วันนี้น้องจิได้รับภารกิจอันยิ่งใหญ่ และเป็นครั้งแรกที่น้องจิต้องทำตัวให้เป็นผู้นำจริงๆ...ตอนเช้าน้องจิตื่นขึ้นมา รู้สึกเวียนหัวมาก เนื่องจาก อาการที่ไม่ค่อยสบายอยู่แล้ว...แต่ก็อาบน้ำแต่งชุดนักเรียนไปเยี่ยมพ่อพิสูจน์ที่โรงพยาบาลก่อน เพื่อขอกำลังใจ และถามอาการ

          เมื่อไปถึง ก็เห็นพ่ออาการดีขึ้น ...ก็โล่งใจ พ่อบอกว่า วันนี้คุมทีมให้ดีๆนะ คุมแทนพ่อด้วย...น้องจิรับปากแล้วก็ลาไปด้วยใจที่ยังห่วง....เมื่อไปถึงโรงเรียนก็นัดน้องๆ และตกลงกับรถสองแถวที่จะพาน้องๆไปยังสถานที่แสดง คือ ที่บ้านช้าง...รถประจำทางไปส่งถึงที่...น้องจิพาน้องๆไปที่หลังเวทีเพื่อไปหา พี่ๆ ที่ควบคุมการแสดงทั้งหมด...แต่อาการน้องจิไม่ดีขึ้นเลย ปวดหัว มีอาการคลื่นไส้ด้วย...และในที่สุด ก็เดินไปอาเจียนจนได้..

            ลุงเอกได้โทรมาให้กำลังใจ ให้พรน้องจิ...ซึ่งมันเพิ่มกำลังใจให้น้องจิเป็นอย่างมาก...เพราะคราวนี้น้องจิไม่ได้ไปแข่ง แต่น้องจิพาน้องๆไปแสดงร่วมกับ ลุงชินกร ไกรลาศ ....คงจะไม่มีใครเชื่อนักว่า คนที่คุมวงมาวันนี้ คือเด็กอายุ 17 ปี....

            น้องจิวางสายจากลุงเอกเสร็จ..ก็เดินไปหาน้องๆ เพื่อดูแลและซักซ้อมเนื้อร้อง...ที่สำคัญ น้องจิได้รับหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง ที่พี่ๆทีมงานให้มาคือ  ให้แต่งอีแซวตลอดงาน  ดังนั้น น้องจิต้องนั่งแต่งอีแซวอยู่ตลอดเวลา  สมองคิด ตาต้องคอยดูน้องๆว่าเป็นอย่างไร...ซึ่งน้องจิรู้สึกว่า ตัวเองต้องฮึกมากๆ

                  Img0544a

                 เด็กอายุ 17 ปี นั่งเขียนเนื้อเพลงอีแซว..ให้กับทีมงานด้วยความเครียด...แงๆๆๆๆ ฝีมือเด็กในวง..ชอบแอบถ่ายเวลาเครียด..น้องเค้าบอกว่า...ไม่เคยเห็นพี่จิเครียดเลยถ่ายไว้ให้ดู เหอๆๆ

            เมื่อลุงชินกรมาถึง...น้องจิได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาความรู้กับคุณลุง...ซึ่งน้องจิเห็นคุณลุงนั่งอยู่คนเดียว เลยเข้าไปสวัสดี และยิ้มให้ ลุงชินกรก็คุยกับน้องจิ...ลุงสอนอะไรน้องจิมากมาย ลุงบอกว่า ที่น้องจิชนะที่ ม.หอการค้าไทย เพราะว่า แนวคิดของการแสดง....และบอกน้องจิว่า  การแสดงจะชนะหรือไม่ อยู่ที่แนวคิดเท่านั้นว่าใครจะคิดดีกว่ากัน  ส่วนการที่เราจะศึกษาอะไรนั้น เราจะต้องศึกษาให้ถึงแก่น เราถึงจะได้ความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง  ลุงบอกว่า คนที่เป็นศิลปินเต็มตัวนั้น  จะต้องสะกดจิตคนดูได้ ..น้องจิว่า เดี๋ยวน้องจิไปหัดเรียนสะกดจิตก่อนดีกว่า

                

                

             งานนี้น้องจิได้รับบทอันยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่มีใครเล่นอีกแล้ว เพราะว่าหาตัวแสดงไม่ได้ น้องจิเลยเข้าไปเล่นแทน นั่นก็คือ  " คุณยาย "...น้องจิแต่งตัวเป็นคุณยายเสร็จ ออกมาในสภาพนี้ค่ะ

                

              แต่ด้วยอาการของหนูไม่ดีนัก เลยหมดสภาพ...เจ้าน้องตัวดีในวงอีแซว ชอบเก็บตกอยู่เรื่อย เลยอยู่ในท่านี้ อิอิ

                

        ขณะที่แสดง เป็นเวลาบ่าย 2 โมง แดดร้อนจัด...เวทีทำด้วยไม้เคลือบจึงทำให้แสงแดดที่ส่องมาสะท้อนกลับ...มันร้อนมาก พี่ๆทีมงานบอกให้ถอดรองเท้าเล่น...เชื่อไหมค่ะ เท้าของน้องๆทุกคน พองกันหมดเลย  พี่ๆจะรู้บ้างไหมว่า การแสดงนั้น นอกจากจะคำนึงถึงคุณภาพในการแสดงที่ออกมาแล้ว..สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ  สุขภาพความปลอดภัยของผู้แสดงนะค่ะ..

               

               

น้องจิเองก็ร้อนเหมือนกัน  ถึงกับน้ำตาร่วงเลย เพราะร้อนเท้ามาก...พอแสดงเสร็จ น้องๆมาบอกน้องจิว่า เท้าพองเลย..น้องจิก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไร นอกจากบอกว่า เดี๋ยวก็หายนะ...ซึ่งรู้สึกสงสารน้องๆมาก...น้องจิมาดูเท้าตัวเอง..ปรากฏว่า ก็พองทั้งสองเท้าเลยเหมือนกัน...

              งานนี้ท่านบรรหาร ศิลปอาชา มาเป็นประธานเปิดงาน...ท่านใส่รองเท้าขึ้นบนเวที...เวลากล่าวเปิด..ความจริงน่าจะถอดเหมือนพวกหนู..จะได้รับรู้ว่า  ความสนุกที่ท่านดูอยู่นั้น ท่านยิ้มนั้น..เด็กๆอย่างพวกหนูต้องรู้สึกอย่างไร...(เอ๊ะ ยัยจิเล่นของสูง เอิกๆๆๆ หน้าที่ก็ต้องเป็นหน้าที่ มาบ่นทำไม)

              เมื่อแสดงเสร็จก็กลับโรงเรียน..ถ้าครูพิสูจน์มาด้วย ครูจะเป็นผู้ส่งน้องๆทุกคนถึงบ้าน...แต่ลำพังตัวน้องจิเอง จะไปส่งน้องๆทุกคนคงไม่ได้..เลยบอกให้น้องๆโทรหาพ่อแม่ตัวเอง..น้องจิก็มีหน้าที่เฝ้าน้องๆจนผู้ปกครองของน้องจะมารับไปหมดทุกคน แล้วก็เดินไปหาครูพิสูจน์ที่โรงพยาบาล

              พอไปถึงครูพิสูจน์ประมาณ 5 โมงเย็น...เย็นครูนอนอยู่คนเดียว เพราะว่า ครูอ้อยต้องไปสอนหนังสือ แล้วก็อยู่รับน้องติว และน้องเต้ มาตอนเย็นๆ..น้องจิก็เลยเฝ้าครูพิสูจน์ไปพลางๆ

              ขณะเฝ้า ป้านิด ลุงเอก แม่หมู ก็โทรมาถามอาการ..นี่คือน้ำจิตน้ำใจในโกทูโนว์ที่มอบให้หนูกับครูพิสูจน์ค่ะ....น้องจิไปบีบแขนบีบมือให้ครูพิสูจน์ ตอนประมาณ 5 โมง คุณครูยังคุยได้ดีอยู่ ยิ้มได้ แต่พอเวลาประมาณ 18.30 น. ครูเริ่มหายใจไม่ออก เหนื่อย อาจเป็นเพราะครูเดินเข้าห้องน้ำ...น้องจิก็เลยเดินไปตามพี่พยาบาล...พี่พยาบาลบอกไม่เป็นอะไร ..แล้วก็เดินจากไป

              น้องจิบีบมือ กำมือพ่อพิสูจน์ให้กำลังใจ บีบแขนให้ แล้วครูก็บอกว่า  รู้สึกแน่นๆ แถบอกด้านซ้าย ซึ่งมันไม่เจ็บ ได้แต่แน่นๆ ชาๆ เหมือนโดนทายาหม่อง ...น้องจิก็วิ่งไปตามพยาบาลอีกรอบและขอสายออกซิเยนเพื่อช่วยหายใจ จะได้หายใจได้ดีขึ้น...พี่พยาบาลเอาออกซิเยนมาให้แล้วก็บอกว่าไม่ต้องกังวล...อาจเป็นเพราะโรคภูมิแพ้ บวกความดันสูง..แต่น้องจิดูอาการแล้ว ห่วงจังเลยค่ะ

             น้องจิอยู่เฝ้าพ่อพิสูจน์บีบให้...แต่ไม่ได้คุยอะไร เพราะรู้ว่าครูไม่มีแรงพูด...เพราะเหนื่อย..น้องจิก็ได้แต่กุมมือไป บีบไป..แล้วครูก็พูดมาคำหนึ่งว่า  จิ กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะลูก ตัวร้อนไม่สบายเนี่ย พรุ่งนี้ต้องไปหอแล้ว....โธ่ !! พ่อ หนูไม่เป็นอะไรหรอก จะให้ทิ้งพ่ออยู่คนเดียวได้ยังไงอ่ะ....ไม่มีวันซะหรอก...น้องจิก็อยู่เป็นเพื่อน จนครูอ้อยมาถึง

               น้องจิก็ได้กลับบ้าน....แต่ก็อดห่วงไม่ได้...ถ้าครูอยู่คนเดียวแล้วน้องจิไม่มาเฝ้า ครูจะเป็นยังไง....แล้วครูยังห่วงหนูอีก ครูห่วงครูให้มากๆนะค่ะ  อยากจะบอกว่า หนูรักคุณครูมากๆๆๆๆ อยากให้ครูหายไวๆ....

              เป็นกำลังใจให้ครูพิสูจน์ด้วยนะค่ะ....เดี๋ยวพรุ่งนี้หลังจากน้องจิไปหอพักแล้ว จะกลับมาดูพ่อพิสูจน์อีก (ถ้ามหาวิทยาลัยให้กลับบ้านมาก่อนได้)....

                รักพ่อมากๆค่ะ วันนี้ลูกทำหน้าที่แทนพ่อแล้ว อาจไม่ดีเท่าพ่อแต่ลูกก็ทำจนสุดความสามารถของลูกแล้วนะค่ะ  รักพ่อค่ะ ----> น้องจิ ^_^