มุมมองที่แตกต่าง การเรียนภาษาอังกฤษของเด็ก
มุมมองที่แตกต่างการเรียนภาษาอังกฤษของเด็ก
เกือบหนึ่งปีแล้วที่ผู้เขียนและครอบครัวย้ายมาอยู่ที่เมืองเล็ก ๆชื่อ เมืองอาฮิฮิก ประเทศเม็กซิโก ประเทศเพื่อนบ้านทางตอนใต้ของอเมริกา ลูกสาววัยแปดขวบจึงมีโอกาสได้เรียนภาษาสเปนเพิ่มเติมอีกหนึ่งภาษา
โรงเรียนที่ลูกสาวเข้าเรียน ทำการสอนประเภท Dual Immersion คือครึ่งวันสอนด้วยภาษาอังกฤษและอีกครึ่งวันสอนด้วยภาษาสเปน นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กเม็กซิกันที่พูดภาษาสเปนที่บ้าน แต่พ่อแม่ต้องการให้ลูกเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษ เหมือนพ่อแม่คนไทยนั่นแหล่ะค่ะ
เคยอ่านเจอบทความ การจัดแบ่งประเภทการเรียนภาษาต่างประเทศ ในโรงเรียนระดับประถมในประเทศอเมริกา เขาแบ่งเป็นสามประเภทด้วยกันคือ
1.Traditional Foreign Language Programs in the Elementary School คือ เรียนภาษาต่างประเทศเป็นวิชาหนึ่ง เหมือนที่นักเรียนไทยส่วนใหญ่เรียนวิชาภาษาอังกฤษกันอยู่นั่นเอง การเรียนประเภทนี้จะประสบความสำเร็จแค่ไหน นอกจากปัจจัยสำคัญคือตัวเด็กเองแล้ว ยังขึ้นอยู่กับ
-
มีชั่วโมงเรียนบ่อยแค่ไหน
-
นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกฝนการใช้ภาษาหรือไม่ และบ่อยแค่ไหน
-
การออกเสียงของครูผู้สอน ถูกต้องใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาหรือไม่
2. Foreign Language Exploratory Programs เป็นการเรียนกว้าง ๆ ถึงภาพรวมโครงสร้างลักษณะของภาษา และวัฒนธรรมการใช้ภาษา การเรียนแบบนี้พ่อแม่ไม่สามารถคาดหวังความเป็นเลิศด้านการสื่อสารได้ แค่เป็นการแนะนำให้เด็กรู้จักภาษา ถ้าเด็กสนใจ ก็สามารถเลือกเรียนให้ลึกซึ้งต่อไปในอนาคต
3. Language Immersion Program เด็กเรียนทุกวิชาโดยใช้ภาษาต่างประเทศ การเรียนแบบ Immersion นี้แบ่งออกเป็น ประเภท Full, (เรียนแบบโรงเรียนอินเตอร์ ) partial และ dual (โรงเรียนสองภาษา)
การเรียนแบบ dual หรือเรียกอีกอย่างว่า two-way immersion ก็คืออย่างที่ลูกสาวเรียนอยู่ คือเรียนรายวิชาต่าง ๆ ครึ่งวันหนึ่งภาษา(สเปน) และอีกครึ่งวันก็อีกภาษาหนึ่ง(อังกฤษ)
ซึ่งแน่นอนการเรียนภาษาต่างประเทศให้ได้ผลเร็วที่สุด ก็คือการเรียนประเภทที่สามคือ Immersion นั่นเอง
สองเทอมแรก ลูกสาวบ่นทุกวันว่าไม่อยากไปโรงเรียน เพราะไม่ชอบครึ่งวันที่ต้องเรียนทุกอย่างเป็นภาษาสเปน เขาเครียดมากเพราะฟังครู และเพื่อนไม่เข้าใจ ผู้เขียนเองก็เครียด สงสารลูก หลายครั้งที่เกือบท้อ และคิดจะพาลูกกลับไปเรียนที่แคนาดาอย่างเดิม
ผู้ใหญ่อย่างเรารู้ดีว่า การพยายามเรียนภาษาต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องเครียด เด็ก ๆ ก็คงไม่ต่างไปจากเรา
ไปอ่านเจอรายงานเรื่อง "Myths and Misconceptions About Second Language Learning" by Barry McLaughlin Barry McLaughlin
เขากล่าวถึงความเข้าใจผิด ๆ ที่ผู้ใหญ่มีต่อการเรียนภาษาที่สองของเด็ก เป็นการมองที่ต่างออกไปจากที่เคยได้ยินมา บางข้อผู้เขียนเห็นด้วย โดยเปรียบเทียบจากประสบการณ์การเรียนภาษาของตนเองและเด็ก ๆ ในครอบครัว ได้นำแนวคิดนี้มาใช้ปลอบใจตัวเองได้เมื่อตอนเครียด ๆ ในเรื่องการเรียนภาษาของลูก แต่บางข้อก็ยังฟังหูไว้หูเพราะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตอนเอง ขอแปลแบบสรุปมาเล่าสู่กันฟังนะคะ
ความเชื่อผิด ข้อที่ ๑. เด็กเรียนภาษาที่สองได้รวดเร็วและไม่ยาก
Children learn second languages quickly and easily
มีการวิจัยเปรียบเทียบการเรียนภาษาที่สองของผู้ใหญ่และเด็ก ผลการวิจัยของ Snow & Hoefnagel-Hoehle, 1978 มีออกมาว่าผู้ใหญ่เรียนรู้ได้ดีกว่า ยกเว้นเรื่องเดียวที่เด็กทำได้ดีกว่าคือเรื่องการออกเสียง
ถึงผลการวิจัยจะออกมาให้เห็นอย่างนั้น ก็ยังไม่สามารถลบล้างความเชื่อที่ว่าเด็กเรียนได้รวดเร็วกว่าผู้ใหญ่ไปได้ ซึ่งคงเป็นเพราะว่าเนื้อหาที่เด็กเรียนนั้นง่ายกว่าผู้ใหญ๋ ประโยคของเด็กสั้นกว่าและง่ายกว่า คำศัพท์ก็ง่ายกว่าด้วย
คุณครูและพ่อแม่จึงไม่ควรคาดหวังว่า เด็กจะสามารถเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนได้อย่างรวดเร็ว และควรตระหนักด้วยว่า การเรียนภาษาที่สองตั้งแต่ยังเด็กอาจจะเป็นเรื่องยากด้วยซ้ำ เพราะเด็กยังไม่รู้จักใช้เทคนิคการช่วยจำ และกลยุทธ์อื่น ๆที่ผู้ใหญ่ใช้มาช่วยในการเรียนคำศัพท์และไวยากรณ์ อีกทั้งมักมีการเข้าใจที่ผิดด้วยว่าเด็กมีความอายน้อยกว่าผู้ใหญ่เมื่อพวกเขาใช้ภาษาผิด จริง ๆ แล้วเด็กมีความอายมากกว่าพวกผู้ใหญ่ด้วยซ้ำถ้าเขาใช้ภาษาผิดต่อหน้าเพื่อนๆ ( เห็นด้วย เห็นด้วย เพราะลูกสาวจะอายมาก เมื่อใช้ภาษาผิด ๆ)
ความเชื่อผิด ๆ ข้อที่ ๒. เด็กยิ่งอายุน้อยเท่าไร ก็ยิ่งมีทักษะในการซึมซับรับรู้ภาษาที่สองมากขึ้นเท่านั้น
The younger the child, the more skilled in acquiring an L2
ในรายงานฉบับนี้ได้มีการพูดถึงผลการวิจัยมากมายหลายสำนัก ที่ออกมาสนับสนุนว่า เด็กทีเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ได้มีผลการสอบวิชาภาษาอังกฤษดีกว่าเด็กที่มาเรียนเอาเมื่ออายุมากแล้ว เช่น ที่แคนาดาจะมีการเรียนภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่สอง เด็กจะเลือกได้ว่าจะเริ่มเรียนตั้งแต่เกรดหนึ่ง หรือเกรดเจ็ด มีผลการวิจัยของ Genesee, 1987 ออกมาว่าเด็กที่เริ่มเรียนเมื่อเกรดเจ็ดสามารถทำคะแนนได้ดีเท่าหรือดีกว่าเด็กที่เรียนภาษาฝรั่งเศสมาตั้งแต่เกรดหนึ่งด้วยซ้ำ การได้เรียนตั้งแต่เกรดหนึ่งทำให้ได้มีโอกาสสัมผัสภาษาได้มากกว่า แต่การได้สัมผัสมากกว่า ไม่ได้เป็นการยืนยันการซึมซับรับรู้ภาษา
ความเชื่อผิด ๆ ข้อที่ ๓. นักเรียนมีโอกาสได้เรียนรายวิชา เป็นภาษาที่สองมากเท่าไร พวกเขาสามารถเรียนภาษานั้นได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น
The more time students spend in a second language context, the quicker they learn the language
มีนักการศึกษาจำนวนมากที่เชื่อว่า เด็กจะเรียนภาษาที่สองได้ดีเมื่อเมื่อเขามีโอกาสเรียนเนื้อหาวิชาในหลักสูตรที่ใช้ภาษาที่สองในการเรียนการสอน เพราะเชื่อว่าการเรียนแบบนี้เป็นการได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการสัมผัสภาษา แต่อย่างไรก็ตามมีผลการวิจัยออกมาว่าการได้ใช้เวลากับภาษามากมายเพียงใดนั้นไม่ได้ทำให้การซึมซับรับรู้รวดเร็วขึ้น
นักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับภาษาที่หนึ่งของตน สามารถซึมซับรับรู้ภาษาอังกฤษได้เท่าเทียมกับนักเรียนที่เรียนทุกวิชาโดยการใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา(Cummins, 1981; Ramirez, Yuen, & Ramey, 1991)
ความเชื่อผิด ๆ ข้อที่ ๔. เด็กซึมซับรับรู้ภาษาที่สองได้ ทันที่ที่เขาสามารถพูดภาษานั้นได้ Children have acquired an L2 once they can speak it
หลายคนเข้าใจว่า เมื่อเด็กสามารถพูดจาสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ถือได้ว่าเด็กมีความสามารถในการใช้ภาษาแล้ว แต่ความจริงแล้ว เด็กวัยเรียนที่สามารถพูดจาโต้ตอบสื่อสารในชิวิตประจำวันได้ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีประสิทธิภาพในการใช้ภาษาที่สลับซับซ้อนเพื่อร่วมกิจกรรมในห้องเรียนได้
เด็กที่มีโอกาสได้เรียนประเภท Immersion อาจใช้เวลาหนึ่งถึงสองปีในการสื่อสารกับเพื่อนในเรื่องง่ายๆได้ และอาจใช้เวลาสี่ถึงหกปีในการใช้ภาษาให้มีประสิทธิภาพในห้องเรียนเหมือนเด็กเจ้าของภาษา Cummins (1980)
ความเชื่อผิด ๆ ข้อที่ ๕. เด็กทุกคนเรียนภาษาที่สองด้วยวิธีการที่เหมือนกัน
All children learn an L2 in the same way
ข้อนี้จะค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าไม่จริง เพราะเด็กแต่ละคนมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน มาจากครอบครัว สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน วิธีการเรียนภาษาที่สองย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เด็กที่ชอบแสดงออก ไม่หวั่นไหวต่อการพูดผิดพูดถูกก็จะเรียนรู้จากใช้ความรู้ทีมีอยู่ของตนแสดงออกไป เด็กที่ขี้อาย และไม่ค่อยพูด ก็จะเรียนจากการฟัง และการดู
แต่อย่างไรก็ตาม มีผลการวิจัยออกมาว่า เด็กทั้งสองประเภทสามารถประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาที่สองได้ไม่ต่างกัน
ข้อนี้ผู้เขียนเห็นจริงด้วยตนเองค่ะ เพราะลูกสาวเป็นเด็กขี้อายแต่เขาก็เริ่มมีพัฒนาการให้เห็นแล้ว เขาเลิกบ่นที่จะต้องไปโรงเรียน เริ่มเข้าใจเพื่อน เข้าใจครูผู้สอน และเริ่มรักการไปโรงเรียน เฮ้อ..รอมานานกว่าจะมีวันนี้ค่ะ
ท้ายนี้ขอฝากถึงคุณครู คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังรอรุ้นเห็นความก้าวหน้าในการเรียนภาษาอังกฤษของลูก ๆ ว่าให้อดทนนะคะ การเรียนภาษาต้องใช้เวลาค่ะ....และ.....น...า...น....ด้วย



ดีจังเลยครับ มีข้อมูลที่แตกต่างออกไปต่างจากความเชื่อของเรา พี่อักษรสบายดีไหมครับ
มาร่วมเรียนรู้ด้วยคนค่ะ พี่อักษร
มื้อเช้าที่นู่น มีงี๊ป่าวคะพี่ อิอิ
แต่ใจยังคิดว่า เด็กอาจสามารถใช้ ภาษาที่สองที่สามได้อย่างธรรมชาติ โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักการไวยกรณ์ ทำให้เค้าปลดภาระความเครียดต่างจากผู้ใหญ่ การพูดได้ ไม่ใช่ ตำตอบว่า เด็กจะเก่งในการเรียนและสอบภาษานั้น แต่ เค้าใชข้มันได้แน่นอนครับ..เหมือนภาษาไทยไงครับ ยาขมหม้อใหญ่ของเด็กไทย
พี่อักษรค่ะ
เพื่อนคนไทยที่อเมริกา ก็ไม่สอนภาษาอังกฤษให้ลูกเองค่ะ จะให้ลูกเรียนจากโรงเรียนเท่านั้น เพราะเด็กจะสับสนและเลียนเสียงผิดพลาดค่ะ
ขอบคุณมากค่ะสำหรับงานวิจัยดีๆ
มาบอกพี่อีกรอบว่า เป็นคนรายงานเหตุการณ์เลยได้รับอนุญาตให้ใช้ คอมพิวเตอร์ได้ครับ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
พอดีมีประสบการณ์อยู่บ้างค่ะ
เมื่อลูกเล็กๆ เรียนภาษอังกฤษ มาตั้งแต่อนุบาล และยังมีครูพิเศษอีก แต่เป็นการเรียนปนเล่น ไม่เครียด ชอบด้วยซ้ำ แต่ที่บ้าน ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษกับเขา และเคยพาเขาไปอเมริกาด้วย ตอนอายุ 8 ขวบ ตอนนั้น และจะเป็นช่วงที่พุดภาษาอังกฤษคล่อง ตั้งแต่นั้นมา คือจะเหมือนที่คุณอักษรบอกว่า ...
ตอนสอบโทเฟิ่ล สอบได้ 630 จาก 670
ปัจจุบัน เวลาอยู่ที่ทำงานพูดภาษาอังกฤษตลอด กลับบ้านจึงพูดไทย..
จะขอสรุปว่า...การเรียนภาษาต้องใช้เวลานานมากกกก.....และต้องมีโอกาสพูดอ่านเขียนตลอด จึงจะคล่องแคล่ว
มาเยี่ยมชมครับผม,
สวัสดีครับพี่อักษร
อ่านแล้วได้ความรู้มากมายจังเลย แต่แล้วก็ไม่อยากเชื่อ 100 % แต่ยังไง เด็กก็คงเรียนได้ดีกว่าผู้ใหญ่ครับ เพราะสมองกำลังใส ไม่ตีบตันเหมือนกับผู้ใหญ่ (ข้อมูลเยอะ) ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะพี่อักษร
แวะเข้ามาทักทายค่ะ และอยากจะมาให้กำลังใจพี่อักษรและลูกค่ะ
น้องชื่ออะไรคะ เกิดและโตที่แคนาดาหรือเปล่าคะ? เลยสงสัยว่าน้องจะต้องปรับตัวมากหรือเปล่าคะที่ทำให้เค๊าเครียดใน ตอนแรก เพราะตอนนี้กลายเป็น 3 ภาษา รวมไทยด้วย
น้องอายุพอๆกับหลานชายที่เกิดและโตอเมริกาค่ะ เวลาอยู่ที่บ้าน ทุกคนพูดไทยกับเค๊า ตอนนี้หลานชายก็บอกกับใครๆว่า เริ่มพูดและฟังไทยไม่ค่อยเข้าใจแล้วค่ะ เวลาพ่อเค๊าคุยไทยด้วย จะว่ายาก...ฟังแล้วก็ตลกดีค่ะ อาจเพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ที่โรงเรียนด้วย
เพื่อนๆที่ฮาวายที่เป็นครูก็จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เด็กๆที่ใช้ภาษาอื่นเป็นภาษาแรก ก็ต้องปรับตัวมากหน่อยในช่วงแรก แต่ต่อไปเมื่อปรับตัวได้แล้วก็จะเก่งเองตามธรรมชาติค่ะ