ทำมาอย่างไร เล่าไปอย่างนั้น

              แรงดันดาลใจที่ทำให้เขียนบันทึกชื่ออย่างนี้ก็เพราะว่า  เมื่อก่อนนี้ตอนที่รับ(ได้ยินเฉย ๆ )  เรื่อง KM มาวิเคราะห์เองแล้วก็ยากที่จะทำความเข้าใจได้  เนื่องจากเราอาจวิเคราะห์ไม่เป็นหรืออะไรก็ไม่รู้  แต่ว่าก็มีปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้งงแล้วงงอีก  ก็เพราะการถ่ายทอดบอกเล่ากันมา  กว่าจะถึงปลายทาง  รสชาดก็เปลี่ยนไปเพราะมันไม่สด  หรือมันเหี่ยวมันเฉาไปบ้างตามรายทาง

              ความผิดอย่างหนึ่งที่ยังโทษตัวเองอยู่จนถึงตอนนี้ คือ  เชื่อคนอื่นมากเกินไป  เชื่อโดยไม่วิเคราะห์หรือทดลอง  คิดแต่จะทำตามอย่างเดียว  จึงไม่สามารถเข้าถึง การจัดการความรู้ได้ในระยะแรกตั้งนาน   และเสียโอกาสอยู่นานเพราะไม่ได้นับหนึ่งก็เลยนับสองไม่ได้   เป็นบทเรียนให้ทุกท่านที่ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำ KM ที่กำลังศึกษาเรียนรู้อยู่ขอเรียนว่า  ผู้ที่สอนให้เรารู้จัก KM ได้ดีที่สุด  คือตัวเราเองครับ  ผมพูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไรครับ  ก็หมายความว่า  เมื่อไหร่ที่เราเริ่มลงมือทำ    งานมันก็สอนเราเอง  และรู้เองอัตโนมัติว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่  KM 

              ไม่ได้คิดที่จะบอกว่า อย่าไปยุ่งกับทฤษฎีนะครับ  ทฤษฎีก็มีความจำเป็นเหมือนกัน  เพราะทฤษฎีกับปฏิบัติก็จะต้องไปคู่กันอยู่แล้วและวนเป็นวัฏจักร  แต่หากไม่ลงมือปฎิบัติทฤษฎีสร้างสมมาดีแค่ไหนก็ไม่เกิดผลอะไรได้เพราะมันเก็บอยู่แต่ในกระดาษมันดิ้นเองไม่ได้  แล้วถ้าจะถามผมว่าแล้วจะเริ่มนับหนึ่งที่ตรงไหน  ผมก็ขอบอกแบบกวน ๆ  หน่อยว่า   เริ่มนับหนึ่งตอนที่เราเริ่มลงมือทำครั้งแรกครับผมบอกไปตาม"ฉบับ"ที่ผมเคยทำมานะครับ ท่านอื่นอาจเข้ามาแลกเปลี่ยนต่อไปที่แตกต่างกันไปก็ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าในที่นี้นะครับ  และด้วยความยินดีที่จะได้แลกเปลี่ยนกับท่านขอเรียนเชิญไว้ล่วงหน้าครับ 

               มีเครื่องมือกระบวนการต่าง ๆ มากมายในกระบวนการทำงานที่ผมสามารถนำมาปรับใช้กับการทำ KM ได้   ผมเองนั้นจะพยายามนำเครื่องมือเก่ามาปรับใช้เพื่อการจัดการความรู้   เพราะในบางเรื่องที่ผมทำถ้าจะให้ได้เป้าหมายที่ตั้งไว้ตรงจริง ๆ ก็ทิ้งอดีตเครื่องมือเดิมไม่ได้เด็ดขาด  แต่ก็ยกให้ KM เป็นเครื่องมือแม่เป็นส่วนใหญ่  และบางครั้งที่ผมทำอยู่บางที  KM เอง   ก็เป็นเครื่องมือ/กระบวนการลูกเหมือนกัน  มันอยู่ที่เป้าหมายว่าจะต้องการอะไร

               การนั่งตีความหรือถกเถียงในเรื่องของคำความหมาย  ในกระบวนการ KM นั้น  ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ดี  เพราะเสียเวลาเราจะรู้เองโดยไม่ต้องตีความเมื่อวงเรียนรู้เริ่มติดไฟลุกโชน ไฟในวงเรียนรู้เท่าที่พบมาและทำให้ผมเกือบตกรถอยู่บ่อยครั้งก็คือไฟความรู้สึก  ช่วงสุดท้ายใกล้เลิกวง  จะลุกแรงมาก และเลิกยาก  ก็คือช่วง AAR  และช่วงนี้จะต่อไฟไปให้สว่างในที่อื่น ๆ ได้ดี  ทั้งเผ็ดทั้งสว่างทั้งร้อน  ก็เลยได้เป็นบทเรียนให้รู้ว่าคราวหลังเมื่อจัดวงเรียนรู้ต้องมีเวลาไว้เพื่อ AAR  ให้เยอะ ๆ ครับ