษาจำนวนมากมายออกชนบทด้วยอุดมการณ์ เข้าไปเพื่อร่วมในการคิดแก้ปัญหาความยากจน  แม้ว่าจำนวนมากในขณะนั้นเป็นการออกไปเพื่อศึกษาปัญหาชนบท และเขาเองก็ไม่มีประสบการณ์ในการเข้าร่วมแก้ปัญหาชนบท หลังจากนั้นก็เกิดกลุ่มนักศึกษาที่มีความตั้งใจสูงส่งที่เรียกว่า อุดมการณ์ เข้าทำงานกับองค์กรพัฒนาชนเมื่อจบการศึกษา ทั่วทุกภูมิภาค แม้งานค่ายในมหาวิทยาลัยก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมาก อาจจะเรียกว่า เป็นผลกระทบจากสาระที่สถาบันการศึกษาถกเถียงกัน ในเรื่องการพัฒนาสังคม

 

6)          หลังสงครามปลดแอกในอินโดจีน วงการพัฒนาชนบทเอกชน เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งปริมาณและคุณภาพ ในด้านคุณภาพหรือแนวคิด หลักการพัฒนาชนบทนั้นมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศมากมาย ทั้งจากอิสราเอล ที่เรียกว่า กิบบุช และโมชาร์ป  จากประเทศศรีลังกาที่เรียกว่าซาโวดายา  จากเกาหลีใต้เรียกเซมาเอิล อัลดงจากบลังกาเทศที่เรียกกรามินแบงก์องค์กรพัฒนาเอกชนที่เป็นแนวหน้าในขณะนั้นคือ  CCTD หรือสภาคริสจักรแห่งประเทศไทย และบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยหรือ TRRM

 

7)          เมื่อตั้งคำถามว่า องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานพัฒนา ทำแล้วเค้าได้อะไร จากฐานพัฒนาการดังอธิบายมานั้น จะเห็นว่า ยุคแรกๆขององค์กรพัฒนาชนบทนั้น ต่างลงไปทำงานด้วยอุดมการณ์  โดยไม่ได้คิดถึง ความก้าวหน้าในการทำงาน หรือไม่ได้คิดต้องการค่าตอบแทนที่สูงๆ จนเมื่อทำงานไปหลายปี เข้าก็มีการหยิบประเด็นความมั่นคงของคนทำงานพัฒนาชนบทมาคุยกัน ช่วงหนึ่งถึงกับมีการตั้งกองทุนนักพัฒนาขึ้น  แต่ก็ไปไม่รอด

 

8)         ในช่วงต่อมา วงการพัฒนาชนบทในประเทศไทยได้รวมตัวกันในระดับภูมิภาค ตั้งเป็น คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาชนบทเอกชน หรือ กป.อพช.ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบน ภาคใต้ และ กป.อพช.แห่งชาติ วงการได้ยกระดับกระบวนการพัฒนาชนบทที่สอดคล้องกับท้องถิ่น ชุมชน ภูมิภาคของเราเองอย่างมากมาย การนำเข้าประสบการณ์งานพัฒนาจากต่างประเทศลดน้อยลง  ตรงข้ามต่างประเทศมาศึกษาดูงานบ้านเรามากขึ้น เช่น งานด้านพัฒนาสาธารณสุขมูลฐาน การวางแผนครอบครัว ประเทศกำลังพัฒนาในอัฟริกามาศึกษาดูงานบ้านเราเยอะ 

 

9)          ในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ มีการตั้งคณะหรือภาควิชาพัฒนาชุมชนขึ้นเพื่อผลิตนักศึกษาออกไปทำงานพัฒนาชนบททั้งในระดับปริญญาตรี โท บางแห่งมีถึงระดับปริญญาเอก บัณทิตสาขานี้จำนวนมากก็ไปทำงานกับองค์กรพัฒนาชนบทเอกชน ที่ตั้งคำถามนี่แหละ

 

10)      มาถึงปัจจุบันงานพัฒนาชนบทเป็นอาชีพหนึ่ง เหมือนกับอาชีพอื่นๆไปแล้ว มิใช่อาสาสมัครเหมือนในยุคแรกๆ ต่างกันตรงที่จะเลือกสังกัดหน่วยงาน ซึ่งก็มีหน่วยงานของรัฐบาล ก็เป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำ หรือ องค์กรพัฒนาชนบทเอกชน ทั้งในระดับเล็กๆ และใหญ่ๆ จนถึงระดับนานาชาติ เช่น Foster Parent Plan, Save the Children, Care, World Vision, ฯลฯ  

 

 

11)   สรุปเปรียบเทียบการทำงานพัฒนาชนบทโดยองค์กรพัฒนาเอกชนกับอาชีพอื่นๆดังนี้

 

 

 

12)      ทำงานนี้แล้วเค้าได้อะไร?  แต่ละคนอาจจะตอบคำถามนี้ต่างกัน แต่โดยอนุมาณจากการที่คลุกคลีกับวงการนี้มานานมากกว่า 30 ปี ผมเชื่อว่ามีคำตอบดังนี้  

 

·        หนึ่ง ได้ตอบสนองอุดมการณ์ของการตั้งใจทำงานเพื่อชนบท เพื่อคนยากจน

 

·        สอง  เป็นอาชีพที่เลือกเพื่อสนองอุดมการณ์ แม้จะไม่ได้ทำให้ร่ำรวย แต่ก็พออยู่ได้  จึงเป็นอาชีพเพื่อคนอื่นตามอุดมการณ์

 

·        สาม  ได้เรียนรู้ ได้พัฒนาความรู้เพื่อนำไปร่วมกับประชาชนที่ยากจนแก้ปัญหาของครอบครัว ของชุมชน รวมทั้งเสนอแนวคิด ประสบการณ์เพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไป

 

หากท่านต้องการความร่ำรวย เส้นทางนี้คงไม่ใช่

หากท่านต้องการยศ ตำแหน่ง เส้นทางนี้คงไม่ใช่

แต่ถ้าท่านต้องการเรียบง่ายพอมีพอกิน

และมีความสุขที่เห็นกลุ่มคนเป้าหมายเติบโต

มีส่วนกระตุ้นให้คนยากจนเกิดการแก้ปัญหาของเขาได้

งานพัฒนาชนบท... มีที่ว่างมากมายสำหรับ ท่านที่สนใจอาชีพนี้

  

(ทั้งหมดนี้ทำการสรุปแบบคร่าวๆ มีรายละเอียดมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง รวมทั้งการพัฒนาการต่างๆก็ไม่ได้ใส่ช่วงเวลาไว้ เพราะเพียงทบทวน ไม่ได้ค้นคว้าอ้างอิงเลยครับ)