เวลา ๐๙.๐๐ น. ถึงห้องบรรยายวิชามนุษย์กับการดำเนินชีวิต วันนี้เป็นวันแรกของการเปิดภาคการศึกษาที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ ปฐมฤกษ์โดยนักศึกษาวิชาเอกการจัดการการบิน

วิชามนุษย์กับการดำเนินชีวิต เป็นวิชากลุ่มพื้นฐานทั่วไป เนื้อหามาจาก ๒ วิชาเก่า (พื้นฐานมนุษยศาสตร์) คือ ๑) วิชาความจริงของชีวิต เป็นวิชาในกลุ่มปรัชญาและศาสนา ๒) วิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน เป็นวิชาในกลุ่มจิตวิทยา

ปีการศึกษานี้ มีการจัดการเรียนการสอนโดยแบ่งครึ่ง หมายความว่า ในหมู่เรียนหนึ่งหรือห้องเรียนหนึ่งๆ เนื้อหาใดที่เกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา และสังคม เนื้อหานั้นจะให้อาจารย์กลุ่มวิชาปรัชญาและศาสนาเป็นผู้ทำหน้าที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ แต่ถ้าเนื้อหาที่เกี่ยวกับจิตวิทยา ก็จะให้อาจารย์กลุ่มจิตวิทยาเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามนโยบายที่วางไว้เดิมที่ว่า วิชาพื้นฐานทั่วไปไม่ใช่วิชาของเอกใดเอกหนึ่ง หากใครคิดว่ามีความสามารถที่จะสอนก็สมัครเข้ามาเพื่อรับผิดชอบวิชาได้ อย่างวิชาการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ก็จะมีอาจารย์เอกคอมพิวเตอร์มาสอนด้วย แต่ดูเหมือนว่าวิชาพื้นฐานทั่วไปกำลังกลายเป็นการเดินกลับไปสู่สิ่งเดิม

เข้าใจว่า วิชากลุ่มพื้นฐานทั่วไป (GE) น่าจะสร้างปรากฏการณ์บางอย่างให้กับมหาวิทยาลัยอื่นๆ หากเราไปดูหลักสูตรของมหาวิทยาลัยต่างๆ จะพบว่า บางมหาวิทยาลัยยังคงรักษาไว้ซึ่งวิชาพื้นฐาน อย่างสังคมวิทยาเบื้องต้น กฎหมายเบื้องต้น ที่ไม่ใช่ในคำว่า "บูรณาการ" มันเป็นไปได้หรือไม่ว่า สิ่งที่เรากำลังบูรณาการนั้น มันไม่ใช่บูรณาการที่ตรงกับเจตจำนงค์ของ "บูรณาการ" มันเป็นการทำลายวิชาพื้นฐานเดิมหรือไม่ เพราะการบูรณาการน่าจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราเข้าถึงสาขาวิชาของแต่ละสาขาเป็นอย่างดีแล้ว อาจมีข้อโต้นแย้งว่า อย่างไรก็เป็นวิชาพื้นฐานในกลุ่มมนุษย์ฯ กลุ่มสังคม และ/หรือ กลุ่มวิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงไม่ควรจะกังวลเรื่องนี้ เพราะถ้าอยู่ในกลุ่มใดๆ เมื่อนำไปเทียบโอนก็เทียบโอนในฐานะเป็นกลุ่มเดียวกัน แม้จะไม่ใช่วิชาเดียวกันหรือคำอธิบายรายวิชาจะต่างกัน

เกี่ยวกับวิชานี้ แต่ละหลักสูตร/สาขาวิชาที่มีชื่อต่างกัน เมื่อไปดูคำอธิบายในบางรายวิชา ช่างเหมือนกันเหมือนแกะขาว เพียงแต่ตัวหนึ่งอาจถูกทาแป้งใหม่ อีกตัวหนึ่งยังคงรูปเดิม ทำให้มีความคิดว่า ถ้าคำอธิบายรายวิชาเหมือนกัน หรือใกล้เคียงสอดรับกัน ประโยชน์อะไรกับการสูญเสียทรัพยากรบุคคลไปกับการแยกกลุ่มเพื่อการเรียนคนละห้อง แต่ละห้องคนละคนรับผิดชอบ

ก่อนนั้นมีความคิดน่าสนใจ โดยที่ให้อาจารย์แต่ละคนสังกัดคณะ โดยไม่สังกัดกับหลักสูตร ประโยชน์ที่จะเกิดคือ อาจารย์ท่านเดียวกันสามารถที่จะไปสอนหลักสูตรไหนก็ได้ ถ้าวิชานั้นเป็นวิชาเชี่ยวชาญหรือสายตรงของอาจารย์ แนวคิดนี้เกือบจะเกิดผล แต่ก็ต้องพ่ายแพ้วิถีเก่าคือ เคยสังกัดภาค/โปรแกรมวิชา ก็จะจำกัดอยู่เฉพาะผู้อยู่ในโปรแกรม ครั้นจะไปขอความร่วมมือจากโปรแกรม/ภาคอื่น ก็ให้รู้สึกว่า เขาไม่ใช่เราไป นี้เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์รายวิชา

อย่างไรก็ตาม การเข้ารับผิดชอบห้องบรรยายวันนี้ ผู้รับผิดชอบวิชามีความผิดพลาดดังนี้

๑) เข้าใจว่านักศึกษา กว่าจะมาก็ ๙ โมงเช้า ไม่ใช่ ๘.๓๐ น.อย่างที่ตั้งไว้

๒) แผนการจัดการเรียนรู้ประจำวัน ไม่สามารถดำเนินการไปได้ทั้งหมด สาเหตุคือ ผู้รับผิดชอบลืม ทั้งที่เตรียมอุปกรณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว กิจกรรมนั้นคือ การเขียนเรียงความเรื่อง "เราควรปฏิบัติตนอย่างไรกับสังคมปัจจุบัน"

สิ่งที่ผู้รับผิดชอบต้องแก้ไขคือ ๑) ต้องมาให้ตรงเวลา ๘.๓๐ น. ไม่ใช่ ๘.๓๑ น. หรือ ๐๙.๐๐ น. ๒) มีสติ เรียบเรียงรายละเอียดอย่างให้ตัดลัดจนขาดตอนไป เมื่อวางแผนไว้แล้วก็ควรดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ยกเว้นมีเหตุจำเป็น ด้วยว่า "การลืม" ไม่ใช่เหตุจำเป็น หากแต่เป็นความบกพร่องของผู้รับผิดชอบวิชา

บันทึกบรรยากาศ

ผู้รับผิดชอบฯเดินผ่านประตูแรกของห้องบรรยาย เป็นห้องใหญ่เฉพาะหมู่เรียนพิเศษๆเท่านั้น (ชั้นของการเรียนยังมีการจำแนก แสดงให้เห็นถึงชั้นของคนในวงการศึกษาที่ยังไม่ทิ้งคราบแห่งศักดินาอันเป็นผลสืบเนืองจากระบบและวิถีเดิม) มองเห็นนักศึกษานั่งพร้อมอย่างเรียบร้อย ซึ่งหาไม่ได้ง่ายนักกับภาพแบบนี้ ห้องนี้มีทั้ง LCD เครื่องขยายเสียง กล่าวได้ว่า "พร้อมกว่าห้องอื่นๆ" ผู้รับผิดชอบวิชา รู้สึกผิดพอสมควรกับการมาไม่ใช่เวลา ๐๘.๓๐ น. "เราไม่ควรให้ผู้อื่นต้องมานั่งรอเช่นนี้"

วันนี้เป็นวันแรก จึงอธิบายภาพกว้างๆ ของวิชา ตลอดถึงกิจกรรมอะไรบ้างที่เราจะต้องเรียนรู้ ในสัปดาห์ทำอะไร ในบางครั้งผู้รับผิดชอบวิชาพยายามเหลือเกินที่จะให้เกิดเสียงหัวเราะ แต่ถ้อยคำที่ใส่ลงไปไม่ได้ทำให้เกิดความเฮฮาใดๆ ดูเหมือนว่า ห้องนี้ต้องเน้นที่เนื้อหามากกว่าความเฮฮา นั้นคือคำตอบที่มีอยู่ในใจ เพราะเมื่อสังเกตแล้ว แววตาของแต่ละคนคล้ายกับเมามันกับความรู้มากกว่า "ได้เลย คนแบบนี้แหละที่ฉันชอบนัก งั้นมันต้องบ้ากันสักหน่อยเป็นไร" หลังจากอธิบายรายละเอียดเป็นที่เรียบร้อย ถึงถามคำถามเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวิชา ดูเหมือนว่า วิชาศาสนา เป็นวิชาที่ถนัดสำหรับผู้เรียน ส่วนจิตวิทยาและปรัชญานั้น คงต้องเพิ่มเติมให้มาก ในตอนสุดท้ายก่อนแยกย้ายออกจากห้อง ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มกันเอง พึงพอใจจะอยู่กับใครกลุ่มไหนก็เลือกได้ตามอัธยาศัย

บ่าย ๓ โมง ผู้ประสานวิชาคนที่ ๒ เรียกประชุมเพื่อซักซ้อมในการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างคน ๒ กลุ่มคือ จิตวิทยาและปรัชญา-ศาสนา ผู้เขียนตั้งใจไว้ว่า วันนี้ไม่ขอพูดอะไร หากที่ประชุมต้องการให้ทำอะไรก็จะปรับทุกอย่างให้สอดรับกับความเห็นของที่ประชุม

ในที่ประชุม โดยรับร่างที่กำหนดไว้คือ มีการสอบความรู้กลางภาค ๒ ครั้งๆ ละ ๖๐ ข้อ รวม ๕๐ คะแนน อีก ๒๐ คะแนนแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน กล่าวคือ จิตวิทยา ๑๐ ปรัชญาและศาสนา ๑๐ เพื่อเป็นคะแนนจิตพิสัยตามถนัด การสอบความรู้ปลายภาค ๓๐ คะแนน

กรณีการสอน ๒ คนต่อห้อง/กลุ่ม เป็นเรื่องยากที่นักศึกษาจะจับทางอาจารย์ได้ เพราะเมื่อเนื้อหาของท่านใดหมดไป ท่านนั้นก็ไม่มาสอนอีก แต่เป็นเรื่องที่ดีเมื่อให้ผู้มีความรู้สายตรงมารับผิดชอบเนื้อหา นักศึกษาจะได้เนื้อหาที่ตรงจริง ตลอดถึงรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆด้วย เรื่องนี้ ผู้เขียนเคยเรียนวิชา "ศาสนาเปรียบเทียบ" เป็นสิ่งที่ดีกับการที่ได้คนจากศาสนานั้นๆ มาสอน แต่เสี่ยงกับ "ทางมวย" และอาจเป็นผลเสียอีกนิดหนึ่ง (ถ้าเรื่องนี้สำคัญก็เสียมาก) กรณีที่อาจารย์ท่านนั้นไม่สามารถจะอยู่ดูพฤติกรรมของผู้เรียนได้ตลอดภาคการศึกษา วิชาที่เกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ ดูจะได้สาระที่เป็นจริงค่อนข้างยากทีเดียว

หมายเหตุ กรณีห้องเรียนที่รับผิดชอบโดยผู้สอนคนเดียว ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์นี้ ผู้รับผิดชอบจะดำเนินการเพื่อสอดรับหรือไม่สอดรับก็ได้ เพราะแนวคิดการสอนวิชาเดียว ๒ คนนั้น เพื่อแก้ปัญหาหลักคือ ช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถจะสอนส่วนใดส่วนหนึ่งได้

ความสุขจากการได้ทำหน้าที่วันนี้ สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ อพฺยากตา โหนฺตุ อนีฆา โหนฺตุ สุขี อตฺตานํ ปริหารนฺตุ....ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข