ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วจนถึงวันที่ส่งต้นฉบับเรื่องนี้ น้ำมันขึ้นไปกี่ครั้งแล้วจำไม่ได้ สินค้าก็จ่อจะขยับขึ้นราคาตามเป็นแถว ลองเข้าไปดูในห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านพบว่าสินค้าจำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคหดหายไปจากชั้นวางของอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวและน้ำตาล

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับขยายเงินเดือนข้าราชการระดับ 1-5 ขึ้นประมาณร้อยละ 6 ตามหลังค่าแรงที่ขอปรับขึ้นเมื่อวันแรงงาน นับเป็นข่าวดีสำหรับข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่ข่าวร้ายคือประชาชนทั่วไปเตรียมรับมือกับข้าวของที่จะแพงขึ้นรับการขึ้นเงินเดือนได้เลย

แม้ผู้เขียนจะเห็นด้วยกับการปรับเงินเดือนให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยเพื่อช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพ แต่ก็มีคำถามตามมาเช่นกันว่า แล้วจะต้องขึ้นให้อีกเท่าไหร่จึงจะพอใช้ ในเมื่อประกาศขึ้นเงินเดือนครั้งใดข้าวของก็เตรียมขึ้นราคาตามกันไปทุกครั้ง เคยบอกแล้วว่าท้ายที่สุดคนที่เดือดร้อนคือประชาชนที่ทำมาหากินทั่วไปและไปทั่ว ที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างรัฐหรือลูกจ้างโรงงาน รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลืออย่างไร

ในต่างประเทศมีการใช้ระบบรัฐสวัสดิการ (WelfareState) คือรัฐจะเป็นผู้จัดโครงการหรือการให้บริการทางสังคมด้านปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นให้กับประชาชน ดูแลความเป็นอยู่ตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม เนื่องจากมองว่าการจัดสวัสดิการควรต้องเป็นหน้าที่ของรัฐในการช่วยเหลือประชาชน ในระบบนี้รัฐจะให้หลักประกันในด้านต่าง ๆ แก่ประชาชน เช่น หลักประกันด้านสุขภาพ ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาฟรี หลักประกัน      ด้านการศึกษา ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาตามความสามารถ โดยได้รับทุนการศึกษาฟรีจนทำงานได้ตามความสามารถในการเรียน หลักประกันการว่างงาน รัฐต้องช่วยให้ทุกคนมีงานทำ ใครที่ยังว่างงานรัฐต้องให้เงินเดือนขั้นต่ำไปก่อน หลักประกันด้านชราภาพ ผู้สูงอายุจะได้รับบำนาญ และยังมีหลักประกันด้านที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน ที่รัฐจะจัดให้ด้วย

มองเผิน ๆ รัฐสวัสดิการอาจคล้ายกับสังคมสงเคราะห์ แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างกันที่สังคมสงเคราะห์มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือกับประชาชนในลักษณะให้เปล่า ในขณะที่รัฐสวัสดิการมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือกับประชาชนในลักษณะ ฝึก” ให้ประชาชนสามารถทำงานและยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง

ถามว่าเงินที่รัฐจะใช้จ่ายมาจากที่ใด คำตอบคือมาจากการเก็บภาษีแบบก้าวหน้า โดยเก็บจากคนรวยสูงกว่าคนจนหรืออาจไม่เก็บคนจนเลย ส่วนคนชั้นกลางเก็บแบบพอประมาณ เช่น กลุ่มเจ้าของที่ดินหรือนายทุนขนาดใหญ่ ที่มีที่ดินจำนวนมากแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ รัฐบาลจะทำการเก็บภาษีในอัตราสูง

หากรัฐบาลไทยมีความสนใจจะช่วยเหลือแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนผู้มีรายได้น้อยจริง ชุดความคิดเรื่องรัฐสวัสดิการน่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่อาจนำมาปรับใช้กับสังคมไทยได้ การจัดสวัสดิการฟรีหรือไม่เก็บค่าใช้จ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อยในเรื่องที่จำเป็น เช่น อาหาร การศึกษา การคมนาคม ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล ตลอดจนการประกันการว่างงาน น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าการจะคอยปรับขึ้นเงินเดือนให้กับลูกจ้างของรัฐ และลูกจ้างโรงงาน      ตามเศรษฐกิจโลก โดยทิ้งให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพอิสระต้องหาทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือนของตนเอง       ไปโดยลำพัง เช่น ชนชั้นล่าง คนขับรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้างทั่วไป ชาวนาชาวไร่ เป็นต้น และยังจะได้ใจประชาชนในระดับรากหญ้าเพิ่มจากเดิมอีกด้วย 

เชื่อว่ารัฐมนตรีเงาด้านเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์เองก็น่าที่จะมีความคิดในเรื่องนี้เช่นกัน แต่มาติดปัญหาเรื่องที่มาของรายได้ที่จะนำมาให้กับรัฐเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งต้องเป็นการเก็บภาษีทางตรงประเภทต่าง ๆ จากผู้มีฐานะดีทั้งหลายเพื่อไปช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยนั่นเอง

หากประชาชนมาก่อนจริง เรื่องนี้ไม่น่าจะต้องพักคิด รัฐมนตรีเงาเสนอได้อยู่แล้ว แต่จะทำหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะคนในพรรคประชาธิปัตย์บางคนมักจะเกลี้ยกล่อมคนยากคนจน และนักวิชาการให้กินอุดมการณ์ (Ideology)           ในขณะตนเองมีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย โดยการส่งเสริมกลุ่มทุนธนาคารขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ให้ได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากคนจนอยู่เสมอมา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนจนและคนชั้นกลางในเมืองจะให้บทเรียนกับพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกผู้ว่ากรุงเทพมหานครครั้งหน้า และเรียกร้องถึงเรื่องรัฐสวัสดิการ

โลกวันนี้  (คอลัมน์คนละวัน วันละคม)  15  พ.ค.  51