กว่าจะเข็มแข็งได้ก็มีหลายปัจจัยกว่าจะก้าวถึงจุดเป้าหมายแห่งหวังอันสำคัญนั้น แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่นับหนึ่ง

           ช่วงวันที่ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ดำเนินการตามแผนที่วางไว้คือ  ผมเป็นคนหนึ่งในคณะทำงานติดตามโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข  ของจังหวัดนครศรีธรรมราช  มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือว่าจะเป็นโครงการอะไร  ภายใต้งบประมาณใด ๆ ก็ตาม   ล้วนมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันทั้งนั้นคือ "ชุมชนเข้มแข็ง"  แต่กว่าจะเข็มแข็งได้ก็มีหลายปัจจัยกว่าจะก้าวถึงจุดเป้าหมายแห่งหวังอันสำคัญนั้นแต่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้นับหนึ่ง  การออกติดตามในความรู้สึกของผมเองไม่คิดว่าไปทำตามตัวอักษรหรอก  แต่ได้มีโอกาสพูดคุยฟังเรื่องเล่าและถือโอกาสเอาประสบการณ์ที่เราเคยทำ เคยเจอ เคยเห็นไปแลกกับชุมชน  ประสบการณ์จากที่เคยทำงานกับชุมชนมาตลอดในช่วงทำงานที่สำนักงานเกษตรอำเภอ  สอนให้ผมเป็นคนเข้าใจในศักยภาพชุมชนทั้งในที่เขามี  และนอกที่เข้าไปกระทบเพราะฉะนั้นผมไม่ถือว่าติดตามหรือตรวจแต่ไปถามสารทุกข์สุกดิบมากกว่า

         ประมาณ 10 ปี ย้อนหลังช่วงนั้นผมเริ่มเรียนรู้การจัดทำแผนชุมชนกับผู้มีประสบการณ์   ได้เรียนรู้ในหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับชุมชน  จากทั้งเรียนรู้เพิ่มจากการปฏิบัติงานกับผู้รู้และจากประสบการณ์การทำงานของตนเองที่อยู่กับพื้นที่ในชุมชนตลอด  ทำให้รู้ว่าเป็นเรื่องไม่ใช่ง่ายและละเอียดอ่อน    ต้องอาศัยความสามารถของผู้ที่จะเข้าไปขับเคลื่อนในหลาย ๆ ด้าน  กว่าที่จะเข้าถึงได้  ไม่ว่าจะตัวเจ้าหน้าที่เอง  องค์กรเอกชนต่าง ๆ  ผู้นำชุมชน  ปราญช์ชาวบ้าน วิถีชีวิต  ธรรมชาติ  ทั้งเรื่องภายใน  เรื่องภายนอก  ค่านิยม   สื่อ   ประเพณี  และที่เป็นตัวแปรคือของใหม่สมัยนิยม  ผมเล่าอย่างนี้มันเหมือนยากเสียมากมายแต่ก็ขอบอกว่าใช่จริง ๆ   ถ้าท่านไม่เชื่อผมให้โจทย์คำถามเรื่องเดียวง่าย ๆ คือ ถ้าต้องมีจิตที่เสียสละจริง ๆ ไม่ใช่ทำเพื่อหน้าที่ แต่ทำเพื่อชุมชนด้วยใจเสียสละและบริสุทธิ์  วิเคราห์โจทย์นี้ให้ละเอียดและบอกวิธีทำกับตัวเองให้เรียบร้อยเพื่อให้ผ่านโจทย์นี้เถอะครับ   เป็นโจทย์ที่ยากมาก  แล้วชุมชนก็จะเดินไปพร้อมกับท่าน  แต่ถ้าท่านพลาดพาเขาตกสะพานท่านไม่สิทธิ์แก้ตัวใหม่ นี่คือคำตอบที่ออกด้านลบ  แต่ถ้าท่านทำสำเร็จท่านคือผู้ที่ชุมชนให้การยกย่องแบบไม่มีวันลืม(จะเรียกว่าเขาบูชาท่านดูจะมากเกินไปแต่ก็เป็นอย่างนั้น) นี่คือคำตอบด้านบวก

          ช่วง 10 ปีที่ว่านั้นได้ทำงานเรียนรู้กับมูลนิธิหมู่บ้าน  ในโครงการการส่งเสริมการเกษตรแบบยั่งยืน  คำหลังของโครงการที่สำคัญและเน้นก็คืดคำว่า "ยั่งยืน"  ในกระบวนการการทำงานร่วมกันได้เรียนรู้กับ "ท่านประยงค์  รณรงค์"  (ผมเรียกท่านว่าน้ายงค์) ในช่วงนั้นท่านก็ยังไม่ด้รับรางวัลแมกไซไซเลย  แต่ท่านก็เรียนรู้ชุมชนตนเองไปจนบรรลุแล้ว  ร่วมถึง  ผอ.วิชิต  นันทสุวรรณ  ผอ.มูลนิธิหมู่บ้านและอีกหลาย ๆ ท่าน  แรก ๆ ก็ยังไม่เข้าใจในเป้าหมายคำว่าชุมชนเข้มแข็งเท่าใดนัก  ทำไปด้วยความมึนงง  แต่ผ่านไปสักพักงานเป็นผู้สอนเราเองเมื่อเริ่มเข้าใจมองภาพออกก็เห็นภาพลาง ๆ ยังไม่ค่อยชัดคิดว่าอย่างนั้นนะครับว่าเข้มแข็งได้อย่างไร  เพราะในชุมชนมีอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่เข้าใจยาก  แต่ก็เมื่อได้เรียนรู้ในครั้งนั้นแล้วรู้ว่าชุมชนจะเข้มแข็งได้อย่างไร  พึ่งตนเองนั้นคืออะไร  ในช่วงนั้นเริ่มมองเห็นโครงสร้างเป็นพื้นฐานแล้วล่ะว่าเป็นอย่างไร  แต่จะขับเคลื่อนนำพาชุมชนไปตามโครงสร้างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  มีหลายปัจจัยทั้งแรงต้าน  นักพูดของชุมชนที่พูดเพื่อมันปากในที่ประชุมเวที  คำถามที่ประกอบมาด้วยความหมายการปฏิเสธ  เป็นสิ่งที่ทำความลำบากไม่น้อย   เพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับชุมชน  เขาเคยฟังแต่การบรรยายกลับมาต้องพูด  ดูเปลี่ยนเขาเร็วเกินไปเพราะบางคนไม่กล้าพูดส่วนคนที่พูดเก่งก็จะพูดอยู่ คนสองคน  และดูจะนำพาชุมชนไปลงเหว  นี่เป็นตัวอย่างเบา ๆ ในเรื่องประสบการณ์นำชุมชนสู่ความเข็มแข็ง

         ภาพโอ่งที่วาดไว้ในกระดาษนำขึ้นปิดข้างฝาใน(หนำ)  โรงนาเก่า ๆ   เป็นตนตอแห่งจุดเริ่มต้นเพื่อให้คนหัวไวในชุมชนเข้าใจ  ในภาพนั้นมีการเติมน้ำในโอ่งตลอดแต่ด้านข้างรอบ ๆ ตัวของโอ่งมีรูหลายรูเมื่อเติมน้ำน้ำก็ไหลออกมา  ภาพนี้ปิดไว้ตั้งแต่เช้าก่อนเริ่มเวทีประชุมดูแล้วน่าสงสัยทุกคนมองภาพสงสัยว่าปิดทำไมดูแล้วก็ผ่านไป