การมองเห็นเป็นของขวัญอันล้ำค่า

การมีสายตาที่คมชัดทำให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่า เพราะการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมของมนุษย์จะแย่ลงเมื่อมีอายุมากขึ้นโดยอาจจะเห็น สีผิดเพี้ยนไปหรือเห็นภาพมัว ซึ่งอาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากโรคต้อกระจก 


  เมื่อประสบกับปัญหา  การเปลี่ยนแว่นตาบ่อยเพราะเมื่อสวมแล้วไม่มีความสุข  จึงไปหาจักษุแพทย์ที่คลินิก  ประมาณต้นเดือนเมษายน  2551 คุณหมอได้ตรวจแล้วบอกว่าตาขวาเป็นต้อกระจก  จึงได้ใช้ยาหยอดขยายม่านตาแล้วตรวจ  ผลปรากฏว่าเป็นต้อกระจกประมาณ 60% วิธีรักษาต้องผ่าตัดวิธีเดียวแต่ค่อยทำก็ได้  เราบอกคุณหมอขอทำเลย  คุณหมอก็แสนใจดีจัดคิวนัดผ่าตัดให้  คิวผ่าตัดตายาวเหยียด  แต่เหตุผลของเราคือปิดภาคเรียนซึ่งคุณหมอบอกประมาณ 2 สัปดาห์ก็ทำงานนิ่ง ๆ เบา ๆ ได้  ก็ตกลงผ่าตัดวันที่ 30  เมษายน  2551  ต้องค้างโรงพยาบาล  3  คืน รับใบนัดจากคุณหมอกลับบ้านค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพื่อเตรียมพร้อมในการผ่าตัด  จากข้อมูลที่ได้  "ผ่าตัดต้อกระจกไม่น่ากลัวอย่างที่คิด"

 30  เมษายน  2551  ไปโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ตามใบนัดของคุณหมอ  08.00 น.  ยื่นบัตรที่ห้องบัตรก็จะได้รับบัตรคิวสำหรับการพบจักษุแพทย์  ไม่ต้องตรวจแล้ว  พยาบาลส่งไปอาคารหมอพร  ชั้น 8  สำหรับการรักษาโรคตาโดยเฉพาะเพื่อเตรียมตัวรับการผ่าตัดในวันที่ 1  พฤษภาคม  2551 ประมาณ  13.30 น.ของวันที่ 30 เมษายน  คนไข้ที่รอรับการผ่าตัดวันที่ 1 พฤษภาคม ทั้งหมด  15  คน  ต้องไปที่ห้องตาเพื่อให้พยาบาลวัดเลนส์เทียมที่จะใช้แทนเลนส์จริงที่เสีย  ทำไม?  ต้องวัดเลนส์  เพราะคนเรามีดวงตาไม่เท่ากัน  การผ่าตัดครั้งนี้จะฝังเลนส์แก้วตาเทียม  เมื่อพยาบาลที่มีความชำนาญทางด้านนี้ทำการวัดขนาดเลนส์ด้วยระบบเทคโนโลยี  เขาจะถามข้อมูลส่วนตัวเรื่องอายุ  คุณพยาบาลได้ฟังตัวเลขอายุถึงกับอุทาน "ทำไมเป็นเร็วจัง" เพราะคนที่ไปผ่าตัดอายุ 60 ขึ้นไปถึง 90 ปี (ยกเว้นคนที่มีโรคเฉพาะ เช่นเบาหวาน หรือการรับยาบางตัวนานเกินไป)  แต่เราอายุ 50 ต้น ๆ สุขภาพดี  ไม่มีโรคประจำตัว  และอีกคำถามหนึ่งฟังแล้วอี้ง! เบิกสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลได้หรือเปล่า ? เราก็บอกว่าได้ เขาก็บอกใช้เลนส์พับและเมื่อถามคนอื่นที่ใช้บัตรทองหรือประกันสังคมใช้เลนส์ธรรมดา  ขณะนั้นมีความรู้สึกไม่เท่าเทียมในการรักษาเกิดขึ้นในใจ  แต่ไม่ได้พูดอะไร  เมื่อเสร็จกระบวนการวัด  15  คนแล้ว  คุณพยาบาลก็อธิบายให้ฟังว่า    

 เลนส์แก้วตาเทียม  มี    3  ชนิด

   1.เลนส์ธรรมดา    ราคา  4,000  บาท
   2.เลนส์พับ          ราคา  7,000  บาท
   3.เลนส์แขวน       ราคา  7,000 บาท

          สำหรับผู้ป่วยบัตรทองใช้เลนส์ธรรมดาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย  แต่ถ้าต้องการเลนส์พับต้องจ่ายส่วนเกิน  3,000  บาท  และถ้าแพทย์มีความเห็นต้องใช้เลนส์แขวน  ต้องจ่ายส่วนเกิน  3,000  บาท สำหรับผู้ป่วยเบิกสวัสดิการได้ใช้เลนส์พับ  ต้องจ่ายค่าเลนส์ส่วนเกิน  1,000  บาท  พร้อมวัสดุเช็ดตา  50  บาท (เพราะระเบียบเบิกได้ 6,000  บาท) ก็มีคนถามขึ้นมาว่า  คุณภาพของเลนส์ธรรมดากับเลนส์พับต่างกันอย่างไร ?  คุณพยาบาลก็ตอบว่าคุณหมอบอกว่าใกล้เคียงกัน  และในผู้ป่วยหลายคนก็ใส่มาแล้วหลายคน  แต่เขามาทำอีกข้างหนึ่ง  เขาบอกมองเห็นชัดเจนชีวิตเขามีความสุขดี  ตอนนี้ก็ถึงบางอ้อแล้ว  ลบอคติในใจเรื่องความเท่าเทียมในการรักษาได้บ้าง  เสร็จจากเรื่องการวัดเลนส์แล้วกลับห้องพัก  เจ้าหน้าเข้ามาเจาะเลือดยกเว้นตัวเรา  ก็ถามทำไม? เจ้าหน้าที่เขาบอกเจาะเฉพาะคนอายุ  60 ปีขึ้นไป  จากนั้นเขาก็ทำความสะอาดตาตัดขนตา  ใช้ยาล้างตา   เวลา  14.30  น. เข้าห้องประชุมฟังคำชี้แจงและคำแนะนำ  ทั้งคนไข้และญาติ  คนไข้  15  คน  คุณพยาบาลบอกให้ทราบว่าคุณหมอจะผ่าตัดในวันที่  1  พฤษภาคม  ได้เพียง  13  คนเท่านั้น เพราะต้องใช้เวลาทั้งวัน  หมอคงไม่ไหว  อีก  2  คนจะผ่าตัดวันที่  2 พฤษภาคม แต่เราคิวที่ 10 ของวันที่ 1 จะเห็นว่าคนเป็นต้อกระจกมาก อาการของต้อกระจก  ไม่เจ็บ  ไม่ปวด  ไม่เคือง  แต่ตาจะมัวลงเรื่อย ๆ วิธีรักษาโดยการเปลี่ยนเลนส์เท่านั้น  แต่ก็น่าแปลกนะ!คนที่เข้าฟังคำชี้แจง  เป็นคนแก่ ๆ รุ่นคุณตาคุณยายทั้งนั้น 
5  โมงเย็น  ให้ทานอาหาร  และอาบน้ำสระผมให้เรียบร้อย  ประมาณ  2  ทุ่มให้หัดนอนคลุมโปงคนละ  30  นาที  เหตุผล  เพราะเวลาเข้าห้องผ่าตัดเขาจะคลุมมิดหมดทั้งตัวเว้นแต่ตาข้างที่จะผ่าตัดถ้า    ไม่ฝึกจะอึดอัด   และมีปัญหาในการผ่าตัดของคุณหมอ   ก่อน นอนพยาบาลจะให้ยานอนหลับเพื่อจะได้พักผ่อน  คลายเครียด  คลายกังวล   เช้าวันที่ 1 พฤษภาคม  ให้ตื่นตีห้า  อาบน้ำทำความสะอาดใบหน้าไม่ให้ทาแป้ง  พยาบาลจะเข้ามาหยอดตาทุกสิบนาที และปิดตาข้างที่จะทำการผ่าตัด  ฟังคำชี้แจงแล้วก็กลับที่พัก  แต่เราต้องย้ายห้องพักจากห้องพักรวมไปเข้าห้องพิเศษตึก 5 ชั้น 5 ห้อง 502 เป็นชั้นที่ดูแลคนที่ทำการผ่าตัดตาเพราะเขาฝึกพยาบาลไว้โดยเฉพาะ  ตาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนง่ายต่อการติดเชื้อคุณหมอจึงระมัดระวังมาก  คนไข้จะไม่ปะปนกับคนไข้อื่น ๆ 

 ตี 5 ของวันที่ 1 พฤษภาคม  2551 ตื่นทำความสะอาดร่างกายแล้ว  พยาบาลเข้ามาหยอดยาทุก  10 นาที   ต่อไปก็จะห่างออกไป  ทุกชั่วโมงเขาบอกเป็นยาขบายม่านตา  แสบมาก  เราเป็นคิวที่ 10  ประมาณบ่าย  เพราะหมอทำคนละ 10 - 30  นาที  ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของคนไข้  เลา  14.30  น.ก็ถูกนำไปห้องผ่าตัดไปรออยู่หน้าห้องผ่าตัดชั้นใน  ระหว่างรอพยาบาลก็จะหยอดยาขยายม่านตาอีกหลายครั้ง  เวลา  14.45  น.  ถูกนำเข้าห้องผ่าตัด  ถูกพยาบาลห่อตัวอย่างมิดชิดเว้นเฉพาะตาข้างที่จะผ่าตัด  เตียงแคบมากพอดีตัว  นาทีระทึกก็มาถึง  (แต่ก็ไม่ได้กลัวนะ)  คุณหมอฉีดยาชาเข้าเบ้าตาด้านล่าง  ไม่เจ็บแต่มีอาการหนึบ ๆ หลังจากนั้นคุณหมอก็ลงมือผ่าตัด  ไม่เจ็บไม่ปวด  คุณหมอทำเบามากขณะที่ทำจะมีเสียงดนตรีน่ารัก ๆ จากเครื่องมือ ในความรู้สึกแป็บเดียว  คุณหมอเอาเครื่องมือที่ถ่างตาออก  สิ่งแรกที่เห็น  หน้าคุณหมอและเครื่องมือด้านบนหน้าชัดแจ๋วมากจากตาข้างที่ผ่าตัด (เดิมทีตาข้างนี้จะมัวมองอะไรไม่คมชัด) หลังจากนั้นเขาก็ปิดตานำออกจากห้องผ่าตัด เหลือบดูนาฬิกาที่ฝาผนัง  เวลา 15.00  น.แสดงว่าหมอใช้เวลาประมาณ  10  นาที  เมื่อกลับที่พักคุณพยาบาลให้นอนนิ่ง ๆ 4 ชั่วโมง  แต่ลุกทานข้าว  หรือเข้าห้องน้ำได้  และต้องนอนต่อให้ครบ  4 ชั่วโมง  ลักษณะการนอน  นอนหงายหรือตะแคงนิด ๆ ด้านที่ไม่ได้ทำการผ่าตัด เมื่อยมากนอนดูโทรทัศน์ไปเรื่อย ๆ มีเพื่อน ๆ ซึ่งรู้ว่าออกจากห้องผ่าตัดแล้วแวะมาเยี่ยม   ไม่มีอาการเจ็บเลยสักนิดถึงแม้จะหมดฤทธิ์ยาชาแล้ว   สองทุ่มพยาบาลเอายานอนหลับมาให้ทาน  หลังจากนั้นก็หลับตื่นเช้า 

 2  พฤษภาคม  2551 พยาบาลเข้ามาเปิดตาโดยเอามือปิดตาข้างที่ไม่ได้ผ่าตัดไว้  แล้วถามว่ามองเห็นหรือเปล่า? ชัดไหม? โห! ไม่อยากจะเชื่อชัดแจ๋ว  ใสปิ๊ง  เรายังบอกพยาบาลว่าน่าจะทำอีกข้างนะ  จากนั้นเขาก็จะเข้ามาหยอดตาทุก  2  ชั่วโมง  เปลี่ยนที่ครอบตาแบบสบาย ๆ โปร่ง ๆ ไม่แน่นหนาเหมือนเมื่อวานแล้ว ทำตัวตามปกติแต่ก็ต้องเบา ๆ  วันนี้มีเพื่อน ๆ แวะมาเยี่ยม  มาคุย  ตลอดวัน  คุณพยาบาลก็ยังคงหยอดตาทุก 2 ชั่วโมง  คุณหมอแวะเข้ามาดูเอาไฟฉายส่องดูแล้ว  บอกพรุ่งนี้เช้ากลับบ้านได้  และให้มาพบหมอวันที่  20  พฤษภาคม  2551

 3  พฤษภาคม  2551 เช้ารับยาและคำแนะนำในการปฏิบัติตัวจากพยาบาล  ตอนนี้ต้องสวมแว่นแล้ว  และต้องสวมตลอด 1 เดือน  แต่เราไม่ได้สวมแว่นดำหรอกนะ  ใช้แว่นสายตาและกรองแสงได้ด้วย  จึงไม่เป็นคนขายล๊อตตารี่

  คำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่แผนกจักษุ

การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดต้อกระจก
  1.  ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำบิดหมาด ๆ เช็ดหน้าให้ทั่วห้ามใช้น้ำราดหน้า (ไม่ให้ตาข้างที่ผ่าตัดถูกน้ำ ใน 1 เดือน)
  2.  แปรงฟันค่อย ๆ แปรงอย่าส่ายหน้าไปมา  หรือทำให้เกิดอาการโอ้กอ้าก
  3.  อาบน้ำควรตักอาบ  ไม่ควรอาบน้ำฝักบัวเพราะจะทำให้น้ำกระเด็นเข้าตา
  4.  ห้ามก้ม ๆ เงย ๆ หรือไอจามแรง ๆ ถ้าจำเป็นให้กระแอมเบา ๆ
  5.  ห้ามสระผมเองควรนอนให้ผู้อื่นสระผมให้  ระวังไม่ให้น้ำเข้าตา
  6.  รับประทานอาหารได้ทุกชนิด  ไม่ควรเป็นอาหารที่แข็งหรือเหนียวจนเกินไป  ดื่มน้ำและรับประทานผักผลไม้  เพื่อป้องกันอาการท้องผูก
  7.  ห้ามทำงานหนักทุกชนิด  เช่น  ตอก  ขุด  ตำ  หรือยกของหนักเกิน  5  กิโลกรัม
  8.  ไม่นอนตะแคงข้างที่ทำการผ่าตัด  1  เดือน และเมื่อจะลุกขึ้นนั่งให้ตะแคงตัวก่อนลุกขึ้น
  9.  ครอบตาข้างที่ผ่าตัดเวลากลางคืน  กลางวันสวมแว่นตา เป็นเวลา  1 เดือน  ฝาครอบตาล้างทำความสะอาดทุกวัน
  10. ทานยาและหยอดยาตามเวลา  ล้างมือสะอาดทุกครั้งที่หยอดยา

ขณะที่เขียนนี้  เป็นวันที่  10  พฤษภาคม  2551 สิบวันหลังการผ่าตัดและได้ไปพบคุณหมอก่อนนัดเพื่อจะถามว่าจะไปทำงานได้หรือยัง  คุณหมอตรวจดูแล้วก็โอเค  แต่ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด  ดีใจมาก  ไม่มีข้อจำกัดในการใช้คอมพิวเตอร์  คุณหมอบอกตามสบายเพื่อสุขภาพของทุกคน  หมั่นตรวจสายตานะคะ  สภาวะโลกร้อนทำให้คนเป็นต้อกระจกเร็ว  และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
"โลกเรานับวันจะเจริญขึ้นสวยงามทางวัตถุมากขึ้นทุกวัน แต่จิตใจของผู้คน  กลับไม่พัฒนาตามวัตถุ ยิ่งเทคโนโลยีมากขึ้นความเห็นแก่ตัวของคนก็มีแต่จะมากขึ้นตามไป การมองเห็นเป็นเรื่องที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์เรา นับวันก็จะมีแต่สิ่งที่มาทำร้ายดวงตาตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทั้งมลภาวะทางแสงที่มากขึ้นทุกวันเพราะมีคนไปทำลายชั้นกรองแสงอุลตร้าไวโอเล็ตในชั้นบรรยากาศ   ทั้งมลภาวะจากฝุ่นละอองที่เกิดจากการก่อสร้างตึกสูงๆ ยิ่งจะทำให้สายตาของคนเราใช้งานได้สั้นลง มีคนเป็นต้อกระจกที่อายุน้อยกันมากขึ้น จึงต้องหาทางป้องกันและทนุถนอมดวงตากันให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้ใช้ดวงตามองดูความเจริญของวัตถุในโลกที่ศิวิไลซ์ดวงนี้ให้นานที่สุด...ตราบนานเท่านาน "

ขอบคุณนายแพทย์กฤษดา  สุนทรภาส  โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ที่มอบของขวัญล้ำค่าให้  และขอบคุณพยาบาลของโรงพยาบาลทุกคน  ที่ให้ความดูแลด้วยอัธยาศัยที่ดี