ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง ซึ่งเป็นแรงกดดันต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี )ทั้งจากปัญหาต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามราคาในตลาดโลก ส่งผลกระทบต่อการปรับขึ้นราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนไปถึงต้นทุนค่าครองชีพของประชาชน
ขณะที่ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศจะมีมาตรการเป็นระบบเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยระยะต่อไปจะเร่งขับเคลื่อนด้วยการมุ่งเน้นสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มทั้งนี้ น.พ.สุรพงษ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ วันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ครม.ได้อนุมัติให้เงินเพิ่มพิเศษเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพกับข้าราชการระดับซี 5 ลงมา เพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 6% ของฐานเงินเดือน ที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน ครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์ทั้งหมดประมาณ 300,000 คน ใช้วงเงินรายจ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้น 340 ล้านบาทต่อปี โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา "นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายในที่ประชุมเรื่องนี้ว่า จะช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นซึ่งกระทบต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อย ข้าราชการชั้นผู้น้อย และลูกจ้างประจำ จึงได้ประชุมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง เลขาธิการ ก.พ. และเลขาธิการ ก.พ.ร. โดยเสนอให้ปรับเพิ่มเงินค่าครองชีพพิเศษเฉลี่ย 6% มีผลตั้งแต่ 1 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้บุคคลดังกล่าวได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นตั้งแต่สิ้นเดือนนี้เลย" น.พ.สุรพงษ์ กล่าวและว่า ในส่วนของขั้นตอนจะมีการออกเป็นประกาศกระทรวงการคลัง ให้เงินเพิ่มพิเศษเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ ซึ่งจะทำให้ข้าราชการระดับล่างมีรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยกำหนดระดับเงินเดือนขั้นต่ำไว้ที่ 7,700 บาทต่อเดือน ก็จะได้รับเพิ่มขึ้นเป็น 8,200 บาทต่อเดือน และให้ขยายขั้นเพดานเงินเดือนข้าราชการระดับซี 5 เพิ่มขึ้นจาก 11,000 บาทต่อเดือน ขึ้นเป็น 11,700 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ การพิจารณาปรับเพิ่มเงินเดือนให้เฉพาะข้าราชการระดับซี 5 ลงไปเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลมีความเป็นห่วงว่า หากให้ปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการทั้งระบบ อาจจะส่งผลกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อให้เพิ่มสูงขึ้นไปอีก จากปัจจุบันที่มีอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง 5-6% อยู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถจะสรุปได้ในขณะนี้ว่า จะไม่มีการปรับเพิ่มเงินเดือน ทั้งระบบในระยะต่อไป เนื่องจากต้องพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมต่างๆที่จะมีการปรับเปลี่ยนในระยะต่อ ๆ ไปด้วย
รองนายกฯ และรมว.คลัง ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ราคาน้ำมันที่ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเมื่อนำเอาค่าเฉลี่ยของภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมาคำนวณดูแล้ว จะมีสัดส่วนกระทบต่อภาระรายจ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้นประมาณ 6% จึงให้ขึ้นเงินเดือนอีก 6% ในอัตราที่เท่ากัน เพื่อช่วยบรรเทาภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
ด้านนางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ในเรื่องเดียวกันนี้ว่า การปรับเพิ่มเงินช่วยเหลือค่าครองชีพข้าราชการในครั้งนี้ จะครอบคลุมจำนวนผู้ที่ได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น 301,305 คน มีวงเงินงบประมาณรายจ่ายรวม 340 ล้านบาทต่อปี แยกเป็น ข้าราชการพลเรือน 84,714 คน คิดเป็นเงินช่วยเหลือเพิ่มขึ้น 95 ล้านบาท, บุคลากรทางการศึกษา 707 คน คิดเป็นเงิน 800,000 บาท, ข้าราชการครู 29,969 คน คิดเป็นเงิน 20 ล้านบาท, ข้าราชการทหาร 64,959 คน คิดเป็นเงิน 70 ล้านบาท, ข้าราชการตำรวจ 61,096 คน คิดเป็นเงิน 80 ล้านบาท และลูกจ้างประจำ 59,860 คน คิดเป็นเงิน 74 ล้านบาท
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้อนุมัติให้ปรับขึ้นเงินเดือนของข้าราชการทั้งระบบครั้งล่าสุด มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 โดยปรับขึ้นในอัตรา 4% ซึ่งใช้เงินงบประมาณ 17,000 ล้านบาท ขณะที่การปรับขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการตั้งแต่ระดับซี 5ลงมา จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นไป ใช้งบประมาณ 340 ล้านบาทต่อปี และที่ผ่านมา ในกลุ่มของผู้ใช้แรงงานยังได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไปแล้วตั้งแต่ 2-11 บาท
ก่อนหน้านี้ น.พ.สุรพงษ์ ให้ความเห็นว่า ระยะต่อจากนี้ไป ถือเป็นระยะที่ 2 ของการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลจะเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการมุ่งเน้นสร้างรายได้ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ฝึกทักษะ และการจ้างงานพิเศษเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบันนี้ จากเดิมที่ในระยะแรกรัฐบาลมุ่งเน้นในการลดรายจ่ายของประชาชนไปแล้ว ด้วยการลดภาษี และการยกเว้นค่าจดจำนองในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ส่วนระยะต่อไปรัฐบาลจะมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาเป็นระบบ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่
น.พ.สุรพงษ์ ยังได้กล่าวถึง ปัญหาเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ให้ความสนใจมากนั้น และได้ยืนยันไปแล้วว่าอัตราเงินเฟ้อไม่ได้เป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงมากนัก ถึงแม้ว่าในขณะนี้จะอยู่ในอัตราที่สูงกว่าเป้าหมายที่เคยคาดการณ์เอาไว้ที่ 5% แล้วก็ตาม จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังยืนยันว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะยังคงอยู่ในอัตรา 6% อย่างแน่นอน
ต่อกรณี ครม.มีมติปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการเป็น 6% นั้น ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เห็นด้วยกับการปรับขึ้นเงินข้าราชการ เพราะอัตราเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนเมษายน ได้ขยับขึ้นไปถึง 6.2% แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เป็นเพียงแค่ทำให้รายได้ที่แท้จริงเท่าเดิม เป็นการพยายามรักษาอำนาจซื้อไม่ได้ลดลง จึงไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นการเพิ่มรายได้จริง เพราะหากจะเพิ่มรายได้จริงก็ต้องปรับขึ้นมากกว่า 6% ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะมีผลกระทบต่องบประมาณของรัฐบาล แต่สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ในขณะนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น นอกจากนี้ หากมองผลกระทบในระยะยาว จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพของข้าราชการด้วย ซึ่งจากที่รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่าจะเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มด้วยการฝึกทักษะและจ้างงานพิเศษเพิ่มเติมนั้น ก็ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นแนวทางที่ชัดเจน
ดร.สมชัย ยังให้ความเห็นถึงการปรับขึ้นรายได้ของประชาชนในกลุ่มอื่น ๆ ว่า ในกลุ่มของแรงงานที่มีฝีมือและไร้ฝีมือ เป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาค่าครองชีพเช่นกัน โดยแรงงานไร้ฝีมือได้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไปแล้วประมาณ 5-6% ขณะที่แรงงานไร้ฝีมือนอกระบบ ยังเป็นกลุ่มที่ต้องเข้าไปดูแล เพราะยังไม่ได้รับการดูแลทางกฎหมายอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันจากผลของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยส่วนตัวมีความเห็นว่าเป็นการปรับขึ้นที่สูงเกินไป เพราะหากดูจากอัตราเงินเฟ้อ 4 เดือนแรกของปีนี้ปรับขึ้นเพียง 3% เท่านั้น (ไม่ใช่อัตราเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศเทียบช่วง 12 เดือน) แต่ค่าแรงขึ้นไปแล้ว 5-6% ซึ่งเท่ากับประมาณการเงินเฟ้อทั้งปี เท่ากับเป็นการขึ้นค่าแรงล่วงหน้าไปแล้ว หากในระยะต่อไปมีการเรียกร้องปรับขึ้นค่าแรงขึ้นมาอีก ก็อาจจะมีผลให้มีการขอปรับขึ้นราคาสินค้าตามขึ้นมาอีกระลอกหนึ่งได้
ฐานเศรษฐกิจ (บางส่วน) 15 พ.ค. 51
เห็นด้วยคะ ที่ขึ้นเงินเดือนให้ผู้น้อยตั้งแต่ระดับ 5 ลงมา แต่ขอฝากเจ้าหน้าที่ที่เงินเดือนตัน ระดับ 6-7 และมีปริญญา แต่ไม่สามารถ เปลี่ยนตำแหน่งเป็นนักวิชาการ เพื่อเข้าแท่ง2 ได้เป็นเรื่องสวนทางกับความก้าวหน้าในอาชีพ ซึ่งผลักดันให้ข้าราชการมีความรู้เพิ่ม แล้ว ก็ควรจะต้องสอดคล้องกับตำแหน่งไปด้วยถูกต้องไหมคะ ฝากช่วยน้องๆๆๆๆๆหน่อยคะ
ถ้าซี 5 แต่เงินเดือนเกินแล้วก็ไม่ได้นะครับ
เดิมที่เคยกำหนดระดับเงินเดือนขั้นต่ำไว้ที่ 7,700 บาทต่อเดือน ก็จะได้รับเพิ่มขึ้นเป็น 8,200 บาทต่อเดือน และให้ขยายขั้นเพดานเงินเดือนข้าราชการระดับซี 5 เพิ่มขึ้นจาก 11,000 บาทต่อเดือน ขึ้นเป็น 11,700 บาทต่อเดือน
การจ่ายเงินค่าครองชีพพิเศษ คือเมื่อเพิ่มขึ้นแล้วต้องไม่เกิน 1,000 บาท และต้องไม่เกินเพดาน 11,700 บาท แล้วผู้ที่ได้รับค่าครองชีพ 1,000 บาท นั้น จะได้รับเพิ่ม ขึ้นอีก 6% อย่างไร และมีวิธีการคำนวณอย่างไร
6% คำนวณจากเงินเดือน ถ้ารวมกับ 1,000 ก่อน ได้ไม่เกิน 11,700 ก็ได้เต็ม 6% แต่ถ้าเกินก็ได้แค่ ส่วนที่รวมกันแล้วได้ 11,700 ก็ได้ไม่เต็ม 6%
ป.ล.ความเห็นส่วนบุคคล จากการอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องมานะครับ
อยากให้ทาง กรมบัญชีกลาง หรือ คณะรัฐมนตรี กรุณาช่วยพิจารณาเพิ่มค่าครองชีพพนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราวที่เงินเดือนน้อยด้วย เพราะว่าต้องซื้อของในราคาเดียวกันกับข้าราชการที่ได้เงินค่าครองชีพ 6เปอร์เซ็นต์ เหมือนกัน