โรงเรียนแพทย์
สิ้นสุดโปรแกรมน่าประทับใจที่โรงงาน recycle กลุ่มพวกเราก็แยกทางกับพวกสภากาชาด เพื่อไปขึ้นเครื่องบินเล็กไปเมืองฮวาเหลียน อันเป็นที่ตั้งของสมณารามของท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหลียนและโรงเรียนแพทย์แห่งแรกของมูลนิธิพุทธฉือจี้
ก่อนจะมาถึงก็รู้สึกตืี่นเต้นเล็กน้อย เพราะโปรแกรมนี้นับเป็นไฮไลท์ของ trip นี้ก็ว่าได้ ผมได้ยินชืื่อเสียงของโรงเรียนแพทย์ฉือจี้มาประมาณ 2 ปี และที่ "โดนใจ" มากที่สุดคือเรื่องราวของ "ปรมาจารย์ผู้ไร้เสียง (Silent Mentor) ของฉือจี้ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ที่ได้ฟังเรื่องราวมานับไม่ถ้วนทีม
วิทยาลัยเทคนิกมูลนิธิพุทธฉือจี้ รถเราผ่านที่นี่ เห็น "นักเรียนดีเด่น" กำลังกวาดลานอย่างขะมักเขม้น เป็นงานอันทรงเกียรติที่นักเรียนที่ได้รับรางวัลจะเป็นผู้รับหน้าที่ทำอย่างภาคภูมิใจ
แถวตอนเรียงสองของทีมสงขลานครินทร์จัดเป็นรูปร่างอย่างรวดเร็ว ตามความชำนาญและความเคยชินทีละน้อยของแต่ละวัน เช้านี้โปรแกรมแรกจะเป็นการมาเยี่ยมชมโรงเรียนแพทย์ฉือจี้อันมีชื่อเสียง โรงเรียนแพทย์ฉือจี้สร้างด้วยตึกก่ออิฐและคอนกรีต เหมือนทุกๆงานก่อสร้างของฉือจี้ อิฐบางก้อนได้รับบริจาคมาจากผู้มีจิตศรัทธา ก็อาจจะมีร่องรอยสลักบ่งบอก
พวกเรามารวมพลกันที่ห้องโถงกลางตามธรรมเนียม มีรูปบูชาและตกแต่งด้วยก่อไผ่ตามธรรมเนียม ตัวหนังสือขนาดใหญ่ประกาศ mission หรือพันธกิจของคณะแพทย์ (Medicine and Humanity) 4 ตัว คือ พรหมวิหาร 4 นั่นเอง เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา พวกเราได้รับการแนะนำชี้แจง programme คร่าวๆ ตอนเช้านี้เราจะได้ฟังประวัติและ mission ของคณะแพทย์ที่นี่ ต่อด้วย video The Silent Mentor อันมีชื่อเสียง เป็นโปรแกรมรอบเช้า ตอนบ่ายเราจะได้เยี่ยมชมแผนก Geriatric ward ที่นี่ และรับฟังเรื่องราวของอาสาสมัคร และประวัติอันยาวนานของผลงานมูลนิธิฉือจี้
คณะแพทยศาสตร์ (College of Medicine)
มีการเรียนการสอนทั้งระดับ undergraduate และ postgraduate ในระดับ undergraduate มี 5 รายวิชา คือ Medicine, Laboratory Medicine and Biomedical, Public Health, Nursing และ Medical Informatics ที่น่าสนใจคือ นอกเหนือจากมีการเรียนการสอนที่ College of Medicine แล้ว ยังมีอีกสอง Colleges ที่สอนรายวิชาคู่ขนาน ได้แก่ College of Life Science, College of Humanities และ College of Education & Communication
College of Humanities
ประกอบมาจาก "ซุบวิเศษของสี่ศักดิ์สิทธิ์" (4 Ingredients of Magic Soup) คือ Contentment, Gratitude, Understanding and Accommodation ความเพียงพอพึงใจ ความกตัญญู ความเข้าอกเข้าใจ และการโอบอ้อมอารี นักศึกษาจะต้องเรียน "ประเพณีฉือจี้ 8 ประการ" คือ charity, medical care, education, culture, international relief, bone marrow donation, community volunteering และ environmental protection จะเห็นว่าแต่ละส่วนประกอบมาเป็นหลักสูตรนั้น มีกลิ่นอายของการวางแผน ใคร่ครวญ ใช้ข้อมูลปัจจุบัน และสถานการณ์ที่เป็น critical ของโลกปัจจุบันที่จับต้องได้ มาเป็นฐานของหลักสูตร
Silent Mentors
ในการเรียนแพทย์ ความรู้พื้นฐานที่แพทย์ต้องทราบคือ "ร่างกายมนุษย์" และแหล่งที่จะเรียนได้ดีที่สุดก็คือจากร่างกายจริงๆ โรงเรียนแพทย์ฉือจี้ได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ในการดูแลร่างกายที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้หลังจากที่ตนเองตายแล้ว เพื่อที่นักเรียนแพทย์จะได้นำไปศึกษา ร่างนี้เรียกว่า "Silent Mentors" หรือ "ปรมาจารย์ผู้ไร้เสียง"

นักเรียนแพทย์จะทำความรู้จักกับครอบครัวของผู้ที่บริจาคร่างกายให้ ได้่อ่าน ได้พูดคุย ได้ทำความเข้าใจ ถึงเจตนารมย์ของปรมาจารย์ผู้ไร้เสียงของตน รับรู้ถึงความเมตตา และเสียสละ เพื่อที่ตนเองจะได้มีโอกาสเล่าเรียนศึกษาร่างกายมนุษย์
"ท่านจะกรีดมีดผ่านร่างกายของเรา ผิดพลาดไปสักกี่ร้อยครั้งก็ไม่เป็นไร ขอเพียงท่านอย่าได้กรีดผิดแม้เพียงครั้งเดียวกับคนไข้ของท่าน" เป็นหนึ่งในหลายร้อย หลายพัน ข้อความที่ลึกซึ้งกินใจที่ปรมาจารย์ผู้ไร้เสียงได้ฝากฝังไว้ก่อนตาย
ในการเรียนร่างกายของปรมาจารย์ผู้ไร้เสียงเหล่านี้ นักเรียนจะมีความสำรวมและเคารพเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกียรติแก่อาจารย์ และเมื่อสิ้นสุดการเล่าเรียน ก็จะมีพิธีศพอย่างสมเกียรติ นักเรียนจะร่วมในขบวนแห่ศพ พบปะและรับรู้ความรู้สึกของญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต เมื่อศพถูกเผา อัฐิของแต่ละร่างจะถูกเก็บรวบรวมและนำมาบรรจุในโกฐิคริสตัลสวยงาม นำมาประดิษฐานอยู่ที่ห้องสักการะในพิพิธภัณฑ์ของโรงเรียน บางปีนักเรียนจะช่วยกันแต่งเพลงสรรเสริญ และขอบคุณแสดงความกตัญญูต่อปรมาจารย์ผู้ไร้เสียงเหล่านี้อย่างซาบซึ้งกินใจ
ด้วยพิธีกรรมและกิจกรรมเหล่านี้เอง ทำให้คนจำนวนมากยินยอมและยินดีบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาแก่โรงเรียนแพทย์ฉือจี้จนเกินต้องการ สามารถส่งไปให้รร.แพทย์อื่นนำไปใช้ประโยชน์ได้ หากแต่ต้องมีเงื่อนไขคือ จะต้องปฏิบัติตาม protocol ของฉือจี้ทุกประการ นักเรียนแพทย์นอกเหนือจากจะได้เรียนเรื่องกายวิภาคแล้ว ยังเข้าใจถึง Thanatology มรณวิทยา ผลกระทบของความตายต่อชีวิต ทางจิตใจและทางสังคม อันเป็นความรู้รากฐานอันสำคัญที่จะเป็นหลักสำคัญของการเกิด empathy ในอนาคต
Tzu Cheng/Yi Te Association โปรแกรมปิตุมารดาจารย์

นักเรียนทุกๆ 2 หรือ 12 คน จะมี Tzu Cheng หรืออาจารย์พ่อ 1 ท่าน กับ Yi Te หรืออาจารย์แม่ 2 ท่านช่วยดูแลตลอดเวลาที่อยู่ที่โรงเรียนฉือจี้ อาจารย์พ่อและอาจารย์แม่จะถูกคัดเลือกมาจาก commissioner ของฉือจี้ เป็นผู้ที่รักเมตตาเด็ก และจะดูแลเปรียบประดุจเป็นลูกของตนเองตลอดการศึกษา บัณฑิตฉือจี้หลายต่อหลายคนก็ยังติดต่อ และเคารพนับถืออาจารย์พ่อ อาจารย์แม่ เหล่านี้แม้ว่าจบการศึกษามานานแล้วด้วยความรักใคร่ผูกพันต่อความเมตตากรุณาของท่าน ทำให้บรรยากาศการเรียนเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ครอบครัว ความใกล้ชิด และการถ่ายทอดวัฒนธรรมคำสั่งสอนคุณธรรม
Professional Humanities Classroom
.jpg)
วิทยาลัยฉือจี้เชื่อในการสร้างบัณฑิตที่เชื่อมโยงกับสังคม วัฒนธรรม ความรัก ความเมตตา ซึ่งเป็น social sciences ไม่ว่าบัณฑิตจะไปเป็นวิชาชีพไหนก็ตาม ดังนั้นนักศึกษาแพทย์ทุกคนจะต้องมา attend class humanities ซึ่งจะสอน Chinese Calligraphy, Tea Ceremony และ Flower Arrangement (ลิขิตศึกษา ประเพณีชงชา และประเพณีการจัดดอกไม้) ศิลปศาสตร์เหล่านี้แฝงเร้นไว้ด้วยความสุนทรีย์ ความงามในธรรมชาติ ความเคารพนบนอบ จิตบริการรับใช้ผู้อื่น การฝึกจิต ฝึกสมาธิ การตั้งใจเจตจำนง ความกตัญญูอ่อนน้อม ความรักในศิลปวัฒนธรรม รากเหง้าที่มาของตนเอง
นักเรียนบางคนพอได้มาเข้า class ถึงกับรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงภายในของตนเอง หลังเลิก class ยังเข้ามาขออนุญาตคุณครู ขออยู่ช่วยเก็บข้าวของอุปกรณ์การเรียน เพราะเขารู้สึกว่าขณะที่ทำการชงชา จัดดอกไม้อยู่นั้น เขาเพิ่มสมาธิ และสามารถมองเห็นความงามเล็กๆน้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นชาที่หอม ควันไอร้อนที่พวยพุ่งจากกาน้ำ ใบไม้แต่ละใบ กิ่งแต่ละกิ่ง มีเรื่องราว ความสวยงาม ความน่าสนใจ แฝงเร้นอยู่ จนกระทั่งเขาอยากจะใช้เวลามากขึ้น แม้เพียงการช่วยเก็บกวาด ล้างถ้วยชามก็ตาม
ดังนั้นนักเรียนแพทย์ฉือจี้ จะไม่เพียงแต่ได้เรียน ได้ศึกษาวิชาด้านการแพทย์สมัยใหม่เท่านั้น ยังมีชั่วโมงเรียนวิชาด้านศิลปวัฒนธรรมขั้นสูงของชาติจีนอีกด้วย ร่วมกับกิจกรรมของ Silent Mentors จะค่อยๆเห็นการปลูกฝังนักเรียนที่ถูกวาง mission & vision ไว้ว่าจะต้องมี "เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา" นั้น มหาวิทยาลัยฉือจี้ไม่ได้ปล่อยปละให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเองไปตามโอกาส แต่เป็นการสอดแทรกบูรณาการอย่างมีแผน มีขั้นตอน ตลอดทั้งหลักสูตร
การปลูกฝัง "คุณค่าและค่านิยม" เป็นส่วนสำคัญของหลักสูตร นักเรียนที่เรียนดีและเป็นที่ยกย่อง จะได้รับรางวัลโดยการทำงานบริการต่างๆแก่ผู้อื่น เช่น เป็นคนตักอาหารให้เพื่อน ให้ครูอาจารย์ ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์แม้แต่การกวาดลาน การทำความสะอาดห้องน้ำ จะถูกจัดเป็นกิจกรรมที่คนที่สถาบันต้องการยกย่องจะมอบงานนี้ให้กระทำ ซึ่งเป็น anti-thesis กับระบบ financial incentive ที่ให้รางวัลโดยมอบของ มอบ materials ให้ ทางฉือจี้เห็นว่า การมอบความไว้วางใจ มอบเกียรติ และมอบสิ่งที่วัฒนธรรมบอกว่ามีค่ามากที่สุด ก็คือ โอกาสตักตวงบุญจากการให้ จึงเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่ ที่หวังว่าเมื่อบัณฑิตจบการศึกษา รางวัลยิ่งใหญ่นี้จะถูกปลูกฝังและถ่ายทอดต่อไปในสังคม

อ่านแล้วประทับใจในการเป็นสถานศึกษาอย่างแท้จริงของมหาวิทยาลัยนี้มากเลยค่ะ
ชอบแนวคิดผู้ที่เรียนดีจะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เพื่อผู้อื่นมากๆ เลย เป็นการสอนเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่ของตนในสังคมและการเป็นผู้ให้ได้เป็นอย่างดี
ขอบพระคุณอาจารย์ที่ได้ถ่ายทอดให้ฟังนะคะ ได้ความรู้และแนวคิดดีๆ มากมายจากบันทึกของอาจารย์ค่ะ
คุณกมลวัลย์ครับ
ขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็นครับ ใน "ระบบ" ของเรา บางทีเราไปเน้นว่า ทำดีหมายถึงจะต้อง "ได้" มากเกินไปกระมัง แทนที่จะเน้นความดีหมายถึง "การให้" อย่างที่เราได้ไปเห็นมา
Part 1
http://video.mthai.com/player.php?id=10M1212892748M0
Part2
http://video.mthai.com/player.php?id=10M1212895205M0
สวัสดีค่ะ
ช่วยบอกหน่อยได้ไหมค่ะ
ว่าการเปนหมอเราจาทำตัวยังไง
คำถามกว้างไปนิดนึงไหมครับ คุณสุธิดา ขอจำเพาะเจาะจงสักนิดนึงได้ไหมครับ