อย่าให้งานค่ายอาสาพัฒนาที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้เป็นกรงขังตัวเองจากเรื่องอื่น ๆ ที่ควรต้องเรียนรู้

การไปเยี่ยมค่ายในแต่ละครั้ง   ผมมักจะทำการบ้านไปก่อนเสมอ  เริ่มจากการศึกษาภาพรวมของค่ายนั้น ๆ  ว่ามีจุดมุ่งหมายอย่างไร ?  มีกิจกรรมอะไรบ้าง ? รวมถึงค่ายนั้น    ตอบโจทย์ความเป็นปรัชญาการทำงานขององค์กร หรือชมรมอย่างไร ?

 

 

เช่นเดียวกันนี้  การไปเยี่ยมค่ายโครงการ สานฝันเพื่อน้อง  ของ  ชมรมสานฝันคนสร้างป่าเมื่อวันที่  ๒๔  มีนาคม  ๒๕๕๑    ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองผักแว่น  ต.สารภี  อ.โพธิ์ไทร  จ.อุบลราชธานี  ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ผมไม่อาจละเลยเกี่ยวกับการศึกษาข้อมูลดังกล่าวไปก่อนล่วงหน้าอย่างจริงจัง

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคม  ๒๕๕๐   
ในช่วงบ่ายของวันหนึ่ง  มีนิสิตจำนวน 
  คนเข้ามาพบผมในที่ทำงาน  พร้อมกับบอกกล่าวถึงที่มาที่ไปในทำนองว่า  เป็นสมาชิกของชมรมสานฝันคนสร้างป่า   มีความต้องการที่จะจัดกิจกรรมเป็นอย่างมาก   และตระหนักดีว่าห้วงเวลานี้  เป็นห้วงเวลาที่มหาวิทยาลัยกำลังจะประกาศยุบเลิกชมรมของพวกเขา   อันเป็นผลพวงที่ตลอดปีการศึกษาที่ผ่านมา  ชมรมไม่ยอมจัดกิจกรรมเลยแม้แต่โครงการเดียว   จึงต้องถูกยุบเลิกไปตามข้อบังคับ ...

 

 

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมเพิ่งมารักษาการในตำแหน่ง ฯ ใหม่ ๆ  ..
ผมให้ความสำคัญกับเรื่องที่พวกเขาบอกเล่าในทุกกระบวนความ    แต่ก็อดที่จะสร้างสถานการณ์ให้เขาได้รู้สึกไม่ได้ว่า 
โอกาสหาใช่จะถูกหยิบยื่นให้อย่างง่ายดายเสมอไป

 

ผมสอบถามและพูดคุยอย่างเจาะลึก  โดยเฉพาะมูลเหตุของการไม่ยอมจัดกิจกรรม  ทั้ง ๆ  ที่งบประมาณนั้น  มหาวิทยาลัยก็จัดสรรให้ไปแล้ว   ถึงจะไม่มากมายนัก  แต่ก็ใช่จะมีจำนวนน้อยจนทำอะไรไม่ได้เลย   เพราะเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว   จำนวนเงินดังกล่าว   ก็พอเพียงที่จะเป็นต้นทุนในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น   ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขา  มีแรงใจที่จะขับเคลื่อนกิจกรรมมากหรือน้อยเท่านั้นเอง

 

(ภาพจากโครงการป้องกันไฟป่า  มีนาคม  ๒๕๕๐)

 

อันที่จริง   ถึงแม้ผมเพิ่งจะมาดูแลงานเหล่านี้ได้ไม่นาน  แต่ก็กล้าพอที่จะบอกได้ว่า  ผมมีข้อมูลอันเป็นสภาพการณ์ของชมรมต่าง ๆ อย่างมากมายพอสมควร   เช่นเดียวกับปัญหาของชมรมนี้    ผมเองก็รับรู้มาโดยตลอด  เคยแม้กระทั่งชวนให้เจ้าหน้าที่ขบคิดว่า  ชมรมนี้จะ อยู่หรือไป ...  เพราะการประสบปัญหาในระดับแกนนำนั้น  เป็นเสมือนเรือที่ปราศจากหางเสือ .. และการเผชิญกับปัญหาภายในที่ใคร ๆ ก็ เบื่อระอา  เช่นนี้ก็ล้วนแต่จะขับให้มวลสมาชิกท้อ  และถอดใจเอาง่าย ๆ

 

เหตุแห่งการสนทนากันนั้น,  ผมต้องการชวนให้เขาได้วิเคราะห์สภาพ หรือสถานะปัญหาของพวกเขาเอง   อย่างน้อยก็อยากประเมินว่า  พวกเขารู้ซึ้งถึงปัญหาของตนเอง หรือองค์กรของตนเองหรือไม่   เพราะหากไม่เคี่ยวให้พวกเขาหยุดคิดทบทวนถึงวิถีอันเป็นชะตากรรมเหล่านั้น  ก็เท่ากับว่าผมส่งเสริมให้เขาเติบโตโดยไม่สนใจต่อการหยิบยกเอาปัญหาเก่า ๆ  มาแก้ไข .. 

 (ภาพจากโครงการป้องกันไฟป่า  มีนาคม ๒๕๕๐)

ก่อนจากลากันในวันนั้น   ผมตอบรับที่จะให้พวกเขาได้จัดกิจกรรมตามที่ต้องการ  และให้กำลังใจกับการเริ่มต้นครั้งใหม่ของพวกเขาอย่างจริงจัง  และหนักแน่น  รวมถึงการบอกกล่าวอย่างเปิดเปลือยว่า   โดยส่วนตัวของผมนั้น  ผมอยากให้ชมรมของพวกเขาเป็นทางเลือกของการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า  เพราะบรรดาชมรมในสังกัดองค์การนิสิตนั้น   เรียกได้ว่าไม่มีชมรมใดเลยที่จะลุกขึ้นมาขับเคลื่อนกิจกรรมในทำนองนี้   รวมถึงการบอกเล่าประวัติศาสตร์กิจกรรมให้พวกเขาได้รับฟังเพื่อเป็นองค์ความรู้เพิ่มเติมว่า   ตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา  มีเพียงชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในสังกัดสโมสรนิสิตคณะวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ยืนหยัดจัดกิจกรรมในทำนองนี้อย่างไม่ลดละ  ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องการปลูกป่า  อนุรักษ์ป่า , การใช้สมุนไพร,  การศึกษาวิถีป่าและสิ่งแวดล้อมในชุมชนต่าง ๆ  รวมถึงกิจกรรมที่ยึดเป็นขนบเสมอมาก็คือการ บวชป่า  ซึ่งบัดนี้ก็ดูจะเงียบหายไปแล้ว  ซึ่งเมื่อประมาณสักสี่ถึงห้าปีที่แล้ว  แกนนำหลายคนก็สนิทชิดเชื้อกับผมเป็นอย่างดี   ทุกครั้งที่พวกเขาไปออกค่ายฯ  ผมก็มักจะมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกับพวกเขา  และติดตามไปเยี่ยมอยู่อย่างไม่ขาดสาย   จนครั้งนั้นพวกเขาก็เปรยว่าจะย้ายชมรม ฯ มาสังกัดกับองค์การนิสิต  เพื่อให้เป็นองค์กรในภาพรวมของมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง   แต่ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนใจกะทันหัน   โดยเลือกที่จะปักหลักอยู่ในฐานที่มั่นเดิม  เพื่อเป็นองค์กรเล็ก ๆ  ที่เข้มแข็ง  ดีกว่ามาเป็นองค์กรใหญ่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการจัดการที่อาจจะยุ่งยากในอนาคต

 

สิ่งเหล่านั้นจะจริงหรือเท็จแค่ไหนไม่สำคัญ    แต่ผมก็ให้ความเคารพต่อเหตุผลของพวกเขาอย่างไม่โต้แย้ง    แต่ก็พอจะรู้มาบ้างว่า   เหตุผลอันสำคัญที่พวกเขายังไม่ได้บอกเล่าต่อผมอย่างชัดแจ้งอีกประการหนึ่งเลยก็คือ   การต้องการที่จะอยู่กับรากเหง้าอันเป็นต้นสังกัดของพวกเขาเอง  โดยมีแกนนำในสาขาชีววิทยาเป็นขุนพลกิจกรรม  ซึ่งน่าจะง่ายต่อการนำความรู้ที่เรียนมาใช้กับการทำกิจกรรมได้อย่างไม่ติดขัด

 

(ภาพจากโครงการป้องกันไฟป่า  มีนาคม ๒๕๕๐)

 

การบอกเล่าประวัติศาสตร์กิจกรรมให้แกนนำชมรมสานฝันคนสร้างป่าในครั้งนั้น  ผมหวังแต่เพียงว่า  พวกเขาคงมีพลังพอที่จะลุกขึ้นยืนอย่างหนักแน่น  รวมถึงการมี จุดยืน  และ  รู้ตัวตน  ของตนเองว่า   แท้ที่จริงแล้วชมรมจัดตั้งมาเพื่ออะไร ? และมี ทิศทาง  การทำกิจกรรมอย่างไรบ้าง ?   ซึ่งเมื่อพิจารณาชื่อชมรมแล้วก็ชัดแจ้งเหลือเกินว่า  ชมรมเกิดมาเพื่อทำกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่อง ป่า.. มิใช่กิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาเหมือนที่หลาย ๆ  ชมรมได้ยึดปฏิบัติกันอยู่อย่างมากมาย (และซ้ำซ้อน)  จนแทบจะหาจุดต่างในทางรูปแบบไม่ได้เอาเสียเลย

 

และการพูดคุยในครั้งนั้นก็นำไปสู่ค่ายอาสาพัฒนาในแบบฉบับของชาวสานฝันคนสร้างป่า   นั่นคือ  การลงพื้นที่จัดค่าย ฯ  ด้วยการร่วมศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนกับป่าในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในแถว ๆ จังหวัดสกลนคร  มีการแลกเปลี่ยนเสวนาในเรื่องแนวทางการใช้ประโยชน์จากป่า  รวมถึงการลงแรงเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ  โดยผสานพลังระหว่างนิสิตกับชุมชน  ทั้งหนุ่ม แก่และเด็กเล็ก  ตะลุยรื้อผักตบชวาและสิ่งปฏิกูลกันอย่างยกใหญ่  ราวกับว่า  นั่นคือ งานบุญ  ดี ๆ นี่เอง  

นอกจากนั้นยังเดินเท้าเข้าไปทำแนวป้องกันไฟป่าร่วมกันระหว่างนิสิต ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่  ซึ่งถือได้ว่ากิจกรรมในทำนองนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม  ... และกลายมาเป็นอีกทางเลือกของกิจกรรมที่น่าสนใจ ไม่แพ้ด้านอื่น ๆ   เลยก็ว่าได้   

และจากนั้นมา  เมื่อมีกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมในทำนองนี้  เราก็จะนึกถึงพวกเขาก่อนใครเสมอ  และพวกเขาก็ไม่เคยอิดออดที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับการทำงานเพื่อสาธารณะ  จนผมเองก็แอบชื่นชมและส่งกำลังใจไปยังพวกเขาอยู่อย่างบ่อยครั้ง

 

 

แต่การมาเยือนค่าย  สานฝันเพื่อน้อง  ของ  ชมรมสานฝันคนสร้างป่า  ในครั้งนี้  ผมกลับพานพบเจอการเปลี่ยนแปลงไปจาก จุดยืน  อันเป็น ตัวตน หรือ ทิศทาง  การทำกิจกรรมของชมรม ฯ  อย่างชัดเจน 

ผมไม่เห็นภาพกิจกรรมเดิม ๆ หลงเหลือให้พบเห็นอีกต่อไป   พวกเขาตัดสินใจทำค่ายอาสาพัฒนาในแบบที่เป็นกระแสนิยม  ทั้งการทำห้องเรียนสำหรับเด็กอนุบาล   ทำแปลงผักและขุดบ่อเลี้ยงปลาเพื่อเป็นอาหารกลางวัน  มีการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนและหมู่บ้าน  ซ่อมแซมสนามเด็กเล่น  รวมถึงการทำสื่อเรียนรู้ในเรื่องยาเสพติดและอื่น ๆ  อีกจิปาถะ ....

 

ถึงอย่างไรก็ดีก็ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า  พื้นที่การออกค่ายในครั้งนี้ยังคงรูปรอยเดิม ๆ อยู่อย่างเห็นได้ชัด  ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลตัวเมือง  กันดารและแห้งแล้ง  รายรอบไปด้วยภูเขาหลายลูก  มีต้นไม้ขึ้นหลากหลายชนิด  พื้นที่ป่าหลายแห่งเสื่อมโทรมหลายพื้นที่ถูกแผ้วถางเป็นพื้นที่การทำกิน  บางแห่งเห็นได้ชัดว่ากำลังถูกใช้ประโยชน์ในด้านธุรกิจของการ เผาถ่าน ฯลฯ

 

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับกิจกรรมในครั้งนี้อย่างเป็นกันเอง   เข้าใจและเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงของพวกเขาอย่างแจ่มชัด   เพียงแต่อดใจไม่ไหวต่อการที่จะชวนให้นิสิต  ได้กลับไปขบคิดถึงประเด็นชื่อชมรมและปรัชญาชมรมของพวกเขา  ...

 

(การขนทรายจากลำธารที่ห่างจากหมู่บ้านหลายกิโลเมตร)

ผมเข้าใจดีว่าการทำค่ายในลักษณะการอนุรักษ์ป่าอาจไม่ได้รับความนิยมจากมวลนิสิต   เหมือนค่ายอาสาพัฒนาตามกระแสหลัก  ที่มักไปสร้างโน่นนี่อยู่เป็นประจำ  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า  วิถีอันเป็นกระแสหลักจะไม่จำเป็น  เพียงแต่กำลังสะท้อนให้พวกเขาได้ทบทวนถึงตัวตนของตนเอง  และกล้าพอที่จะเดินทางไปในวิถีของตนเองอย่างมั่นคง   โดยไม่จำเป็นต้องลื่นไหลไปตามกระแสนิยมของการออกค่ายอาสาพัฒนา ...  เพราะชื่อของชมรมนั้นโชว์หราอย่างเห็นได้ชัดว่าเป็นชมรมที่มุ่งจะขับเคลื่อนและเรียนรู้ในเรื่องอะไรเป็นหลักสำคัญ  ?

 

 

ก่อนจากลาในเย็นของวันนั้น  ผมไม่วายที่จะก้าวล้ำไปฝากแนวคิดกับแกนนำเหล่านั้นในทำนองว่า   อย่าให้งานค่ายอาสาพัฒนาที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้เป็นกรงขังตัวเองจากเรื่องอื่น ๆ ที่ควรต้องเรียนรู้   อย่าทำงานกันแต่เฉพาะในโรงเรียน  จนหลงลืมที่จะสร้างมิติการเรียนรู้อื่น ๆ  เข้ามาเติมเต็ม   ...  เช้าก็ไปวัด  หรือไม่ก็ออกไปช่วยชาวบ้านทำไร่ทำสวน  ศึกษาเรียนรู้  หรือแม้แต่การแลกเปลี่ยน   เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับทัศนะหรือพฤติกรรมการใช้ประโยชน์จากป่าของชาวบ้านว่าเป็นเช่นใดบ้าง ?  และสภาพป่าจากอดีตถึงปัจจุบันแตกต่างกันกี่มากน้อย ?   ฯลฯ

 

 

นั่นคือการให้กำลังใจในแบบสไตล์ของผม ...  และหวังแต่เพียงว่า  พวกเขาจะเข้าใจในถ้อยคำเหล่านั้นบ้าง  ...

(หยวกกล้วยและทอดแหจับปลา ..คือ  อีกทางเลือกของอาหารชาวค่าย)

 

สิ่งที่ผมพูดและสิ่งที่เขาเลือกที่จะขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้  อาจไม่มีใครผิด  ไม่มีใครถูก   แต่การทบทวนตัวตนของตนเองอีกสักครั้ง  ก็สำคัญไม่ใช่น้อย 

และเมื่อทบทวนแล้ว  หากยังยืนยันที่จะปรับเปลี่ยนสถานะองค์กรไปตามกระแสหลัก   ถึงตรงนั้นผมก็ไม่ว่าอะไร  ตรงกันข้ามก็ยังยืนยันว่า   ยังคงจะติดตามให้กำลังใจและเป็นแฟนคลับพวกเขาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง