• มักจัดลำดับความสำคัญไม่ถูก แต่สามารถเป็นผู้ไกล่เกลี่ย เป็นนักเจรจาต่อรองที่ดี ทำให้การทำงานเป็นทีมร่วมที่ดี โลกทัศน์ของเขาคือโลกมองข้ามเรา คนอื่นสำคัญกว่า ความใส่ใจของเขาอยู่ที่การกลมกลืนกับสิ่งรอบตัว ความต้องการของคนอื่น ลักษณะทั่วไป เป็นคนที่มักละเลยกับความสำคัญของตนเอง การเลือกไม่ได้ ไม่รู้ความต้องการของตัวเอง การดื้อเงียบ

รู้ลักษณ์ รับตัวตน

ได้ลักษณ์ประจำตัวแล้วก็ให้เข้าใจและยอมรับตัวเอง ประโยชน์ของนพลักษณ์ในเบื้องต้นคือ เข้าใจตัวเอง แต่ก็มีที่บางคนไม่ชอบลักษณ์ตัวเอง อยากเปลี่ยนตัวเอง ผู้อบรมเรื่องนพลักษณ์เล่าประสบการณ์ครั้งแรก เมื่อเริ่มรู้จักลักษณ์ ที่ทำให้มองตนเองอย่างแจ่มชัดมากขึ้น

"ตอนที่ตัวเองไปอบรมครั้งแรกเมื่อ 5-6 ปีก่อน แปลกใจมากที่ลักษณ์ของเราอธิบายตัวเราเองได้ทั้งหมด ทั้งวิธีนึกคิด วิธีมอง วิธีปฏิสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น เราอยู่ลักษณ์ 5 เป็นฝ่ายสังเกต เวลาทำอะไรต้องรวบรวมประมูลข้อมูลออกมาถึงแสดงความเห็นออกมาได้ ตอนแรกที่เจอก็แปลกใจ พอตอนหลังโล่งอกไปเรื่อยๆ พอเจอคนลักษณ์เดียวกับเราหรือลักษณ์อื่น ซึ่งไม่น่าเชื่อที่ว่ามีโครงสร้างที่ร่วมกันได้ถึงขนาดนั้น"

ต่อคำถามก็เกิดขึ้นจนได้ว่า ในเมื่อเราเข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่นแล้ว แต่ปัญหาคือเราเปลี่ยนผู้อื่นไม่ได้ ข้อด้อยของตัวเองบางทียังค่อยๆ ปรับได้ แต่คนอื่น เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้ ผู้ศึกษานพลักษณ์ไขข้องใจว่า

"จุดสำคัญที่สุดของการศึกษานพลักษณ์ คือการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับหลักพุทธศาสนาที่ว่า คือเราไม่สามารถไปจัดการหรือเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้ ตัวของเขาเองต้องเป็นคนค้นพบและตระหนักถึงจุดที่เป็นปัญหาของเขาและเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น เราเป็นเพียงกระจกสะท้อนแง่มุมบางอย่างได้เท่านั้น จุดเปลี่ยนแปลงต้องตัวคนนั้นเอง ในนพลักษณ์มีหนังสืออีกเล่มที่เราตั้งชื่อว่า แผนที่เข้าถึงตนเข้าถึงคน เมื่อเราเข้าถึงตัวเราเองแล้วเราจะเข้าใจคนอื่นๆ ยิ่งขึ้น จุดสำคัญคือเปลี่ยนแปลงตัวเอง บางคนคิดว่า นพลักษณ์มีปัญหาคือเอาเครื่องมือนี้ไปใช้เหมือนกับหรี่ตาให้คนอื่น เธอเป็นลักษณ์นี้แล้วเธอจึงเป็นอย่างนี้ แบบนี้ เหมือนเอาไปสรุป ความจริงเป็นโอกาสให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้นมากกว่า เวลาเราศึกษาแล้วจะรู้ว่ามูลเหตุจูงใจ วิธีกังวลหรือใส่ใจของคนแต่ละลักษณ์แตกต่างกันไป เราเองถ้าอยู่ศูนย์ หัวเราชอบคิดวิเคราะห์ ถ้าศูนย์ใจจะอยู่เรื่องความสัมพันธ์ มีพื้นฐานแตกต่างกันอยู่แล้ว เพียงแต่ทำให้เราเปิดใจยอมรับคนที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

บางคนถามว่าพอรู้ว่าอยู่ลักษณ์นี้แล้วไม่ชอบตัวเอง จะเปลี่ยนได้มั้ย ....จุดสำคัญคือเราต้องยอมรับตัวเองก่อน และทุกลักษณ์มีจุดมืด จุดเด่น ไม่มีลักษณ์ไหนที่ดีกว่า ดีที่สุด หรือเพียบพร้อม แต่พอเป็นลักษณ์เราแล้ว เราเห็นตัวเองมาก เราไม่อยากยอมรับตัวเอง เหมือนกับพอเราส่องกระจกเราเห็นจุดตำหนิ ข้อติ ด่างพร้อยของตัวเองแล้ว เราจะปรับตรงนั้นได้อย่างไร มีกระบวนการต่อไปอีก แต่เบื้องต้นเราต้องยอมรับตัวเองก่อนในสิ่งที่ตัวเองเป็นก่อน ถ้าเรารักและเมตตาตัวเองก่อน เราจะเปิดโอกาสให้ตัวเองมีการเปลี่ยนแปลงได้ มากกว่าปฏิเสธไม่ยอมรับ ซึ่งจะเป็นจุดมืดบอดต่อไป"

ในต่างประเทศ มีหนังสือของ Richard Roar ศึกษาเรื่องนพลักษณ์และจับเอาดารา-คนดังจนถึงระดับผู้นำประเทศ มาวิเคราะห์ถึงลักษณ์ประจำตัวเขา เช่น แม่ชีเทเรซ่า เขาวิเคราะห์ว่าเป็นลักษณ์ 2 เป็นผู้ให้และงานของท่านก็ทำให้เกิดการยอมรับ อดีตผู้นำเยอรมนี ฮิตเลอร์ จัดอยู่ในคนลักษณ์ 6 ในแง่ที่ว่ามีความกลัวเป็นแรงผลักดันประเทศ ประธานาธิบดีบุชไม่แน่ใจว่าตัดสินปัญหาด้วยความกลัวหรืออาจจะมีความหวาดระแวงเกินไป ตัวเอกจากหนังเรื่อง As Good As It Gets ที่แสดงโดย แจ็ค นิโคลสัน เป็นคนลักษณ์ 1 คือเนี้ยบ ช่างติวิพากษ์คนอื่นตลอดเวลาแต่ถ้าลองจัดลักษณ์ให้ท่านนายกฯ ทักษิณ มีคนวิเคราะห์อยู่ 2 ลักษณ์ ลักษณะที่โพล่งและตรงไปตรงมาหลายครั้งแบบวิจารณ์ไปก่อน น่าจะอยู่เบอร์ 8 บางคนบอกนายกฯ เรามุ่งความสำเร็จ มีเป้าหมายและสร้างภาพลักษณ์พอสมควร คิดว่าเป็นลักษณ์ 3 แต่ไม่เข้าไปคลุกคลีโดยตรงแต่รู้ว่าเป็นคนมีเป้าหมาย ทำอะไรแบบลงมือกระทำ ซึ่งเป็นไปได้ทั้ง 8 และ 3 ส่วนท่านอดีตนายกฯ ชวน เข้าข่ายลักษณ์ 1 แต่เขาก็บอกว่าไม่ให้ไปจัดลักษณ์ให้ใคร ถ้าไม่รู้จักอย่างถ่องแท้"

แต่ไม่ว่าเราหรือใครจะอยู่ลักษณ์ไหน เป็นคนอย่างไร เมื่อรู้เขารู้เรา เข้าใจตนเข้าใจคนอื่นแล้ว คุณค่าสูงสุดของการศึกษานพลักษณ์มีมากกว่านั้น

"คนรู้นพลักษณ์จะทำให้ตัวเองมีความสุขอยู่ในสังคม ในองค์กร กับเพื่อน ครอบครัว เกิดความเข้าใจและมีความสุขขึ้น แต่นพลักษณ์ในขั้นสูงกว่านั้นพูดถึงเรื่องกิเลส บารมีด้วย ถ้าเราทรานสเฟอร์จากกิเลสเข้าสู่บารมี คือสภาวะสูงสุดหรือหลุดพ้น เข้าหลักพุทธศาสนา ที่ว่าทำให้เราหลุดจากปัญหาต่างๆ หลุดจากสิ่งปรุงแต่งของลักษณ์เรา จนกระทั่ง เมื่อเราหลุดพ้นสู่บารมีที่สมบูรณ์ นั่นคือการเข้าสู่นิพพาน แต่ทุกวันนี้เราก็อาจเห็นบารมีน้อยๆ ที่ค่อยๆ สั่งสมอย่างที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า นิพพานน้อย ๆ คือเราเห็นกิเลส เรารู้ตัวอยู่ทุกขณะ เราก็สั่งสมทีละเล็กทีละน้อย เพราะเรายังอยู่ในสังสารวัฏ"

ที่มา:  เอื้อพันธุ์ ศรีสุนทร, กรุงเทพวันอาทิตย์  ปีที่ 16 ฉบับที่ 5539 (368) วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2546