(เออ..ตาหวาน หมู่นี้มนุษย์ทำไมวุ่นวายไม่จบสิ้นนะ)

 

มนุษย์ทุกคนต้องการความหวานชื่น แต่ทุกเรื่องจำเป็นต้องมีจุดพอดี

หวานอาจจะเป็นลม ขมอาจจะเป็นยา โบราณว่า..

บริโภคน้ำตาลมากๆ..นำไปสู่สารพัดโรค ..ยอดฮิต ฟันพุ เบาหวาน

ถ้าจะเสนอความคิดเห็นให้โดนใจผู้ฟัง

และให้สมประโยชน์ด้วย ไม่ใช่เรื่องง่าย

เราไม่ใช่นักโฆษณาประชาสัมพันธ์มืออาชีพ

ที่จะพูดเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้อย่างกลมกลืน

 

(ใครนะว่าหนูพูดฉอดๆ ไม่ใช่น้องจิโจ๊ะจังนี่จะคุยเก่ง)

ถ้าจะว่ากันตรงๆฉอดๆไม่ดูตาม้าตาเรือ..

ก็จะถูกมองว่า..ไม่มีศิลปะการถ่ายทอด

วิชาวางยาความคิด ผมไม่เคยเรียนจากที่ไหนเสียด้วย

ทำได้แบบทื่อๆกระโดกกระเดก แต่ก็มีกอดอบอุ่นเป็นของแถมนะขอรับ..

      

(เพื่อนร่วมโลกดูแลช่วยตัวเองได้ในสภาพธรรมชาติ แต่แพ้กิเลศมนุษย์จนสูญพันธุ์ไปมากแล้ว)

วันสิ่งแวดล้อมโลกเพิ่งผ่านไปหมาดๆ..ที่จริงเราเผชิญอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนมากขึ้นทุกวินาที หลายท่านตระหนักดี นักเคลื่อนไหวก็ออกมารณรงค์ชูป้าย นักวิจัยนักวิชาการหรือแม้แต่นักการเมือง ได้ออกมาเสนอความเห็นกันอย่างพร้อมเพรียง ล้วนน่าสนใจเป็นเหตุเป็นผลดี

      

(หนอนตัวนี้กำลังลอกคราบ ไม่มีกล้องตั้งถ่ายไว้ กลับมาเห็นแต่ซาก เสียดายๆ) 

ถาม.. ครบถ้วนเห็นหน้าเห็นหลังใช่ไหม?

ตอบ..มันยังอยู่ห่างหัวใจเหลือเกินลูกหลานเอ๋ย

เหตุมันเกิดที่ใจมากกิเลศ ความรู้สึกนึกคิด ผลประโยชน์เถื่อน และความรู้ไม่พอใช้ ประชาคมโลกยังไม่ลุกมาจับมือกันจัดวาระอุบัติเหตุโลก น้ำท่วมแผ่นดินไหว ก็โอดครวญกันไป ตายเน่าเป็นเบือก็เฉยๆ มันไม่ใช่ตัวฉันนี่หว่า มีหนี้สิน ทำมาหากินฝืดเคือง ก็ได้ยาชูกำลังใจ รัฐบาลจะประกันราคาข้าว ฝ่าเท้าจะต้องลุกมาอีก..ตอนนี้ยับยั้งขาไว้ แต่ในสมองไม่รู้คิดอะไร?

    

(ไม่เพียงมนุษย์หรอกนะที่รอดูทิศทางการจัดการโลกร้อน สัตว์ต่างๆก็รอดูอยู่เหมือนกัน)

เรื่องของผลกระทบโลกร้อน

ไม่ใช่คนเท่านั้นที่รอคำตอบ

สัตว์แมลงจุลินทรีย์ก็ต้องการทราบด้วยเช่นกัน

คำตอบของมนุษยชาติอยู่ที่ไหน?

ค้นหายังไม่เจอ

เรื่องเป็นเรื่องตายต่อชะตากรรมโลก

ยังแขวนลอยอยู่ในอากาศอย่างนั้นหรือ?

   

ในกรณีของงานวิจัย นักวิจัยไทยเก่งไม่แพ้ใครหรอกในโลกนี้

แต่อ่อนด้อยระดับบริบทไทย เข้าไม่ถึงวิถีไทย ยังกระบิดกระบวนอยู่นั่นแหละ

เรารู้เรื่องทั้งโลก แต่ไม่รู้ตัวเอง..มันก็ทะแม่งๆนะ

งานวิจัยในกลุ่มวิชาการระดับสูง ผมให้คำนิยามว่า ..วิจัยแบบสากลหรือลูกกรุง

งานวิจัยในระดับลึกติดดิน มองธรรมชาติและสังคมทะลุเรียกว่า..วิจัยแบบลูกทุ่ง

ยังไม่มีกระบวนการเอาทั้ง2ส่วนนี้มาประสานเชื่อมโยงกัน เพราะต้นทุนทางวิชาการจำกัด และนโยบายก็ยังเป็นไม้หลักปักขี้เลน จัดนิทรรศการดูกันไปวันๆ ทำให้เราขาดแก่นสารปัญญาวิชาการ ที่จะนำไปพัฒนาประเทศชาติได้จำกัด เรื่องนี้เป็นปัญหาบ้าใบ้มานาน เพราะแต่ละกลุ่มงานวิจัยต้นสังกัด ต่างยึดมั่นถือมั่น มองด้านเดียว ทุ่มเทไปทางทิศทางเดียว มันจึงยากที่จะดึงมานั่งคุยภาษาเดียวกัน ผู้หลักผู้ใหญ่มีความพยายามที่จะคลี่คลายจุดนี้..แต่ก็ยากเมื่อต่างคนต่างคิดว่า..

งานของข้าใครอย่าแตะ!!

มีเรื่องคลายใจบ้างไหม..

อ๋อมีสิครับ ยกตัวอย่างก็ได้ ถ้าท่านเปิดใจอ่านอย่างประณีต

เล่าฮู แสวง รวยสูงเนิน แห่งคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  นำวิชาการลงลุยโคลน หาวิธีหยั่งรู้ถึงวิถีชาวนาแบบล่อนจ้อน ชวนนักศึกษานับร้อยลงไปดำนา เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงวิธีเรียนพื้นฐานนักการเกษตร ว่าข้าวที่กินอยู่ทุกวันนี้ แต่ละเม็ดแต่ละคำ ผ่านกระบวนการมาอย่างไร จากหยาดเหงื่อในท้องนา ไปหาโรงสี ไปถึงหม้อในครัว มาถึงจาน ถึงปาก ลงไปอยู่พุงกะทิ แล้วไปเบ่งขี้กดลงชักโครกทิ้ง !!

ทั้งๆที่มันเป็นปุ๋ยชั้นดี ที่ควรหาวิธีวิจัยนำออกไปบำรุงธรรมชาติที่เสื่อมโทรม เรื่องใกล้ตัวเหล่านี้มนุษย์ยังจัดการได้ไม่สมบูรณ์ อยู่ในระดับมักง่ายอีหลักอีเหลือ ถ้ามีหัวใจนักวิจัย ก็จะมองเห็นโจทย์ผิดปกติที่ท้าทายรอให้ผู้กล้าไปพิสูจน์ขั้นตอนการทำนา ว่ายังไม่เหมาะสมอย่างไรบ้าง ควรจะได้รับการปรับปรุงหรือพัฒนาอะไร ชี้แนะ1-2-3ออกมาจะจะ เรื่องสำคัญๆพื้นๆนี่แหละ ที่นักวิจัยไทยตาบอดสี มองไม่เห็น! รึเห็นแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ได้นะ..

โอ๊ะ..รู้ว่าขี้ยังไปเหยียบอีก !!

หมอเบิร์ด ผู้มีจิตใจที่ดีงาม ย่ำต๊อกตระเวนชวนพี่ป้าน้าอาพัฒนางานวิจัยในครัวเรือน ทดลองประยุกต์นำผลผลิตที่ตกค้างมาทดลองทำเป็นสินค้าชุมชน สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่เรามองข้ามมานาน ไม่ตระหนักว่าวิธีการเรียนรู้ที่นำไปสู่การสร้างรายได้ให้ครัวเรือนและกลุ่มชุมชน ที่ภาษาราชการเรียกว่าวิสาหกิจชุมชนนั้น ควรมีจุดเริ่มต้นอย่างไร?

นักวิจัยติดดิน จะเอาทฤษฎีเหน็บหลังไว้ ลองไปอ่านบทความท่านเหล่านี้เถิด จะเห็นสิ่งละอันพันละน้อยที่เกิดจากการปฏิบัติ กระทำอะไร -กับใคร -อย่างไร -ได้คิด -ได้รู้ -ได้เห็น -ได้ผลลัพธ์อะไร -นำมาบอกเล่า -อธิบาย

ถามว่าไม่ใช้ทฤษฎีอ้างอิงเลยเชียวหรือ? ใช้สิ!  ใช้มากเสียด้วย มันแฝงอยู่ในบทความ มันแทรกอยู่ระหว่างบรรทัด มันไปจี้ให้ตัวหนังสือให้ดิ้นได้ แทบจะกระโดดออกมาจากหน้ากระดาษ ..คนเข้าไม่ถึงความขอบเขตลึกตื้นหนาบางของวิธีวิจัยสไตล์ธรรมชาติ เขียนไม่ได้อธิบายไม่ออกหรอก ที่เห็น เป็นฝีมือนกแก้วนกขุนทองเสียเยอะ

ใกล้เข้าสู่เส้นตาย จะสอบวิทยานิพนธ์ ไปก๊อบปี้โน่นนี่ คัดลอกข้อคิด อ้างทฤษฎีผู้เชี่ยวชาญ โดยไม่ยอมเข้าไปศึกษาถึงวิธีที่ท่านเหล่านั้นสกัดความรู้ออกมา ไม่รู้เบื้องหลังการถ่ายทำ ว่ามีเหตุผลมีความละเอียดลึกซึ้งอย่างไร? เราจึงมีแต่ผู้ทนทรมานทำงานวิจัย แต่ใช่นักวิจัย ที่โดนไฟล์บังคับว่าจะต้องมีผลงานวิจัยมาประกอบการประเมินความก้าวหน้า..ทั้งๆที่ตัวเองถอยหลังกรูดๆ!! ไปแนะนำก็ไม่ได้นะ กำหมัดตาเขียวปัดเชียวแหละ..

มหาวิทยาลัยบางแห่งเห็นเป็นโอกาสพิเศษ  เปิดหลักสูตรรับแผนงานนี้อย่างคึกคัก..สอบวิทยานิพนธ์แบบถูลู่ถูกัง.. ให้ความสำคัญกับคำสมอ้างทฤษฎีต่างชาติมากกว่าการพิจารณาความรู้ของลูกศิษย์ ว่ามีตัวความรู้ที่เขาค้นพบมาอ้างอิงอย่างไรบ้าง คำอ้างอิงที่เกิดจากมันสมองนักศึกษา จะเป็นกุญแจไขให้เห็นค่าที่ประเมินว่า..นักศึกษามีคุณสมบัติเหมาะสมกับวุฒิภาวะแห่งปริญญานั้นๆแล้วหรือยัง ไม่ยังงั้นก็จะมีแต่ประเภทก๋าๆ ออกมากวนประสาทกวนบ้านกวนเมืองอีกต่างหาก..อิ อิ ..

การรับสมอ้างยอมหยวนกัน ระหว่างลูกศิษย์-อาจารย์ที่ปรึกษา-กรรมการดูแลงานวิจัยของคณะ-สภามหาวิทยาลัย จะเกิดวิกฤติศรัทธากันทั้งระบบ อีกสิบปี อาจจะมานั่งเรียนวิธีวิจัยกันทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ใหม่ก็เป็นได้

ทางที่ดีอย่าขืนใจให้ทำงานวิจัยกันทุกคนเลยนะขอรับ ถ้านักศึกษาไม่มีต้นทุน ไม่มีความพร้อม ไม่เข้าใจถึงเหตุผลของการเป็นนักวิจัย ทำไปก็เหมือนบัวแล้งน้ำ ถึงเราจะมีปริมาณนักวิจัยเพิ่มขึ้น แต่สติปัญญาของชาติซอยเท้าอยู่ที่เดิม

คนเราชอบและถนัดไม่เหมือนกัน อาจจะเก่งและเด่นเรื่องอื่น เพียงแต่รัฐบาลควรพิจารณาอย่างลึกซึ้งด้วยว่า ..การออกเกณฑ์ความดีความชอบนั้น ไม่เอาผลงานวิจัยอย่างเดียวมาบีบหัวใจข้าราชการ ควรเอาความสามารถด้านที่เขาปฎิบัติงานได้ดี มาพิจารณาอย่างให้ความสำคัญเท่าเทียมกับงานวิจัย ถ้าปลดล็อกตรงจุดนี้..จะสามารถนำระบบเข้าขบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แบบเกาถูกที่คันกับสภาพปัญหาของประเทศไทยเสียที

ผมเชื่อโดยสนิทใจว่า การบริหารจัดการเรื่องวิจัย ไม่ได้ด้อยคุณภาพทุกหลักสูตร ทุกภาควิชา หรือทุกสถาบัน พระอาจารย์ที่เป็นเสาเอกให้กับประเทศนี้มีมากมาย ยกตัวอย่าง เช่น พระอาจารย์ไร้กรอบ พระอาจารย์Hin Hui พระอาจารย์นฤมล ปราชญ์โยธิน พระอาจารย์ภาวินี ภักดี พระอาจารย์ธวัชชัย-จันทรวรรณ ปิยะวัฒน์ พระอาจารย์กมลวัลย์ ลือประเสริฐ พระอาจารย์Handy และเล่าฮูแสวง ฯลฯ

ท่านเหล่านี้ใครได้เป็นลูกศิษย์นับเป็นวาสนา..ขออภัย..ยังมีอีกมากที่ยังไม่ได้แสดงชื่อให้ปรากฏ บางท่านไม่ยอมเขียนBlogให้ชาวเรารู้จัก ท่านทำแบบพอเพียงส่วนตัวเงียบๆ ปิดทองก้นพระ เชื่อว่าท่านเหล่านี้มีมาก ..ก็ไม่ว่ากัน ขออนุญาตแอบชื่นชมห่างๆก็แล้วกันนะครับ

งานวิจัยที่บีบบังคับกัน ไม่เกิดผลดีหรอก ควรใช้วิธีชักนำให้มีโอกาสฝึกหัดการเตรียมความสนใจอย่างแรงกล้าเสียก่อน วิธีกระตุกหัวใจเหมาะกับคนไข้ที่ใกล้จะมรณภัย ที่หมอห้องฉุกเฉินลองกระตุ้นหัวใจ  ฟื้นมาก็โชคดีไป ไม่ฟื้นก็เข็นออกห้องICU.!!

พระอาจารย์ใหญ่ น..นายแพทย์วิจารณ์ พานิช สะท้อนว่า ที่บางคนยังไม่มีพลังเพราะขาดเครือข่าย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง จะอยู่แบบตีหัวเข้าบ้านมันก็ไอ้แค่นั้นแหละ ควรแสดงตัวตนให้เห็นหน้าเห็นก็ยังดี ..จะถือว่าสิทธิส่วนตัวก็ถูกอีก ไม่ได้กังขาอะไร..ความพอใจในแนวทางปฏิบัติเป็นที่ยอมยกให้เป็นหนึ่งอยู่แล้ว ..แต่ชวนแล้วไม่มา ก็ตัวใครตัวมันนะขอรับ > >

         

อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นนักคิดอิงระบบแต่มีอิสระท่วมท้นใจ อย่าง Conductor พระคุณเจ้าธรรมวุธ  ซูซาน ฯลฯ ในบล็อกมีมากมายนับไม่ถ้วน เรื่องนี้ชาวบล็อกขาประจำจะสังเกตได้เอง รุ่นใหม่ฝีมือดีมีมาก เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาสะสมชั่วโมงบินหาเพื่อนร่วมทาง ผมเห็นร่องรอยดีๆเกิดขึ้นทวีคูณ ท่านทั้งหลายเหมือนน้ำกลิ้งบนใบบอน สะสมน้ำค้างให้ไหลไปเติมความชุ่มชื้นให้แก่พื้นที่เรียนรู้G2K.

ยกตัวอย่าง เช่น กลุ่มครูอ้อย แซ่เฮ กลุ่มนักการแซ่เฮเมือง2แคว กลุ่มดร.กระปุ๋มหนุ่มสาววัยเฮ็ว กลุ่มคนไร้ราก กลุ่มหมอเจ๊และอัยการชาวเกาะ กลุ่มท่านPanda กลุ่มท่านHandy กลุ่มท่านบางทราย กลุ่มครูพิสูจน์สุพรรณบุรี กลุ่มการเกษตรสิงห์ป่าสัก กลุ่มชาวปูนซิเมนต์ไทย ที่มีเจ้าลูกชายโทนกอล์ฟคอยประคบประงม ฯลฯ ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมกระซิบถามมะปรางเปรี้ยว เธอลุ้นระทึกเรื่องนี้อย่างมีความหวังว่ามันจะบรรเจิดในเร็วๆนี้

 

ขอให้เป็นสุข เป็นสุขเถิด มีความแช่มชื่นโดยทั่วกันเถิด  

ถ้าว่างอย่าลืมกอดเพิ่มพลังใจกันไว้บ้าง

บ้านเมืองเราเริ่มขาดแคลนทุกสิ่ง ของแพงขึ้นทุกอย่าง

..มีแต่กอดนี้แหละที่นิ่ง มีมาตรฐานใจกำกับที่ทรงพลังยิ่งนัก

ขอฝากความอาลัยไว้ใน Key Word ข้างล่างนี้

 

 Key Word

:ผู้ใหญ่ลี เคยเข้าใจว่าสุกรคือหมาน้อยธรรมดา ยังพอไหว:

:แต่ถ้าเข้าใจนักพัฒนานักวิชาการ ว่าเหมือนหมาน้อยธรรมดาแล้วไซร้:

:จะดูไม่จืดเลยละขอรับ: