มหาวิทยาลัยไทย ซึ่งขณะนี้มี ๑๖๘ แห่ง มีความแตกต่างหลากหลายกันมากกว่าที่ผมคิดมาก   การที่ผมได้ไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายกสภามหาวิทยาลัย คณะกรรมการอุดมศึกษา และกรรมการสถาบันคลังสมองของชาติ รวม ๑๒ คน เมื่อวันที่ ๘ พ.ค. ๕๑ ทำให้ผมยิ่งตาสว่างในเรื่องนี้


          การแยกแยะความแตกต่างหลากหลาย ไม่ได้ทำเพื่อบอกว่าใครดีกว่าใคร เพราะนั่นเป็นการแยกแยะที่ไร้ประโยชน์ แต่เป็นโทษต่อบ้านเมือง    เราแยกแยะเพื่อใช้ในการดำเนินการขับเคลื่อนพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาให้ก้าวหน้าทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้อย่างจริงจัง   เพื่อสร้างคุณค่าตามพื้นฐานความเข้มแข็งเดิมที่แต่ละสถาบันมี   เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากจุดที่แต่ละสถาบันมีข้อได้เปรียบ หรือมีทุนปัญญา    อันจะทำให้เกิดคุณค่าแท้จริง ไม่เป็นคุณค่าเก๊

 
          สาระของการหารือ คือ ธรรมาภิบาล (Governance) และการบริหารจัดการอุดมศึกษา   ซึ่งผมสรุปกับตัวเองทันทีที่จบการหารือ ว่าสถาบันคลังสมองของชาติ ต้องดำเนินการพัฒนาแบบไม่เป็นทางการ   และหาทางให้สภามหาวิทยาลัยจับกลุ่มกันเองเป็นกลุ่มๆ เพื่อร่วมกันหา Success Story ในการดำเนินการทำหน้าที่ของสภาฯ อย่างมี Good Governance เอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ร่วมกันขับเคลื่อนรูปแบบการทำหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยให้เกิด value add ต่อมหาวิทยาลัยยิ่งขึ้น    และได้ Case Studies เอาไปจัด Leadership Learning Course สำหรับกรรมการสภาฯ    ในลักษณะของ Case-Based Learning 


          ในสังคมของเรา คนส่วนใหญ่มักจะคิดแบบราชการ แบบเห็นแก่หน้ากัน   เกรงว่าถ้าดำเนินการแยกกันจะทำให้รู้สึกเป็นชนชั้น ๒ ชั้น ๓    ผลคือสังคมเราไม่เจริญ เพราะเราปฏิเสธความจริง   หรือหลอกตัวเอง   เอาสิ่งที่ไม่เหมือนไปบังคับให้เหมือน   ผมคิดต่างจากคนอื่น และผมอาจจะผิดก็ได้  

 

วิจารณ์ พานิช
๘ พ.ค. ๕๑