ขรก.ซี 8 ขึ้นไปทั่วประเทศได้เฮ! ระเบียบจ่ายเงินโบนัสผู้บริหาร-หน่วยราชการประกาศใช้แล้ว มีผลย้อนหลังถึง 1 ตุลาคม 2549 เลขาธิการ ก.พ.ร.เผยเบิกจ่าย 600 ล้านบาท ทันที ข้าราชการชั้นผู้น้อยได้ส่วนแบ่งด้วยร้อยละ 50 ยันต้นมิ.ย. โบนัสถึงมือทุกคนแน่ แต่เล็งริบโบนัส 7 ม. ออกนอกระบบ อ้างไม่สมัครใจรับประเมิน ก็ไม่ควรได้

            เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม "มติชนออนไลน์" รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีการประกาศใช้ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินรางวัลสำหรับผู้บริหารและสำหรับหน่วยงานเพื่อจ่ายให้แก่ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานของรัฐ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2551 ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไป

            ทั้งนี้ ระเบียบดังกล่าวได้กำหนดสัดส่วนการแบ่งเงินรางวัล (เงินเพิ่มพิเศษ) สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร (ระดับ 8 ขึ้นไป) ในปีงบประมาณ 2550 ให้จ่ายให้แก่ผู้บริหาร ร้อยละ 50 (จากเดิมร้อยละ 70) ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 50 ให้นำไปสมทบ (ในส่วนที่ได้อยู่แล้ว) เพื่อจัดสรรเป็นเงินรางวัลแก่ข้าราชการ ลูกจ้างประจำและพนักงานของรัฐ ของส่วนราชการและจังหวัดตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร.กำหนด

            นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวว่า หลังจากที่ระเบียบดังกล่าวประกาศใช้แล้ว หน่วยราชการต่าง ๆ จะสามารถเบิกจ่ายเงินรางวัลสำหรับผู้บริหารซึ่งมีอยู่ประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อจ่ายแก่ผู้บริหารซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 8 ขึ้นไปได้แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้มีบางหน่วยราชการไม่ได้จ่ายเงินรางวัลให้แก่ข้าราชการทั่วไปก็เพราะต้องการรอเงินส่วนแบ่งจากเงินของผู้บริหารร้อยละ 50 จ่ายสมทบไปพร้อมกันทีเดียว ทำให้ข้าราชการที่ยังไม่ได้รับเงินรางวัลร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี

            นายทศพรกล่าวว่า ก่อนหน้านี้หน่วยราชการต่าง ๆ ได้เบิกจ่ายเงินรางวัลสำหรับข้าราชการทั่วไปไปแล้วเป็นเงินจำนวน 5,550 ล้านบาท ซึ่งเงินในส่วนของผู้บริหาร 600 ล้านบาทนี้ จะเป็นการจ่ายสมทบเพิ่มเติมให้ร้อยละ 50

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้าราชการระดับ 8 ขึ้นไปซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหาร ในส่วนข้าราชการพลเรือนสามัญ มี 6,225 คน ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (รองอธิการบดีขึ้นไป) 602 คน ข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการขึ้นไป 450 คน

          นายทศพรกล่าวว่า งบฯก้อนดังกล่าวเป็นเงิน 1.3 พันล้านบาท หลังจากนี้สำนักงบประมาณเร่งดำเนินการโอนเงินเข้าระบบการเงินการคลังภาครัฐ (จีเอฟเอ็มไอเอฟ) ภายใน 7 วัน ซึ่งเท่าที่ทราบหลายส่วนราชการยังไม่จ่ายโบนัสให้ข้าราชการในสังกัด ทั้งที่มีการโอนเงินรางวัล 5.5 พันล้านให้ทุกส่วนราชการแล้ว เนื่องจากต้องการรอเงินสมทบในส่วนของผู้บริหารก่อน เพราะหากต้องจ่าย 2 รอบก็จะดูไม่เป็นก้อน และอาจกลายเป็นเบี้ยหัวแตกได้ ดังนั้นภายในต้นเดือนมิถุนายนคิดว่าโบนัสจะถึงมือข้าราชการทุกคนแน่

          ด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ว่า ก.พ.ร.ได้พิจารณาเรื่องการจัดสรรเงินรางวัลประจำปี (โบนัส) ประจำปีงบประมาณ 2550 ให้แก่สถาบันอุดมศึกษา 7 แห่ง ซึ่งเดิมอยู่ในระบบราชการ และได้รับการประเมินผล

           งานไปแล้วครึ่งปีงบประมาณ แต่ขณะนี้ได้ออกจากระบบไปแล้ว คณะอนุกรรมการ ก.พ.ร.เฉพาะกิจเกี่ยวกับการกำหนดหลักการจัดและพัฒนาโครงสร้างระบบราชการ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน จึงเสนอให้ยุติการประเมินผลงานของมหาวิทยาลัยทั้ง 7 แห่งในครึ่งปีงบประมาณหลังและงดจ่ายโบนัส โดยให้เหตุผลว่าการที่มหาวิทยาลัยทั้ง 7 ออกจากระบบไป ก็เพราะไม่ต้องรับการประเมิน

          "ผมได้ตั้งข้อสังเกตว่าหากมีการประเมินแล้วไม่ได้มาตรฐาน ก็แปลว่ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ออกนอกระบบไปเพื่อหลบเลี่ยงการประเมิน และอาจไปเก็บเงินเก็บทองนักศึกษา ซึ่งจะยิ่งทำให้มหาวิทยาลัยไม่ได้มาตรฐาน ท้ายที่สุดที่ประชุม ก.พ.ร.เลยตกลงให้สอบถามความสมัครใจของ 7 มหาวิทยาลัยว่าอยากจะเข้ารับการประเมินในรอบหลังหรือไม่ ซึ่งทั้ง 7

           มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเหมือนกัน แต่ถ้าให้ประเมินต่อก็ได้โบนัส" นายสมชายกล่าว และว่า ก.พ.ร.ยังมอบหมายให้นายบวรศักดิ์ไปหารือกับสำนักงานรับรองมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และสำนักงบประมาณว่าควรมีหน่วยงาน หรือคณะกรรมการสักชุดทำหน้าที่ประเมินมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้วหรือไม่

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสถาบันอุดมศึกษาทั้ง 7 แห่ง อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ฯลฯ

                                                                                                                                                                                                                                                                            มติชน  29  พ.ค.  2551