จากชุดประดาน้ำที่รัดรึงร่างกาย ด้วยการบันทึกการสื่อสารผ่านการกระพริบตานั้น เขียนเป็นหนังสือเพื่อถ่ายทอดความทรงจำ จินตนาการ ประสบการณ์ชีวิต ให้เขาได้กลายเป็นผีเสื้อที่โบยบินในที่สุด

Le Scaphandre et le Papillon (The Diving Bell and The Butterfly) สร้างจากหนังสือชีวประวัติของ Jean-Dominique Bauby อดีตบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่น Elle ฉบับ ฝรั่งเศส เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในด้านชีวิตและหน้าที่การงาน แต่แล้วความโชคร้ายก็มาเยือนแบบไม่ได้ทันตั้งตัว เมื่อจู่ๆ เขาเกิด Stroke ขึ้น ทำให้เขาต้องเป็นอัมพาตจนไม่สามารถขยับร่างกายส่วนไหนได้เลยนอกจากเปลือกตาข้างซ้าย  สมองในส่วนอื่นๆ ของ Jean-Do ยังทำงานดี ยกเว้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว นั่นทำให้ เขามีสภาพเหมือนถูกขังอยู่ในร่างกายของตัวเอง (Locked-in Syndrome) ยังดีที่มี นัก Speech therapist มาช่วยฟื้นฟู และสอนวิธีการสื่อสารด้วยการให้กระพริบตาข้างซ้ายที่ยังพอทำงานได้นั้น เมื่อเธออ่านตัวอักษรภาษาฝรั่งเศสทีละตัวๆ ซ้ำไปซ้ำมา จากพยัญชนะ ผสมจนเป็นคำที่จะพูด และเป็นประโยคในที่สุด ช่างเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความอดทนอย่างสูงทีเดียว

Céline Desmoulins เข้ามาช่วยปลดปล่อย Jean-Do จากชุดประดาน้ำที่รัดรึงร่างกาย ด้วยการบันทึกการสื่อสารผ่านการกระพริบตานั้น เขียนเป็นหนังสือเพื่อถ่ายทอดความทรงจำ จินตนาการ ประสบการณ์ชีวิต ให้เขาได้กลายเป็นผีเสื้อที่โบยบินในที่สุด

น่าเสียดาย Jean-Dominique Bauby เสียชีวิตด้วยโรค pneumonia หลังจากที่หนังสือของเขาถูกตีพิมพ์ ได้เพียง 10 วัน

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลมากมาย โดยเฉพาะผู้กำกับ Julian Schnabel ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เมื่อปีที่แล้ว หนังมีการนำเสนอ และใช้สัญลักษณ์หลายอย่าง เช่น การนำเสนอเปรียบเทียบสภาพ locked-in ของพระเอก กับ

  • สภาพแบบ locked-in ของพ่อพระเอกในอพาร์ตเมนต์
  • หรือสภาพแบบ locked-in ของเพื่อนพระเอกเพราะถูก hijack เครื่องบินที่กรุงเบรุต

เหมือนกับจะบอกว่า คนเราทุกคนก็อยู่ในสภาวะที่มีอะไรซักอย่างครอบเราอยู่เสมอ บางทีเราก็ขยับอะไรไม่ได้ พูดอะไรไม่ได้ แม้แต่จะคิดต่างก็ไม่ได้ หากสภาวะที่ครอบเราเป็น คุณธรรม เป็นคุณความดี ก็ดีไป แต่หากสภาวะที่ครอบเราเป็น ความคิดชั่ว เป็นความรุนแรง เป็นลัทธิประหลาด เป็นใครก็คงอึดอัดน่าดู...