ธปท.จับตาสัญญาณขาดดุลการค้า-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แจง เม.ย. ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือสูงสุดในรอบ 3 ปี เป็นผลจากต้นทุนราคาน้ำมันดันดุลการค้าขาดดุลกว่า 1.76 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคเอกชนซบจากปัญหาต้นทุนการผลิตพุ่ง ด้านหมอเลี้ยบสวนแนวคิด ดร.สมคิดที่แนะให้รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจก่อนชี้ใต้แรงกดดันราคาน้ำมันสูงหากไม่ทำอะไรเลยก็ไม่สามารถรักษาเสถียรภาพได้เผยรัฐบาลพยายามเพิ่มรายได้แก่ประชาชนทุกกลุ่มเพื่อสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และออกมาตรการแก้ปัญหาให้เร็วขึ้น
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจเดือนเมษายน 2551 โดยชี้ว่าในเดือนนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1,661 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเป็นการขาดดุลสูงสุดในรอบ 2 ปี นับจากเดือนมิถุนายน 2548(ที่ขาดสูงสุดจำนวน 1,760.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพราะผลของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น บั่นทอนเสถียรภาพในประเทศและต่างประเทศ อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และเป็นแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการค้าขาดดุล แต่เชื่อว่าจะปรับตัวดีขึ้นได้ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4
ขณะเดียวกันผลของราคาน้ำมันที่สูง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนลดลง เห็นได้จาก ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนเมษายนที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 43.0 จากระดับ 47.3 ในเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 49.9 จาก 49.6 ในเดือนก่อน แต่ยังเป็นระดับที่อยู่ ต่ำกว่า 50 ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักธุรกิจในระดับต่ำ ส่วนสถานการณ์การเมืองนั้นกระทบต่อความเชื่อมั่นภาคเอกชนบ้าง แต่ปัจจัยที่กดดันมาก คือ ต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่หากการเมืองคลี่คลายและภาครัฐบาลหันมาดูแลเศรษฐกิจ น่าจะมีส่วนช่วยความเชื่อมั่นให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ ในเดือนนี้ดุลการค้าขาดดุลสูงถึง 1,768 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเป็นการขาดดุลสูงสุดในรอบ 12 เดือน เป็นผลจากการนำเข้าและส่งออกที่เร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อน โดยการส่งออกมีมูลค่า 13,631 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 27.7% จากการขยายตัวของเกือบทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 58.8%
ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 15,399 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือขยายตัว 41.5% โดยเฉพาะหมวดเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นมากตามราคาตลาดโลก โดยขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน 88.9%(โดยที่น้ำมันมีสัดส่วนถึง 23.8% ของการนำเข้าทั้งหมด) หมวดยานยนต์และชิ้นส่วนขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน 32.7% เร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 31.9% หมวดสินค้าวัตถุดิบขยายตัวเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 34.5% เร่งจาก 21.9% ในเดือนก่อนหน้า และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน 35.2% เร่งจากเดือนก่อนที่ 32.6%
ขณะเดียวกับที่การนำเข้าทองคำในเดือน เม.ย.ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับลดลง โดยการนำเข้าทองคำมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 616.1% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีปริมาณเพิ่มขึ้น 61.5% แต่เมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด การนำเข้าทองคำยังคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3.5% เท่านั้น
ขณะที่ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และมือเศรษฐกิจในรัฐบาลทักษิณ ออกมาให้ความเห็นว่าควรให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของเศรษฐกิจมากกว่าจะพยายามทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี เพิ่มสูงขึ้น ว่าไม่สามารถที่จะทำให้เสถียรภาพยังคงมั่นคงอยู่ได้ภายใต้ที่ภาวะน้ำมันโลกปรับตัวสูง เพราะฉะนั้นการทำให้เสถียรภาพเกิดขึ้นโดยไม่ทำอะไรเลยเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำ คือ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน เพื่อให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ภายใต้ภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็คือ ความพยายามกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ และมีรายได้ไปถึงประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ "การเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน อย่างที่บอกไปแล้วว่าต้องทำให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียน ต้องพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ คือถ้าบอกว่าให้มีเสถียรภาพแต่ในขณะที่น้ำมันขึ้นอย่างไม่หยุดแบบนี้ เสถียรภาพก็คงเกิดไม่ได้ โดยน้ำมันที่ขึ้นครั้งนี้ต่างจากการขึ้นครั้งก่อน ๆ คือ ครั้งก่อน ๆ ขึ้นแล้วหยุด ซึ่งพอหยุดก็ทำให้เกิดการปรับฐาน มีเวลาที่จะปรับฐานพอสมควร แต่การขึ้นครั้งนี้เป็นการขึ้นไปโดยไม่มี ที่สิ้นสุด ทำให้เสถียรภาพไม่มีทางหาจุดสมดุลได้เจอ ฉะนั้นวันนี้เราต้องทำงานแข่งกับเวลา ทำไงให้เร่งสร้างรายได้ช่วยให้คนที่มีรายได้น้อยยังอยู่ได้ในเศรษฐกิจแบบนี้"
นอกจากนี้ จากที่มีการคาดการณ์ถึงอัตราเงินเฟ้อที่อาจสูงถึง 8-9% นั้น รองนายกฯและรมว.คลัง ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งหาทางให้ต้นทุนพลังงานลดลงเร็วที่สุด เพราะราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นมาโดยตลอดอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย ดังนั้นการรับมือรวมไปถึงการเพิ่มรายได้ก็ต้องเร่งให้เร็วมากขึ้น จากเดิมที่คิดว่าจะดำเนินการไปทีละขั้นตอน แต่มาวันนี้ก็ต้องเร่งให้เร็วที่สุด
ฐานเศรษฐกิจ 2 มิ.ย. 2551