แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

ความหมายอันลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ของวันวิสาขบูชา


กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท : การเสด็จอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องยาก “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”

            วันวิสาขบูชาเป็นวันที่มี เหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์หรือเหตุการณ์สำคัญที่สุดตลอดกาลสำหรับชาวพุทธแท้  วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญ ที่มีความหมายสำคัญอันลึกซึ้งยิ่งกว่าความรู้เดิมๆของพวกเราในโรงเรียนเพียงแค่ว่า วันวิสาขบูชา เป็นวันคล้าย "วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า"  เท่านั้น นะคะ

 

            เพื่อนๆรู้ไหมค่ะว่า  การมีพระพุทธเจ้าถือกำเนิดขึ้นพระองค์หนึ่งในโลกนั้น นับว่าเป็นแสงสว่างที่ยิ่งใหญ่อันประมาณค่ามิได้ท่ามกลางสังสารวัฏอันยาวไกล  เปรียบเสมือนเราเดินหลงป่าในคืนเดือนมืด เราเดินหลงทางมายาวนาน ล้มลุกคลุกคลานอยู่บนเส้นทางอันเงียบเหงา เวิ้งว้าง ว่างเปล่า หิวโหย ไร้ทิศทาง  เพื่อแสวงหาความรัก ความสุข ความมั่นคงปลอดภัย ความอบอุ่นและแสงสว่าง อย่างไม่รู้ทิศทาง  แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่ง ผู้รู้รอบครอบทั่วทุกสารทิศก็มาเป็นผู้นำทาง เมื่อผู้มีเมตตาอันยิ่งใหญ่มาปรากฏกายขึ้น พร้อมกับนำดวงประทีปที่ส่องสว่างสาดฉายทำลายความมืดมนที่กระจายอยู่ในทุกทิศทาง นำมายื่นให้เราพร้อมทั้งชี้ให้เรารู้ว่า หลุมพรางข้างหน้ายังมีอีกมากมาย  แล้วแนะนำทางตรง ทางอ้อม ทางลัด และทางออก ให้เรา  จนเรามองเห็นเส้นทางอย่างเป็นขั้นเป็นตอนที่จะนำไปสู่ปลายทางแห่งความเป็นอิสระ  สว่างไสว หลุดพ้นไปจากความมืดมนและพันธนาการทั้งปวงลงได้อย่างถาวร เมื่อวันนั้นมาถึง วันที่เราเป็นอิสระจากความมืดอันยาวไกล เราจะรู้สึกอย่างลึกซึ้งขึ้นมาทีเดียวว่า ผู้ที่เมตตาชี้ทางออกให้แก่เราผู้นั้น เป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ต่อเราอย่างหาที่สุดมิได้

 

            นอกจากนั้น  กว่าที่โลกของเรา  จะมีพระพุทธเจ้าถือกำเนิดขึ้นมาสักพระองค์หนึ่งนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในช่วงกาลหนึ่ง ๆ เลยนะคะ

            หากแต่ต้องอาศัยเวลาอันยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ กว่าที่จะมีพระพุทธเจ้าถือกำเนิดขึ้นสักครั้ง ซึ่งความเชื่อโบราณถือว่า เมื่อโลกเกิดประลัยขึ้นครั้งหนึ่ง ก็นับเป็นสิ้นกัปหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่า เมื่อสิ้นแต่ละกัปแล้ว จะมีพระพุทธเจ้าถือกำเนิดขึ้นเสมอไปนะคะ

 

บางกัปนั้น ก็ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเลย ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาอันเวิ้งว้าง  ว่างเปล่าอย่างที่สุด

 

บางกัปนั้น แม้จะมีพระพุทธเจ้าถือกำเนิดขึ้น ท่านก็เป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า

คือ  เป็นพระพุทธเจ้าผู้ที่ตรัสรู้เฉพาะตน แต่มิได้ออกเผยแผ่หรือเทศนาสั่งสอนผู้อื่นในวงกว้างให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

 

และบางกัปนั้น แม้จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น สั่งสอนผู้คนให้รู้ตามได้ แต่ท่านก็มิได้บัญญัติ

เรียบเรียงคำสอนไว้ให้เราได้ศึกษา เรียนรู้ และปฏิบัติตามได้อย่างชัดเจน แจ่งแจ้ง ดังเช่นยุคนี้เลย

 

            พระมหาบุรุษหรือพระสิทธัตถะ ก่อนที่ท่านจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ต้องทรงบำเพ็ญเพียรสร้างบารมีเป็นเวลายาวนานถึง ๒๐ อสงไขย กับแสนกัป เพื่อเป็นพระพุทธเจ้า นับตั้งแต่พระชาติแรกที่ทรงดำริตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในกาลข้างหน้า จนถึงพระชาติสุดท้าย คือ พระเวสสันดร ทรงรักษาความบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ และบำเพ็ญเพียรอย่างมากมาเป็นเวลาหลายภพหลายชาติ  จนกระทั่ง มาถึงพระชาติที่เป็นพระพุทธเจ้า

 

            การอุบัติของพระพุทธเจ้าในเบื้องต้น คือ การเกิดมาเป็นพระราชกุมาร ในฐานะมนุษย์ธรรมดา ก่อนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์เป็นเจ้าชายแห่งแคว้นสักกะ  มีพระนามว่า สิทธัตถะ ทรงประสูติที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี

 

            ในวันประสูตินั้น พระองค์ได้ตรัสว่า  เราเป็นผู้เลิศ  เป็นผู้เจริญที่สุด  เป็นผู้ประเสริฐที่สุดของโลก  ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา  การเกิดใหม่ของเราจักไม่มีอีกต่อไป  การประสูติของพระองค์  จึงเป็นการประกาศศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  อันเป็นผู้ประเสริฐกว่าเหล่าสรรพสัตว์และเทพเจ้าทั้งหลาย  รวมทั้งเป็นการประกาศวิสัยทัศน์และจุดยืนแห่งการบำเพ็ญเพียรเพื่อความดีอันสูงสุดที่มนุษย์จะพึงเข้าถึง  

 

          นับเป็นการถือกำเนิดที่มีความหมายมากกว่าการเกิดมาของใครคนหนึ่ง เพราะนี่ไม่ใช่การเกิดมาเพื่อถามตัวเองว่า เราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขแต่เป็นการเกิดมาเพื่อถามตัวเองว่า เราจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้อย่างไร

 

            ในวันตรัสรู้  พระองค์ได้ตรัสรู้ อริยสัจ 4”  อันเป็นความจริงของชีวิต ได้แก่

1.   ทุกข์

2.      สมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์)

3.      นิโรธ (ความดับไปแห่งเหตุแห่งทุกข์)

4.      มรรค (หนทางสู่ความดับเหตุแห่งทุกข์)

 

            อริยสัจ 4” เป็นการเปิดเผยความจริงของโลกซึ่งถูกปกปิดไว้ด้วยมายาภาพทั้งหลายและเป็นการจุดประกายแสงสว่างในจิตใจของเหล่าสรรพสัตว์ผู้สดับธรรม  บรรเทาความมืด คือ อวิชชา ที่ท่วมทับมานานแสนนานให้น้อยลงและสิ้นสูญในที่สุด  พระองค์ได้ตรัสรู้แจ้ง หมดกิเลส หมดทุกข์ทางใจโดยสิ้นเชิง เป็นพระอรหันต์ด้วยพระองค์เองเมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี

            จากนั้นพระพุทธองค์  ก็ทรงมีพระมหากรุณาต่อสัตว์โลก  โดยการประกาศสิ่งที่ได้ตรัสรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อชี้แจงให้สรรพสัตว์หยั่งเห็นความจริง และเชิญชวนให้ปฏิบัติธรรมเพื่อปลดเปลื้องตนจากสิ่งเศร้าหมองจนพ้นจากทุกข์ทั้งปวง 

 

            นอกจากเหล่ามนุษย์แล้ว ทวยเทพนับแต่ชั้นกามาวจรไปจนกระทั่งภพแห่งรูปพรหม ต่างก็ได้สิทธิ์ในการเจริญสติจนบรรลุธรรม พ้นทุกข์พ้นภัยจากสังสารวัฏ  แม้อรูปพรหมผู้มีเพียงจิต ก็ยังมีสิทธิ์อนุโมทนาด้วยมหาโสมนัสกับการอุบัติแห่งพระองค์ท่าน เพราะพระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้  เป็นเครื่องนำทางให้บรรลุถึงซึ่งพระนิพพานโดยทั่วกัน

 

          หากกล่าวตามประสาปุถุชนทั่วไปนั้น การตรัสรู้นับเป็นของขวัญวันเกิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับพระองค์เอง และเป็นของกำนัลชิ้นใหญ่ที่สุดสำหรับมนุษยชาติและเหล่าเทวดาทั้งหลาย

                       

            และในวันดับขันธปรินิพพาน หรือวันเวลาที่พระพุทธองค์ทรงทิ้งโลกนี้เข้าสู่มหานฤพาน ประดุจสายน้ำสายหนึ่งไหลเข้ารวมเป็นหนึ่งกับมหาสมุทร ซึ่งวันนี้เป็นวันเดียวกับวันประสูติและวันตรัสรู้อีกด้วย  พระองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน เข้าถึงวิมุตติสุข คือ สุขจากการหลุดพ้น สุขจากการดับทุกข์โดยสิ้นเชิง เมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ในวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ

            ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแม้ในวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ  พระพุทธองค์ได้มีปัจฉิมโอวาทที่กล่าวฝากไว้ก่อนจะดับขันธปรินิพพาน ว่า 

 

"บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา

เธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น  ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"

 

          นับเป็นการสูญเสียพระวรกายแห่งองค์ท่าน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความตั้งมั่นถาวรแห่งองค์พระศาสดาในพระพุทธศาสนา เพราะจากนั้นสืบมา คำสอนของพระพุทธองค์ได้เป็นตัวแทนของพระองค์ท่านตราบชั่วนิรันดร์ ดังที่พระองค์ทรงสอนว่า ผู้ใดเห็นธรรม  ผู้นั้นเห็นเรา

 

            เห็นไหมค่ะเพื่อนๆ  ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะคะ ที่เราจะได้เกิดทันในยุคที่ยังมีร่องรอยของคำสอนแท้ ๆ ของพระพุทธเจ้าให้เราได้เรียนรู้ ศึกษา และปฏิบัติตาม ได้ถือแผนที่พ้นทุกข์ และมีสิทธิเท่าเทียมกัน  ในการที่จะเดินทางไปสู่อิสระภาพ หรือความดับทุกข์อันสิ้นเชิงกันทุกคน คือ ถึงพระนิพพาน จึงเป็นโชคดีอันมหาศาลของพวกเราชาวพุทธทุกคน ที่ยังมีโอกาสปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์

            เราชาวพุทธทั้งหลาย  จึงควรระลึกถึงเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา ทั้งการมา การอยู่และการไปของพระพุทธองค์ นั่นก็คือ

 

วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

 

            ซึ่งได้เกิดขึ้นมีครบบริบูรณ์ในวันเดียวกัน เราจึงเรียกว่า วิสาขปูรณมีบูชาแล้วย่อลงเหลือว่า วิสาขบูชาแปลว่าการบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะซึ่งเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย และตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๖ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ที่มักจะเป็นพฤษภาคมหรือมิถุนายนของทุกปีค่ะ

 

            ที่สำคัญนะคะ  เราจะเห็นได้ว่า  ผู้คนทั้งหลายยอมรับตรงกันในระดับโลก ว่า วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า มีความสำคัญอย่างยิ่ง เห็นได้จากที่องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก โดยเริ่มจากการเสนอของประเทศศรีลังกา และมีมติเป็นเอกฉันท์ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ซึ่งให้เหตุผลว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์ เปิดโอกาสให้คนจากทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนา เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ นอกจากนั้นพระองค์ยังเป็นศาสดาผู้สั่งสอนทุกคนด้วยพระปัญญา แจกแจงเหตุผล โดยไม่คำนึงถึงสิ่งตอบแทนใดๆจากปวงชน

            ดังนั้น  วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า จริงๆแล้วจะมีความหมายต่อสรรพชีวิตในไตรภูมิ อันได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ นี้เพียงใด  และมีความหมายอันลึกซึ้ง ยิ่งใหญ่เพียงไหนนั้น ก็ต่อเมื่อคนทั้งหลายทั่วโลก ได้รับประโยชน์จากพระธรรมคำสอนอย่างแท้จริงของพระพุทธองค์ แล้ววันวิสาขบูชา จะเป็น "วันสำคัญ" ของนานาชาติได้อย่างแท้จริงค่ะ

 

นอกจากนั้น คุณดังตฤณ ได้เรียกขานวันวิสาขบูชานี้ว่าเป็น "วันมหามงคลแห่งไตรภูมิ" โดยสรุปไว้ว่า

 

" สำหรับผู้ได้ญาณหยั่งรู้ว่ายังมีภพภูมิอยู่มากกว่าโลกนี้

ย่อมไม่เห็นวันวิสาขบูชาสำคัญเพียงระดับโลก แต่ถือเป็นวันมหามงคลระดับไตรภูมิ

แสงสว่างสูงสุดอันเป็นธรรมาภิสมัยบังเกิดขึ้นหนึ่งเดียวในอนันตจักรวาล ณ วันนี้ในอดีต

จึงไม่อาจถือเอาจุดตัดแห่งเวลาวันเดือนปีใด สูงส่งเหนือไปกว่านี้ได้อีกแล้ว"

 

ปีติอันเกิดจากการระลึกถึงความจริงข้อนี้มีประมาณใด ก็ขอให้ได้เป็นปัจจัยแห่งนิพพานได้มากมายประมาณนั้นในแต่ละท่านเถิด

 

บุญรักษา  ธรรมคุ้มครองนะคะ เพื่อนๆ

หมายเลขบันทึก: 183195เขียนเมื่อ 19 พฤษภาคม 2008 09:22 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2014 19:41 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (3)

***การได้เผยแผ่ธรรมของพระพุทธองค์เป็นมงคลแห่งชีวิต..เป็นอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่

***ขอบคุณค่ะที่ส่งบูญมารักษา...ส่งธรรม..มาคุ้มครอง

แวะมาเยี่ยม

ศึกษาธรรม...นำมาปฏิบัติ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี