ดีใจเหมือนเจอญาติ
เคยดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือก็หลายเรื่อง ที่กล่าวถึงเรื่องราวของคำว่าเพื่อน เพื่อนเป็นความอบอุ่นใจ และเป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์จริงๆ เป็นหนึ่งในความโชคดีที่มนุษย์ พึงได้รับ กับการให้และการรับ ที่จับต้องได้ และหรืออาจไม่มีตัวตน
ขอพักการนำเที่ยวอินเดียไว้ก่อน เพราะจู่ๆ ผู้เขียนก็มีอาการคิดถึงเพื่อน ในต่างแดนขึ้นมาอย่างมาก แล้วภาพเขาเหล่านั้น ก็มาปรากฏทบทวน ในใจชัดเจน จนถึงวันจากกัน คนแล้วคนเล่า
ผู้เขียนรู้สึกใจหายมาก ในวันก่อนสุดท้ายที่จะจากกุสินารา ทั้งนี้ เพราะพระอาจารย์จะให้เดินทาง ก่อนกำหนด ด้วยหวังจะให้ไปพักค้างที่ พาราณสี สักสองคืน เพื่อล่องแม่คงคา แต่ผู้เขียนก็ห่วงหน้า พะวงหลัง ยังร่ำลาเพื่อนไม่หมดเลย ถ้าผู้เขียนหายไปเฉยๆ พวกเขาคงจะรอเพื่อพบอีกหลายวัน กว่าจะรู้ตัวว่า ผู้เขียน ไม่มีวันมาพูดคุยกับเขาแล้ว
ในบรรดาเพื่อนหลายคนๆ ที่ผู้เขียนมีเรื่องราวกับพวกเขาไม่ซ้ำกัน หนึ่งในนั้น จะขอเล่าถึงสามเณรรูปหนึ่งชื่อ ไซเลนเดอร์ เป็นชาวอินเดีย แต่บวชอยู่วัดพม่า ที่ตั้งอยู่ติดกับ สาละวโณทยาน (สถูปพระปรินิพพาน) ท่านบวชมา ๙ ปี บวชตั้งแต่เด็กๆ พูดภาษาอังกฤษได้ดี ตัวก็ค่อนข้างเป็นหนุ่มแล้ว แต่ยังมีนิสัยเด็กอยู่บ้าง ชอบวิ่ง ว่องไวมาก
เจอกันครั้งแรก เมื่อผู้เขียนไปสักการะพุทธปรินิพพาน ท่านจะมาคอยชี้แนะ ว่า ให้ไหว้ตรงนี้ ใช้หน้าผากจรดฝ่าพระบาท ของพระพุทธรุปตรงนี้ ให้เอาใบหน้าแนบกับ ฝ่าพระหัตถ์ ซึ่งเมื่อผู้เขียนได้กระทำตาม ทำให้เกิดอาการปิติ เหมือนพระพุทธองค์ มีชีวิต ผิวกายยังอ่อนนุ่อยู่เลย แต่แท้จริงคงไม่ใช่
เณร ไซเลนเดอร์ เรียกผู้เขียนว่า มาตายี(แม่) ที่จริงผู้เขียนพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง โดยเฉพาะสำเนียงอินเดีย แต่กับเณร ทำไมพูดคุยกันรู้เรื่อง คุ้นเคยกันมาก เวลาเห็นผู้เขียนมาบริเวณสถูป จะช่วงไหนของวันก็แล้วแต่ ท่านจะรีบวิ่งจากฝั่งวัดพม่าบ้าง หรืออยู่บริเวณไหนก็ตาม ไม่ทันมองหา สามเณร ก็ถึงตัวแล้ว จากนั้น ก็จะพาผู้เขียน เวียนประทักษิณรอบสถูป สามรอบ ท่านจะเล่าเรื่องราว ว่าตรงนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพ ของพุทธองค์ หลังปรินิพพาน ตรงโน้น เป็นบริเวณที่พระอานนท์ นั่งเสียพระทัย ที่ท่านยังไม่บรรลุพระอรหันต์ แต่พระพุทธองค์ ก็เสด็จดับขันธปรินิพพานเสียแล้ว
ผู้เขียนแปลกใจ ว่าตัวเองก็ฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยรู้ แต่ทำไม เวลาเณรอธิบาย ผู้เขียนถึงเข้าใจได้ และรู้เรื่องตามนั้น
สิ่งหนึ่งที่มีอยู่มาก ในบริเวณลานแสวงบุญก็คือขอทาน ขอทานจะเดินตามผู้เขียน เป็นขบวน ร้องขอตลอดเวลา ซึ่งผู้เขียนก็เริ่มทำใจได้แล้ว ว่า เมื่อไหร่มีจิตศรัทธา ก็จะให้ ถ้าไม่พร้อม ก็ไม่สนใจปล่อยไป เสียงขอทานบางคน น่าสงสารเชียว คือฝึกมาอย่างดี ด้วยภาษาไทย" ไม่มีเงินจริงๆนะ" "หิวข้าวจริงๆนะ" ก็ว่ากันไป
สามเณรเห็นขอทานมารบกวนผู้เขียนมาก ท่านก็ควักเงินออกมาให้ขอทาน และพูดอย่างนิ่มนวลว่า อย่ารบกวน มาตายี ผู้เขียนรู้สึกถึงความละเอียดอ่อนในจิตของเณร ที่เกรงใจผู้เขียนที่ถูกรบกวน จนรำคาญ จึงตัดสินใจ ให้เงินขอทาน แล้วพูดภาษาถิ่น ให้ขอทานไปเสีย
ที่วัดพม่านี้ จะมีเจดีย์ที่สร้างเลียนแบบ เจดีย์ชเวดากอง สีเหลืองอร่าม ไม่ได้เปิดให้ใครเข้าชมตามปกติ แต่เณร ก็สามารถนำกุญแจ มาเปิดให้ผู้เขียนเข้าไปสักการะ และชมภาพเขียน เรื่องราวของพระพุทธเจ้าได้ เป็นกรณีพิเศษ จากนั้นท่านก็จะอธิบายภาพวาด เรื่องราวของพระพุทธเจ้า อย่างฉาดฉาน
ทุกวันอาทิตย์ เณรบอกว่า ที่วัดพม่า จะมีคลินิกรักษาคนไข้ฟรี ท่านก็มีหน้าที่ช่วยหมอ ในการจัดคลินิก ท่านว่า ท่านเป็นลูกของหมอ(ผู้เขียน) เลยทำหน้าที่คล้ายกัน
เณรจะจดจำเรื่องของที่ผู้เขียนเล่าได้ดีมาก บอกอะไรไว้จำได้ เช่นช่วงที่จะไปลุมพินีประเทศเนปาล ท่านก็จำได้ พอกลับมาถึง ท่านก็จะซักถามถึงเนปาลมากมาย
ที่สุด ก็ถึงวันที่จะต้องอำลากัน ท่านให้ที่อยู่ ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ไว้พร้อม และขอให้ผู้เขียนได้มาเจอกันอีก ช่วงนั้น ผู้เขียนบอกเณรไปว่า พรุ่งนี้ต้อองเดินทางแล้ว(กำหนดเดิม) จากนั้นได้ทำบุญกับท่าน ด้วยปัจจัย ท่านนั่งลงเรียบร้อย และสวดให้พร เป็นภาษาบาลี ชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจากกันวันนั้น ท่านยังพาไปวัดพม่า และ พาเข้าไปในเจดีย์อีกครั้ง พร้อมกับมอบ ผ้าที่เย็บเป็นกลีบบัว ที่คนที่นี่ ทำมาเพื่อใส่ดอกไม้ บูชาพระพุทธเจ้ากัน และมอบภาพวาดบนผืนผ้าแพรสีแดง รูปพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน แล้วก็ลาจากกัน
ปรากฏว่า พระอาจารย์เลื่อนวันเดินทางอีกหนึ่งวัน สิ่งแรกที่ผู้เขียนอยากทำคือ ไปสาละวโณทยาน ไปอีกสักครั้ง ด้วยความดีใจ แม่ชีกิมเลี้ยง เพื่อนรักอีกคนหนึ่ง ทำบายศรีด้วยใบตองสด ให้ผู้เขียนไปลาพระพุทธเจ้า และเก็บดอกดาวเรือง ดอกพุด ดอกมะลิ ใส่ผ้าดอกบัวของเณรไปด้วย ผู้เขียนเดินทางลัดเลาะ มิได้ไปตามถนนใหญ่ เมื่อไปถึงบริเวณสถูป ถอดรองเท้าเสร็จ ผู้เขียนก็มองเห็นเณร วิ่งปรี๋อจากวัดพม่า ตรงมาหาทันที เหมือนว่า คอยมองหาตลอด เณรหัวเราะดีใจ บอกก็พูดแต่ว่า นึกว่ามาตายีไปแล้วๆ ท่านดีใจเหมือนเจอญาติละมัง พูดไปหัวเราะไป อย่างเป็นสุข จากนั้น จึงพากันเข้าไปถวายบายศรี และผ้ารองดอกไม้
นับเป็นการลาจากที่สมบูรณ์ดีแล้ว ผู้เขียนอธิษฐาน ขอให้ได้พบกันเมื่อใด ก็จงเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ตลอดไป คราวนี้ ผู้เขียนอยู่จนค่ำมาก จึงเป็นฝ่ายดูเณรจากไป กลับเข้าวัด และไม่ได้เห็นกันอีกต่อไป ถึงเณรจะถามว่า ปีหน้ามาอีกใช่ไหม ก็ได้แต่ยิ้มๆ และไม่ได้ปฏิเสธให้เสียกำลังใจ
คงได้พบกันอีกนะ สามเณร จะปีหน้า หรือปีไหน ก็ไม่นาน เท่ากับ เราก็เคยรอพบกันข้ามภพชาติ มาแล้วเช่นปัจจุบันนี้ไง
สาละวโณทยาน สถูปพระปรินิพพาน
ฝ่าพระหัตถ์นี้ ที่ผู้เขียนเอาใบหน้าไปแนบ
จนมีความรู้สึกเหมือน
มีความนุมนวล
อบอุน ที่แผ่ซ่านเข้าหัวใจ
ฝ่าพระบาทนี้ ที่สามเณรแนะให้เอาหน้าผากมาแนบ ด้วยความเคารพ
สามเณรไซเลนเดอร์ วัดพม่ากุสินารา อินเดีย



สวัสดีครับ..หมอ
โยคีน้อย
สาธุกับสหายเก่าที่ได้เจอ
ภาพที่สอง สวยมาก
หนูเรียนหนังสือที่อินเดียมา2ปี (นี่ผ่านช่วงนั้นได้4 ปีแล้วค่ะ)ช่วงนั้นการใช้ชีวิตของหนูคุ้มมาก ไปทั่วอินเดียเลยค่ะ เสียดายที่ไม่รู้จักGo to know ในช่วงนั้น...อ่านทีไร คิดถึงทุกทีเลยค่ะ อยากกลับไปอีกแต่ติดภาระที่นี่เสียแล้วเจ้าค่ะ...ขอบคุณค่ะ
มาท่องบุญด้วยคนครับน้องรุ่ง
สวัสดีค่ะพี่เกษตรยะลา
นึกจนทุกวันนี้ ว่า ภาษา ทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น หรือห่างไกลกันไปทุกทีนะ คงจะดีในหมู่ชนเดียวกัน แต่ถ้า ระดับโลก ก็ต้องนี่เลย ภาษามือ กับอาการทางกาย ใช้ได้หมด
แต่ก้แปลก เณรพูดเร็วๆรัว ทำไมรุ้เรื่องก้แปลกนะ สื่อรู้ว่าเขาหมายถึงอะไรค่ะ
ถ้าคนทุกวันนี้ รู้จักที่จะเรียนรู้ใจกันบ้าง ก็ดีนะคะ ไม่ใช่ฟังแต่เสียงอย่างเดียว
สวัสดีค่ะพี่โยคี
ภาพที่สองนี่ ประทับใจมาก ทำไมถ่ายออกมาแล้ว ราวกับรูปจริงๆ มีแสงทอง สะท้อนแวววาวเชียว เหมือนภาพจริงเลยค่ะ พี่เห็นด้วยไหม
และจุดแสง ประปรายตามรูปนั้นก็แปลก เขาเรียก ดวงอจินไตย คือนอกเหนือที่จะคาดเดา ว่าอะไร แต่ขยายมาดูใกล้ๆ มีรูปลายด้วยค่ะ
มีเป็นร้อยรูป เยอะแยะไปหมด ทั้งถ่ายเวลากลางวัน กลางคืนค่ะ
ทำไมพบสหายเก่าหลายคนที่นั่น ก็ไม่ทราบ
สวัสดีค่ะYour Sister
ดีจังเลยค่ะ เคยอยู่อินเดียตั้งสองปี มีประสบการณ์มากมาย จะเป็นเพราะวิถีชีวิต เขาเป็นไปตามธรรมชาติหรือเปล่านะ ทำให้ผู้พบเห็นจดจำ ระลึกถึงเสมอ
งั้นก็จะขอเล่าเรื่องอินเดีย ให้หายคิดถึงนะคะ
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
เชิญพี่ตามสบายเลยค่ะ เป็นเรื่องเล่า ตามแต่จะระลึกได้ค่ะ ทำไมยิ่งเล่า ดูเรื่องก็ยิ่งมาก ไม่หมดเสียที พอจบเรื่องนี้ เรื่องโน้น ก็ปรากฏรอท่าอีก ถ้าเบื่อก็ช่วยบอกกันด้วยนะคะ
สวัสดีค่ะอ.ทนัน
ทั้งหมดที่กล่าวมา หนูเป็นเช่นนั้น ที่กุสินารา และกับหลายๆคนด้วยค่ะ
ไม่รู้สึกแปลกถิ่น แปลกที่ อีกต่างหาก ที่สำคัญ กลับมาแล้วคิดถึงค่ะ
ขอบพระคุณคำอำนวยอวยพรแก่ลูกหลาน
ขอให้อาจารย์ มีความสมหวังในปรารถนา นับตั้งแต่ปางบรรพ์ นะคะ
พี่หมอรุ่งคะ
อ่านเรื่องและดูรูปแล้ว รู้สึกอย่างเดียวว่า"ใช่เลย"
ดีจังเลยค่ะ
ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ ^ ^
สวัสดีค่ะคุณกมลวัลย์
เป็นสิ่งที่ทำให้ฉุกคิดเหมือนกัน การไปที่ใดๆของเรานั้น ล้วนมีกรรมนำไป แต่ไปแล้วได้อะไรนั้น ปัจจุบัน เราเลือกที่จะทำได้ กรรมเก่า ทำให้พบกัน แต่ก็สร้างกรรมใหม่ ไว้ให้ดีพร้อม เพื่อว่า ต้องพบเจอกันอีก จะได้มีแต่ความดีงามค่ะ
และก้ได้อธิษฐาน กับเณรไปแล้ว ให้ได้เป็นกัลยาณมิตรกันตลอดไป
สวัสดีครับคุณตันติราพันธ์...
จากใจถึงใจครับ...ถึงได้พบกัลยาณมิตรที่แสนดี
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะนายช่างใหญ่
คนจะเจอกัน อยู่ที่ไหนก็ต้องมาเจอกันจนได้นะคะ ได้ทำบุญร่วมกันอีก ก็จะทำให้ทุกการพบนั้น เป็นไปอย่างอบอุ่นใจค่ะ