|
แดดกลับบ้าน
อ้างอิง - ภาพ http://burabhawayu.multiply.com/photos นับเป็นหนึ่งภาพ อันงดงามสำหรับชีวิต ยามได้มองเห็นแสงของวัน โดยเฉพาะแสงแรกและแสงสุดท้ายของวัน บางคนเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นการเสพพลัง โดยเฉพาะเมื่อยามแสงเปลี่ยน สีปรับ และหัวใจของเราได้เคลื่อนตาม ในแต่ละชั่วขณะ ไม่มากมายและไม่น้อยไป ในการทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่งดงาม ของแสงสีอันตระการตาในแต่ละวัน แสงแรกและแสงสุดท้ายแตกต่างกัน สำหรับมุมมองจากจุดเริ่ม จนกระทั่งสู่จุดจบ สำหรับผม แสงแรกและแสงสุดท้าย ต่างกันด้วยหน้าที่และความรู้สึก ไม่ใช่เพราะแสงแรกทำให้เราเริ่มต้นวัน หรือแสงสุดท้ายทำให้เราปิดท้ายวันด้วยการพักผ่อน สำหรับผมเชื่อคำในพลังของแสงในแต่ละหน้าที่ ใช่สำหรับความจริงในชีวิตผู้คน แต่สำหรับใครอีกหลายคน แสงแรกและแสงสุดท้ายกลับทำหน้าที่สลับสับเปลี่ยนกัน บ้างเริ่มต้นชีวิต เมื่อแสงสุดท้ายลับหาย และหยุดลงเมื่อแสงแรกเริ่มต้น สลับด้วยรอยยิ้ม ดวงตา ความสดใส งัวเงีย สดชื่น กระทั่งความง่วงก่อนการพักผ่อน หลายสิ่งของพฤติกรรมผู้คน ซึ่งปรับตัวตามแสงแห่งวัน ปรับตามแต่ละอารมณ์ความรู้สึก และก้าวย่างของชีวิต ซึ่งผ่านเข้ามาและผ่านออกไป ได้เริ่มต้นได้ทำและได้จบลง ในแต่ละคืนวันของชีวิต ครั้งหนึ่งผมเคยหลงใหลบรรยากาศข้ามคืน มีความสุขในทุกครั้งเมื่อนั่งทำงาน ในโมงยามที่คนหลับ ในช่วงเวลาที่เรารับรู้ และรู้สึกถึงชีวิตรอบข้าง ยิ่งในบรรยากาศของบ้านรอบข้างที่เงียบเหงา มีเพียงเสียงหมาแมว ไม่มีใครและไม่มีคน ในท่ามกลางความเงียบ มีเรื่องราวมากมายให้ได้อ่าน ได้คิด ได้มอง และอยู่ท่ามกลางความเงียบเหล่านั้น นานหลายปีสำหรับความหลงใหลในข้ามคืน หลายปีกว่าจะได้คำตอบ ถึงชีวิตธรรมดาที่ย่อมผันผ่านไป จะมากจะน้อย ล้วนต้องพบเจอคำตอบ ภาระในชีวิตมักกำหนดเงื่อนไข ทั้งภายในความรู้สึกและเหตุผล จะทำหรือไม่ทำ ไม่ใช่เพียงความปรารถนา แต่เป็นเงื่อนไขและสิ่งที่ชีวิตต้องกระทำ มีบทบาทมีหน้าที่ และมีความใฝ่ฝันให้โลดแล่น ชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป ท่ามกลางคำตอบของการเรียนรู้ ครั้งหนึ่งในท่ามกลางคำตอบของความไม่มากมาย ผมได้มีโอกาสนั่งมองชีวิตผู้คนผ่านไป จากแสงสุดท้ายของวัน นั่งนานนับเป็นชั่วโมง ด้วยความเงียบ ด้วยการสังเกตุ และด้วยความเรียบง่าย ยังไม่มีคำถามอะไรในใจ ท่ามกลางภาพที่เห็น ไม่ใช่การนั่งมองแสง เหมือนเช่นนั่งมองดวงอาทิตย์บนภูกระดึง ริมผาแต้ม บนห้วยน้ำดัง หรือมองแสงสุดท้ายจากแหลมพรหมเทพ จากริมเลเขาหลัก ไม่ใช่สำหรับการมองแบบแปลกแยก
แต่ผมมองชีวิต ของผู้คนที่ผ่านไปมา ในยามเย็นของชีวิตและแสงสุดท้าย ผมนั่งมองภาพ คนทำไร่ทำนาแบกจอบแบกเสียม บ้างเดินหิ้วปิ่นโต บ้างปั่นจักรยาน และหลายคนขี่รถเครื่อง ผ่านบรรยากาศยามเย็นจากท้องทุ่งของเมืองลำปาง ทุกคนกำลังจะกลับบ้าน มีเสียงร้องทักทายเสียงตอบรับ มองไปไกลเห็นกาดยามเย็น ที่ผู้คนจับจ่ายข้าวปลา ผมนั่งมองชีวิตนานหลายชั่วโมง เหมือนเช่นที่เคยมองผู้คน ในแต่ละบรรยากาศ มองโดยไม่ได้คิดอะไร ในท่ามกลางความเรียบง่าย และในท่ามกลางชีวิตที่เคลื่อนผ่านไป มองจากระเบียบระเบียงชีวิตออกไปไกล เห็นแสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับ รอลุ้นให้กับชีวิตว่า วันนี้พระอาทิตย์จะเป็นไข่เค็มไข่แดงลูกกลมโต หรือเป็นเพียงแสงในท่ามกลางเมฆหมอก รอและมองเห็นผู้คนงดงาม ท่ามกลางยามเย็น เหมือนรับรู้ แค่เพียงชีวิตที่ไม่มากมาย บ่อยครั้งที่รู้สึกว่าความยิ่งใหญ่ของชีวิต อาจไม่ใช่สิ่งมากมาย หรืออลังการ จนเราจับต้องไม่ได้ ความยิ่งใหญ่เหล่านั้นอาจเกิดเพียงชั่วสั้น ให้เราได้แอบมองแอบรับรู้ สัมผัสและจับต้องด้วยความรู้สึก เพียงเพื่อให้ผ่านเลยจากชีวิตออกไป ให้ได้มองเห็นและคิดกับความจริง บ่อยครั้งอาจแอบซ่อน หรือปรากฎออกมาตรงตรง วันนี้ ผมแอบคิดถึงแสงแดดยามเย็น เหมือนที่เคยนั่งมองผู้คน ต่างกลับบ้าน เหมือนกันในทุกแห่งของชีวิตในเมืองเล็ก เหมือนภาพแบบเดียวกันวนไปมา เช่นที่เคยนั่งมองผู้คนในเมืองปัตตานี ในปางมะผ้า ในขุมยวม แจ้ห่ม หรือเมืองใดใด ที่ชีวิตผู้คนยังวนเวียน อยู่กับแดดฝนคลื่นลม การเริ่มต้นของแดดยามเช้า และการจบลงของแดดยามเย็น ขณะที่แสงไฟ จากเมืองใหญ่มากมาย อาจทำให้เราสดชื่นสดใสในทุกข้ามคืน แต่สำหรับแดดยามเย็น ภาพของชีวิตและสิ่งที่เคลื่อนผ่านจากชีวิตไปนั้น ช่างงดงาม สงบ และปลดปล่อยพลังแห่งความรู้สึกที่ดี ในหลายครั้งที่เห็นแดดกำลังจะกลับบ้าน ผมนึกถึงเรื่องราวอันเรียบง่าย ที่ไม่มากมายสำหรับการมองเห็น ไม่ต้องบนดอยขุนเขา ริมมหาสมุทรใหญ่ แต่เป็นที่ใดในโลก ที่สามารถทำให้เราได้นั่งมองแสงแดด ด้วยหัวใจของเรา ด้วยความรู้สึก ยามแดดกลับบ้าน ยามชีวิตอยากกลับบ้าน
|


สวัสดีค่ะ คุณ kati
* บ่ายนี้น้องฟ้าเธอไม่เปิดใจค่ะ
* เลยไม่มีแดด .. มาแปะไว้ก่อนนะคะ
* วันไหนน้องฟ้าเธอใจดีมีแดด
* จะมาร่ายต่อ ภาพที่ 2 งามจังค่ะ
สวัสดีครับ คุณ Poo
ขอบคุณมากครับ
นำภาพและความรู้สึก ยามมองแสงแดดยามเย็น ให้ได้แบ่งปันและร่วมกันอ่านครับ ภาพทั้งสองภาพนั้น เป็นฝีมือการถ่ายภาพของเพื่อนที่ชื่อ สมิทธิ ธนานิธิโชติ อดีตบรรณาธิการภาพ นิตยสาร Open ชอบภาพถ่ายมาก เลยขอหยิบยืมเพื่อนมาปะไว้ครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ
ปูเปิดเข้าไปดูที่มัลติพลาย แล้วค่ะ
ขอบคุณนะคะ ตอนแรกคิดว่าลิงค์ มัลติพลายเป็นของคุณเช่นกัน
... มีแต่ภาพงาม ทั้งนั้นเลย ช้อบ ชอบ มากๆ ค่ะ
.. ภาพที่ 2 ทำให้คิดถึงเรื่อง ทุ่งดอกหญ้า ของ คุณประภัสสร นะคะ
... และนึกถึงกลอน ดอกหญ้า พริ้ว ปลิวไหว ...
... ชอบสุดๆ เคยแต่งกลอน หลังจากอ่าน ทุ่งดอกหญ้า จบ
นาน นาน นาน มากแล้วค่ะ .. เลยหากลอน บ่เจอ .. เจอแต่ประตู ... เต็มไปหมด .. :)
ไม่มีภาพดอกหญ้า แต่มีกองฟาง ค่ะ
สวัสดีครับ คุณ kati
ผมได้เสพพลังจากแสงกลับบ้านอยู่เสมอน่ะครับ และชอบแสงส่งท้ายของวันอยู่มากกว่าแสงแรก
ผมว่าแสงส่งท้ายมีความนิ่งเฉยช้าและสงบเย็น เศร้าสร้อย ต่างจากแสงเริ่มที่วุ่นวายพลุ่งพล่านรีบร้อนและพลังอำนาจที่บังคับผู้คน
แต่กับแสงไฟแล้ว เป็นแสงแห่งความหลอกลวง ไร้กาลเวลาและทำลายความรู้สึกของการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงได้อย่างสวยงาม.......
ภาพนี้ผมถ่ายมาเร็วๆนี้ สะท้อนว่าเป็นภาพลวงที่สะท้อนไปมาระหว่างอาทิตย์ มาสู่ท้องน้ำแล้วไปสู่เมฆ
เปรียบใจคนยากที่จะหยั่งลึกจะมองดูเพียงผิวเผินมิได้
มาทักทายช่วงแดดกลับบ้านค่ะคุณ kati
...
ห่างหาย สม่ำเสมอ
เผลอเผลอ ก็ห่างหาย
ผลุบผลุบ โผล่พราย
คลับคล้าย คลับคลา
ว่า
คิดถึง อิ อิ
...
การเขียนแบบนี้ใช้กลวิธีใดในกานเขียนคะ? ที่มี 3 บันทัดเล็กๆ แล้วค่อยเขียนบันยาย เรียกว่าอะไรหรอคะ?