แล เด็กจากประเทศลาว..ที่ยังไม่มีบัตรประจำตัว


แต่แลที่ไม่มีเงินค่ารถและไม่คิดดำเนินการใดๆ ต่อที่ฟังดูว่ามีหลายขั้นตอนแล้ว ประสงค์จะเลือกถูกขังและถูกส่งไปชายแดน แบบไม่ต้องเสียค่าเดินทางเองมากกว่า

นายแล เด็กชาวลาวตอนใต้ อายุประมาณ 15 ปี เกิดที่ประเทศลาว  จากบิดาชื่อ นายยัง และมารดาชื่อนางคูน เป็นคนสัญชาติลาวทั้งคู่ แลเกิดและเติบโตอยู่ที่บ้านโนนแดงใต้  เมืองกุสุมา แขวงจำปาศักดิ์ โดยเคยได้เรียนหนังสือจนถึงป.4 แลบอกว่าบิดาและมารดาของตนมีบัตรประจำตัวประชาชนลาว แต่แลยังไม่มีเพราะอายุยังไม่ถึง[1]

            แลหนีออกบ้านที่โนนแดงใต้ ตั้งใจมาทำงานที่ประเทศไทย โดยเดินทางด้วยตนเองมาถึงชายแดนไทยทางจังหวัดอุบลราชธานี และมีนายหน้าที่ชายแดนส่งตัวแล มาทำงานในเมืองไทย

            เมื่อเข้ามาถึงในเมืองไทย(เมื่อสองเดือนที่แล้ว) แลถูกส่งไปทำงานเลี้ยงหมูเป็นงานแรกที่คิดว่าสถานที่น่าจะอยู่ในเมืองชลบุรี ค่าแรงในการทำงานครบหนึ่งเดือนถูกหักเป็นค่านายหน้า(4,500บาท) และแลถูกเปลี่ยนงานให้มาทำงานก่อสร้าง[2] แต่งานก่อสร้างที่แลทำนั้นแลบอกว่าเป็นงานหนักมาก เมื่อผ่านไปอีกเพียงหนึ่งเดือน ก็รู้สึกว่าทำไม่ไหวและอยากกลับบ้าน ทันทีที่เงินค่าแรงที่ทำงานก่อสร้างออก แลจึงซื้อเสื้อผ้าและของที่อยากได้แล้วเรียกแท็กซี่จากเมืองพัทยาเข้ามาในกรุงเทพฯ(หมดค่าแท็กซี่ไป 800บาท) เพราะอยากเที่ยวกรุงเทพฯ ก่อนกลับบ้าน

            แท็กซี่พาแลมาส่งที่สนามหลวง แลก็อาศัยกิน-นอน อยู่แถวสนามหลวงและตรอกข้าวสาร อยู่เป็นเวลากว่า 5 วัน และเงินที่ได้มาก็หมดจึงไม่มีค่ารถกลับบ้าน แลบอกว่าได้คุยกับตำรวจที่ป้อมยาม  ตำรวจแนะนำว่าถ้าถูกตำรวจจับ ตำรวจไทยจะส่งแลกลับบ้านโดยไม่ต้องเสียเงินค่ารถ

            เช้าวันที่ 24 พฤษภาคม 2551 ที่ผู้ศึกษาไปติดตามคดีการถูกจับของกรณีศึกษานายบุญชัย ไม่มีนามสกุล ที่สถานีตำรวจชนะสงคราม จึงได้เจอกับแล

            ตอนแรกแลนั่งอยู่หน้าสถานีตำรวจ แล้วแม่ค้าขายน้ำส้มคั้นหน้าสถานีฯ เดินเข้ามาบอกว่ามีเด็กลาวอยากมาขอให้ตำรวจจับเพราะอยากถูกส่งกลับบ้าน ตอนแรกแลไม่ยอมเดินเข้ามา แต่พอผู้ศึกษาเดินออกไปตาม แลก็ยอมเข้ามานั่งคุยกับผู้ศึกษาและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

            ผู้ศึกษาเสนอแลว่าจะพาไปสถานทูตลาวประจำประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือและขอรับใบแทนหนังสือเดินทางเพื่อกลับเข้าประเทศ พร้อมทั้งให้ข้อมูลกับแลว่าแลจะต้องถูกกุมขังที่สถานีตำรวจชนะสงครามประมาณ อย่างน้อย3-5วันกว่าจะส่งตัวไปกักขังต่อที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ซอยสวนพลู) อีกเป็นเวลา 3-5 วันจึงจะได้เดินทางไปชายแดน

            แต่แลที่ไม่มีเงินค่ารถและไม่คิดดำเนินการใดๆ ต่อที่ฟังดูว่ามีหลายขั้นตอนแล้ว ประสงค์จะเลือกถูกขังและถูกส่งไปชายแดน แบบไม่ต้องเสียค่าเดินทางเองมากกว่า  ผู้ศึกษาจึงให้แลท่องจำและบอกเจ้าหน้าที่ให้ดีว่า ตนเองบ้านอยู่จำปาศักดิ์ และให้แลตรวจสอบว่าตนเองจะถูกส่งกลับไปทางจังหวัดอุบลฯ เท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้วแลอาจถูกกลับไปยังชายแดนทางจังหวัดอื่นได้ เช่น ด่านทางจังหวัดเลย หนองคาย หรือเลวร้ายไปกว่านั้น คือ ด่านแม่สาย ด่านแม่สอด ของประเทศพม่า ด่านสระแก้วของประเทศกัมพูชา ซึ่งไม่ใช่ทางกลับบ้าน  แลก็ดูเข้าใจดีและจดเบอร์โทรศัพท์ของผู้ศึกษากับอาจารย์บุญมีไว้

            ต่อมาภายหลังอาจารย์บุญมีได้ลองโทรศัพท์กลับไปยังหมู่บ้านโนนแดงใต้ที่ประเทศลาว ก็ได้คุยโทรศัพท์กับแม่ของแล และบอกให้แม่แลสบายใจว่าลูกชายกำลังจะเดินทางกลับบ้าน ด้วยวิธีการพิเศษที่อาจจะดูน่ากลัวสำหรับคนทั่วไป แต่แลก็คิดว่าสะดวกสำหรับแลดีแล้วและไม่ต้องกลัวการถูกจับระหว่างทาง

            ------------------------------------------------------------------------------------

            กรณีศึกษาในวิทยานิพนธ์ เรื่อง คนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลในรัฐไทย

หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เรียบเรียงโดยนางสาวชลฤทัย  แก้วรุ่งเรือง

-------------------------------------------

สอบปากคำโดยนางสาวชลฤทัย แก้วรุ่งเรือง(CCL1 กองทุนคนึง ม.ธรรมศาสตร์)

นางสาวลืนหอม  สายฟ้า , นางสาววารี สังคนันท์,และ นางสาวมณ๊วรรณ สิงห์ทอง

(นักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลัยนเรศวร)

           

 



[1] อาจารย์บุญมี  ราชมีไชย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์-รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ผู้ร่วมทำการ ศึกษา “โครงการศึกษาการจัดการประชากรต่างด้าวในรัฐไทย”  ร่วมกับผู้ศึกษาที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้คำอธิบายหลักกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรของประเทศลาวว่า คนสัญชาติลาวจะถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนลาวกันตอนอายุ 20 ปี

[2] เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ข้อสังเกตว่า กรณีอย่างแล อาจถูกนายจ้างหรือนายหน้า ลอยแพ เพราะแลยังเด็กเกินไปที่จะเป็นแรงงาน ในสถานประกอบการใดๆ ได้  นายจ้างทุกคนไม่มีใครอยากรับ เพราะกลัวถูกดำเนินคดีข้อหาใช้แรงงานเด็ก ดังนั้นแลจึงตัดสินใจดีแล้วที่จะกลับบ้านไปก่อนในตอนนี้ เพราะถ้าอยู่ในเมืองไทยก็จะเผชิญกับการหางานทำที่ยากมาก และเป็นอันตราย ว่าแล้วตำรวจก็ทำบันทึกและพาแลเข้าห้องขังไป (แต่เมื่อนักศึกษาฝึกงานจากม.นเรศวรที่ผู้ศึกษาตามมาให้สอบปากคำแลเพิ่มเติมมาถึงภายหลัง จนท.ตำรวจก็ใจดีให้นักศึกษาสอบปากคำแลได้ใหม่ และ พาไปเยี่ยมชมห้องขังของสถานี)

หมายเลขบันทึก: 184970เขียนเมื่อ 28 พฤษภาคม 2008 17:16 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 มิถุนายน 2012 09:36 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (10)

ตลกดีค่ะ.. อ่านแล้วถึงกับอมยิ้มตลอด..

เด็กหนอเด็ก..

ตำรวจที่สน.ชนะสงครามบอกว่า เหตุการณ์แบบนี้ที่มาขอให้ถูกจับไม่ค่อยเกิด

เคยมีทีหนึ่งก่อนหน้านี้ แต๋ก็เป็นฝรั่ง ทะเลาะกับเมียคนไทย เลยอยากเข้าไปนอนในคุก

เลยไปหาซื้อยาบ้ามา ๒ เม็ดให้ตำรวจจับ ตำรวจก็ไม่รู้ว่าทะเละกับเมียมาจริงหรือเปล่า หรืออยากเข้าไปทำวิจัยในคุกแบบนักศึกษา นักวิจัย (...อ้าวๆ กระทบ)

ตามกฎหมายของประเทศลาวแล้วบุคคที่มีสัญชาติลาวจะถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนลาวต้องมีอายุ 18ปีมิใช้ อายุ 20 ปี

จาก อาจารย์บุญมี ราชมีไชย

http://www.bangkokpost.com/News/30May2008_news10.php

Teenager from Laos finds life as an illegal migrant too hard Youngster surrenders to police in Bangkok WASSAYOS NGAMKHAM

------------------------------------------

Unlike his cell-mates, Lae, a 15-year-old from Laos, surrendered to police, hoping to be deported home. After two months of hard work as an illegal farm and construction worker in Thailand, he cannot wait to return to his family's rice fields in Champassak in southern Laos. -----------------------

A young illegal migrant from Laos surprised Chana Songkhram police when he asked them to arrest him, so he could return to his homeland. The 15-year-old migrant, identified only as Lae, said he came from Champassak province, in southern Laos.

He had run away from home and slipped into Thailand over the Thai-Laos border in Ubon Ratchathani, to find a job. He has no identity documents.

The migrant, who turned himself in to police five days ago, said he was forced to work hard, for little reward.

''My friends returned home with so much money and I wanted to do the same. But now I have changed my mind. I'd be better off at home. I don't want money any more,'' Lae said, as he stared at the police station floor. He occasionally shook his wrists to relieve the pain of his handcuffs. ''I miss my mother. I can no longer work here. Construction work is so hard. I want to go home and grow rice like before,'' he said.

He walked into the police station and surprised officers by saying: ''Catch me please. I want to go home.'' He said a job broker contacted him two months ago, asking if he wanted to work in Thailand. He paid the broker 4,500 baht. Once on Thai soil, he was transported on a truck to a pig farm in Chon Buri province. The work was tough, and the pay meagre _ slightly more than 100 baht a day. Lae worked at the farm for 28 days and ran away.

A Thai friend persuaded him to work at a construction site in Pattaya. That work was even harder, and the pay little better. He worked there less than a month, then went to Bangkok. Having no idea where to go, he headed to Sanam Luang. He wandered aimlessly at Sanam Luang and the nearby Khao San area. He collected scraps to make a living as his savings ran out after only a few days.

Hungry and homesick, he approached a police officer at a police booth. He told the boy to give himself up at a police station. He would be treated as an illegal migrant, which would enable him to go home without having to pay a fare.

Lae turned himself in at Chana Songkhram police station on Saturday. He told police: ''I am an alien. Please arrest me. I want to go home.'' He was taken to a detention cell, where he waited to be sent to immigration police, pending deportation.

Accompanying him to immigration police yesterday morning were six illegal migrants from Laos, Cambodia and Burma.

Lae said a post-graduate student from Thammasat University doing research on people without ID documents in Thailand had passed on word to his family that Lae was on his way home.

Lae said he wanted to be arrested in Bangkok rather than caught by immigration police while on his way home or at the border. An immigration police officer said Lae would be sent back through the border pass where he entered Thailand, and would be punished in his home country

พี่ใหม่ อรนุชา จากบางกอกโพสต์ สนใจเรื่องและได้ไปติดตามทำข่าวของแลมาค่ะ

สอบปากคำโดย

นางสาวลืนหอม สายฟ้า ,

นางสาววารี สังคนันท์,

และ นางสาวมณ๊วรรณ สิงห์ทอง

นักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลัยนเรศวร คะ

และอาจารย์ชลฤทัย แก้วรุ่งเรือง

จ๊ะ ลืนหอม อาจารย์แก้ให้แล้วนะ ขอโทษทีตอนนั้นอาจารย์ยังไม่ได้เช็คชื่อพวกเรา ฝากขอโทษเพื่อนๆ ด้วย

อ .ชล ค่ะ ตอนนี้หวังว่า แล คงจะถึงบ้านแล้วนะค่ะ

ว้าวๆมีคน เขียน บทความภาษาอังกฤษ

เกี่ยวกับ แล ด้วยหรอค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี