ชีวิตที่น่าสงสาร ครั้นไม่อาจจะดำเนินการได้ด้วยตนเอง ก็ต้อ "ขอ" ความช่วยเหลือ อย่างงบประมาณของรัฐ งบวิจัย งบอะไรต่อมิอะไร ก็ต้องทำเรื่องเพื่อ "ขอ" แม้แต่อยากที่จะมี "สิทธิ์" ในหน้าที่ซึ่งผนวกเข้ากับ "อำนาจ" ก็ต้องขอตำแหน่ง

  อันว่า "ตะขอ" นั้น ต้องโค้งงอแต่ก็มีปลายแหลมคม พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ตลอดเวลา ครั้งที่แล้ว กระผมได้เขียนเรื่อง "ขอ" ไว้เหมือนกัน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ขอแบบที่เคยเขียนเสียแล้ว

  ในแต่ละภาคการศึกษา ผมเข้าใจว่า ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบวิชาแต่ละท่านน่าจะเคยได้ยินคำนี้ "อาจารย์ครับ-ขา...ช่วยผม-หนู-ดิฉัน หน่อยนะ...." ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

  แน่นอนว่า หากเขายากไร้จริง เราผู้เข้าใจว่าตัวเองมีเมตตาก็ต้อง "ให้" ในสิ่งที่เขาต้องการ (หากให้ได้) แต่ถ้าให้ไม่ได้ เราก็ต้องพร้อมที่จะเจอคำบางอย่างซึ่งไม่เสนาะหูนัก

   ความตรงไปตรงมา ไม่สามารถจะใช้ได้กับสิ่งที่เรียกว่า "ตะขอ" การขอนี้ มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ผู้ขอควรที่จะได้รับสิ่งที่ขอหรือไม่ อันนี้ต้องมานั่งพิจารณากัน โอ..ชีวิตเจ้ากรรม อยากได้แต่ไม่รู้จักแสวงหา ช่างน่าติเตียนนัก เอ้า แล้วการขอไม่ใช่การแสวงหาหรืออย่างไร คงตอบได้ว่า เป็นการแสวงหาเหมือนกัน แต่....มันมีอะไรบางอย่างอยู่

  โชคดี ที่ผ่านมา ผมไม่เคยพูดกับอาจารย์เลยว่า "อาจารย์ครับ ช่วยผมหน่อยนะ ดูมันเย่อหยิ่งเกินไปหรือเปล่าน้องกรัชกาย.....

  การให้ความช่วยเหลือ นับเป็นวาสนาต่อผู้ให้เป็นยิ่งนัก ทำไมกราฟชีวิตของบางคนในช่องวาสนาถึงอยู่ในระดับสูง ก็เพราะเขาได้ทำบุญไว้ก่อน แต่การให้ความช่วยเหลือก็ไม่ควรที่จะให้ตะขอเพื่อที่จะไปเสียบแทงผู้รับในภายหลัง