หลังเกิดเหตุปะทะกันระหว่าง “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และกลุ่มต้านพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา หลายฝ่ายเริ่มจับจ้องที่หน่วยงานด้านความมั่นคง อย่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ที่มี “สมัคร สุนทรเวช” นั่งเก้าอี้ ผอ.รมน.
เหตุผลที่คนจับจ้องมาที่ กอ.รมน. เพราะว่า กอ.รมน. มีอาวุธหนักอยู่ในมือที่พร้อมสลายการชุมนุมได้ทุกเมื่อ หากเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ผ่านกฎหมายใหม่ถอดด้ามอย่าง “พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551” หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “พ.ร.บ.ความมั่นคง”
พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เกิดขึ้นในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) โดยให้เหตุว่า กอ.รมน. ยังไม่มีกฎหมายรองรับการทำงาน และรัฐบาลมีเพียง พ.ร.ก.ฉุกเฉิก และกฎอัยการศึก ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ไม่เอื้อต่อการทำงานด้านความมั่นคง
จนนำมาสู่เสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ทำให้กฎหมายฉบับนี้ล่าช้าออกไปจากเดิม ที่ต้องการให้ประกาศใช้ในรัฐบาลสุรยุทธ์ ขณะยังคงมีอำนาจในการบริหารประเทศ
แต่ด้วยปัญหาที่รุมเร้ารัฐบาลและ คมช. ทำให้การพิจารณากฎหมายฉบับนี้จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
(สนช.) นั้นยืดเยื้อออกไป
แต่ในที่สุด พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็ได้ถูกประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2551 ในช่วงปลายของรัฐบาลสุรยุทธ์ และกำลังจะถูกนำใช้เพื่อรองรับสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้
โดยเฉพาะกับสถานการณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประกาศจะปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ เพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 หากไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจจากรัฐบาล
แม้ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะออกมาการันตีแล้วว่า จะไม่นำ พ.ร.บ.ความมั่นคง เข้ามาควบคุมสถานการณ์อย่างเด็ดขาด
แต่ต้องไม่ลืมว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง ยังถือเป็น “หมัดเด็ด” ของรัฐบาล ที่จะปล่อยออกมาเมื่อไรก็ได้ หากเห็นว่าสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ
เพราะ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้ให้อำนาจ ผอ.รมน. สามารถสั่งการเพื่อแก้ไขสถานการณ์ โดยผ่านคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้เป็นประธาน มี รมว.กลาโหม และ รมว.มหาดไทย เป็นรองประธาน
ส่วนกรรมการประกอบด้วย รมว.ยุติธรรม รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อัยการสูงสุด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่กำกับให้คำปรึกษาและเสนอต่อ กอ.รมน. เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน.
ส่วน “หมัดเด็ด” ที่อยู่ใน พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ว่านั้น อยู่ในหมวด 2 ว่าด้วยภารกิจการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มาตรา 18 ที่ระบุว่า
เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ภายในพื้นที่ตามมาตรา 15 ให้ผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจออกข้อกำหนดดังต่อไปนี้
(1) ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติการหรืองดเว้นการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด
(2) ห้ามเข้าหรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่กำหนด ในห้วงเวลาที่ปฏิบัติการ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้น
(3) ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด
(4) ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน
(5) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ
(6) ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด อันเกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชน
และในหมวด 3 บทกำหนดโทษ ที่ระบุในมาตรา 24 ว่า ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา 18 (2)(3)(4)(5) หรือ (6) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
“หมัดเด็ด” ที่อยู่มือของ กอ.รมน.นี้ ทำให้ฝ่ายพันธมิตรฯ ไม่ค่อยจะ “แฮปปี้” เท่าที่ควร ถึงขั้นต้องออกมาเบรกรัฐบาลที่คิดจะใช้กฎหมายนี้เข้าสลายการชุมนุม ดังจะเห็นได้จากการออกมาประกาศของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ บนเวทีว่า
“ได้รับการประสานจากนายทหารท่านหนึ่งว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังจะใช้กฎหมาย กอ.รมน. (พ.ร.บ.ความมั่นคง) เข้าจับแกนนำทั้ง 5 คน ซึ่งถ้าจะมาจับจริง ผมพร้อมด้วยแกนนำทุกคนพร้อมที่จะสู้ เพราะการชุมนุมครั้งนี้เป็นการทำตามมติประชาชน”
แม้รัฐบาลจะยังไม่หยิบ พ.ร.บ.ความมั่นคง ขึ้นมาใช้ในการสลายการชุมนุม แต่สิ่งหนึ่งที่เห็น คือ รัฐบาลมีแต้มต่อเหนือ “พันธมิตรฯ”
แนวทางการชุมนุมของพันธมิตรฯ จากนี้ต่อไป จึงต้องรอบคอบและรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อใดที่สถานการณ์บานปลายจนตำรวจนครบาลรับมือไม่ได้ “พ.ร.บ.ความมั่นคง” ที่อยู่ในมือรัฐบาล ก็พร้อมที่จะถูกหยิบออกมาใช้งานได้ทุกเมื่อ
บางกอกทูเดย์ 29 พ.ค. 2551