ไม่มีการปกปิด ความเกิดความเสื่อม
ก่อนที่ผู้เขียนจะเดินทางไปอินเดีย พระครูปลัด ดร.คมสรณ์ คุตตธมโม ผู้อำนวยการสถานพยาบาลกุสินาราคลินิก ได้บอกว่า อยู่ได้แน่นะ อินเดียนี่ ไม่ได้สะดวกสบายอย่างที่คิดหรอก ที่นี่เป็นเมืองเทวทูตนะ
คราวนั้นก็นึกไม่ออก ว่าเมืองเทวทูต ที่พระอาจารย์กล่าวไว้ จะเป็นอย่างไรกัน คงจะมีผู้คน ลำบากยากแค้นละมัง จึงทำให้มองเหมือน ไร้ชีวิตชีวา แต่แท้จริงแล้ว ไม่ใช่เลย ผู้เขียนมาเข้าใจถ่องแท้ เมื่อจบโครงการนี่เอง มาตรวจพบว่า ใจเรานั้น มันเปลี่ยนแปลงไปมาก มันมีอาการ สลดสังเวช กับภาพต่างที่ผ่านพบ แล้วส่งลึกเข้าไปถึงหัวใจ ภาพเมืองเทวทูต
ผู้เขียนมีภาพเหล่านี้มาฝาก ลองดูไหมคะ ว่า ถ้าเหล่านี้ ไม่เป็นแค่ภาพ ที่นำมาประกอบการเล่าเรื่องในบล็อก แต่เป็นภาพจริง ที่เราสัมผัสได้ ด้วยประสาททั้งหมด แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร
เด็กน้อยที่ประเทศอินเดียน่ารักค่ะ ดื่มนมแม่กันทุกคนดวงตาแจ่มใส
มีงอแงบ้างตามประสา แต่พอเห่กล่อม ด้วยอ้อมแขนอุ่นๆ ประเดี๋ยวก็หาย
เด็กผู้ไร้เดียงสา ผู้เป็นที่รักใคร่ของพ่อแม่ และผู้พบเห็น
เกิดมาอย่างมีจุดหมาย แต่ก็จำไม่ได้เสียแล้ว
จากกระบวนการต้องหลับอยู่ในท้องแม่ จนครบคลอด
แล้วก็ผ่านการเอาชีวิตรอดมาออกมา ลืมตาดูโลกอย่างทรมาน
ไม่ลืม ก็เก่งเต็มที
ครั้นพอรู้ประสา บางคนก็เกิดมาเพื่อการขอ ตามหน้าที่
(คนวรรณะต่ำสุดเชื่อว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ด้วยการขอ)
ทำให้ผู้เขียน มีขบวนแห่ไปคลินิก เกือบทุกวัน ตีกลอง ร้องเพลง
แล้วก็ขอเงิน หลังๆ เลยเป็นเพื่อนกัน เพื่อนไม่ขอเพื่อนค่ะ
บางคนก็เกิดมาเพื่อการให้ ให้เมื่อได้เห็น ได้ศรัทธา เต็มใจให้







โยคีน้อย
เมืองเทวทูตที่ผู้ไปและผู้เห็น ต้องขอบคุณและเป็นหนี้บุญคุณ
เพราะที่เมืองเทวทูตมีแต่ความจริง มีแต่สัจจะธรรม ไม่มีการปิดบังซ่อนเร้นหรือสร้างเสริมใดๆ
พี่เคยไปเมืองที่ดีกว่าหรือตรงกันข้ามกับเทวทูตมาหลายประเทศ
มีแต่การหนีความจริง
หนีธรรมชาติ
อยู่ด้วยอำนาจของเงินตราที่มนุษย์สร้างขึ้นมา
สบายกาย สบายใจก็จริงแต่รู้สึกว่าจิตวิญญานขาดอะไรไปบางอย่าง
ทุกวันนี้ ไม่เสียใจเลยที่ได้ไปประเทศที่มีเมืองเทวทูตนี้
ขอบคุณกับเรื่องดีๆ ที่นำมาเผยแพร่
ช่วยกันนำความจริง มาเปิดเผย
ภาพแรกน่ารักมาก หมายถึงภาพนะ :)
สวัสดีค่ะพี่โยคี
แต่ก่อนพูดถึงคนตาย เราก็นึกถึงโลงศพ แม้แต่กระดูก ก็ยังมีห่อ มีผอบใส่กันสวยงาม แต่นี่ เห็นกันจะ จะ ไร้ความหมาย ไร้ค่า คนที่อยู่บริเวณนั้น ก็ซักผ้า เลี้ยงวัว ควาย ไปกับข้างๆกองกระดูกนั้น ไม่มีอะไร
คนเจ็บ คนไข้ มาให้ลูบ ให้จับ ให้รู้ถึงความเสื่อมที่ชัดเจน
ภาพแต่ละวัน มันจะมาปนๆกันไป ทำให้มองเห็น วัฏฏะชัดเจนดีค่ะ เจ็บหนัก ก็นอนกลิ้งกับพื้นนั่นแหละ ไม่ร้องขอใครช่วย
มันปลง มันสังเวชในใจ ทำให้เห็นว่า แท้จริง ทุกคน ต้องต่อสู้ด้วยตัวของตัวทั้งสิ้น ไม่ว่า จะเพื่อการอยู่รอด หรือไม่ก็ตาม
ภาพแรก ก็เป็นเทวทูต สองวัยค่ะพี่โยคี ไม่นาน ก็จะเลื่อนมาเป็นภาพ ถัดๆลงมา ตามกาลเวลาค่ะ
ถ้าพี่โยคีเห็นว่า เทวทูตน่ารัก ก็แปลว่า ใกล้บรรลุแล้วละค่ะ
สวัสดีค่ะท่านอ.ทนัน
หนูเองก็แค่อนุบาล รู้เห็นอะไร ก็มานั่งตรึกตรองดู ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เล่าๆออกไป ถูกผิด ไม่ทราบ นอกจากท่านผู้รู้ทั้งหลาย จะมาช่วย วินิจฉัยให้บ้าง ก็ต้องกราบเรียนเชิญ ให้อาจารย์ ให้คำแนะนำหนูบ้างนะคะ เอาบุญเถอะค่ะ
อาจารย์ทนันคะ
หนูเองก็รู้สึกถึงความโชคดีของตนอยู่ค่ะ และเพราะการมีกัลยาณมิตรแท้ๆเลยค่ะ ที่ทำให้เกิดเรื่องเหล่านี้
กรรมแต่ปางบรรพ์ ก็อีกค่ะ ทำให้เชื่อภพชาติมากขึ้น หนูนี่คงเกิดไปทั่ว ทัวร์ไปหลายประเทศนะคะ พบเจอใคร ก็เหมือนคุ้นเคยไปหมด จริงๆค่ะ
กับอาจารย์ก็เช่นกัน วันหนึ่งได้เจอกัน อาจารย์ค้องคุ้นหน้าหนูแน่ๆเลย
ส่วนความต้องการ(ที่อาจารย์เรียกความโลภ)นั้น หนูว่า ถ้าหมายถึงการ อยากเพื่อไปสู่การปล่อยวาง น่าจะเรียกว่า ฉันทะนะคะ พึงพอใจ ที่จะทำค่ะ หนูเคยเอามาคิดดูแล้วค่ะ มันมีอาการคล้ายกัน เพียงแต่วัตถุประสงค์ต่างกัน
นี่ก็อีกแหละค่ะ อธิบายแบบมวยวัด ตามความคิด ตัวเอง ถูกหลัก เฉี่ยวหลักหรือเปล่า ไม่ทราบค่ะ
อินเดียไปไม่ยากอย่างที่เราคิดเลยค่ะ หนูอยากให้มีการจัดทัวร์ ของคนใน gotoknowจังเลยค่ะ ไปแบบพาเพื่อนเที่ยว แวะเยี่ยมคน Gotoknow ในต่างแดน
เอ..หรือเราจัด เฮฮาศาสตร์ที่อินเดียสักครั้ง ก็เข้าท่านะคะ
แวะมาอ่านเกร็ดข้อมูลความรู้ที่น่าสนใจ ในฐานะคนเคยอยู่อินเดียครับ
สวัสดีค่ะคุณฤทธิชัย
ในช่วงที่ได้ไปทำงานอาสาสมัครที่นั่น
พอตกเย็นก็ออกท่องเที่ยวทุกวัน
ในหมู่บ้าน ตลาดกาเซีย
ไปที่ๆเขาเผาศพกันก็หลายครั้งค่ะ
เป็นความทรงจำที่ดี
และอินเดียมีเรื่องน่าสนใจเสมอ
ขอบคุณที่แวะมาอ่านค่ะ
สวัสดีค่ะ หมอรุ่ง
สวัสดีค่ะคุณครูอ้อย
ขอบคุณค่ะที่ส่งข่าว
ประสบการณ์ของทุกคน
น่าสนใขเสมอเพราะแทบจะไม่มีซ้ำกันเลย
เป็นคนชอบอ่านประเภทนี้เหมือนกันค่ะ
แต่เขียนไม่ค่อยเก่ง
คุณครูอ้อยต้องแนะนำบ้างนะคะ
อยากรู้ว่า วันที่ตัวเองเขียนครบ พันบันทึก
จะกินเวลากี่ปี(สงสัย ๑๐ ปี)