ตั้งชื่อให้มันโก้ๆอย่างนั้นแหละ ไม่มีอะไรในกอไผ่หรอก เพียงอยากจะเพิ่มเติมประสบการณ์เรื่องการพัฒนาคน พัฒนาบุคลากร สักหน่อย

 

หลังจากที่ระดมฝึกเจ้าหน้าที่รัฐให้มีพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการพัฒนาชนบท การพัฒนาคน โดยใช้กระบวนการ TOT แล้ว ก็ฝึกเจ้าหน้าที่สนามใหม่ ซึ่งจะเป็นสองรูปแบบผสมผสานกันคือ การฝึกอบรมหลักการ ซึ่งมักจัดในห้อง หรือร่มไม้ก็แล้วแต่พระเดชพระคุณเถอะ แต่ต้องมีการฝึกอบรมในสนามที่เรียกว่า OJT หรือ On the Job Training

 

อันนี้ว่ากันเป็นสัปดาห์ เป็นเดือนเลย ลงสนามไปกินนอนกับชาวบ้าน ทำงานร่วมกับชาวบ้าน พูดคุยกับชาวบ้าน ฯลฯ ทั้งที่ให้โจทย์ไป และไม่ได้ให้โจทย์ไป  สักสัปดาห์หนึ่งก็ออกมาคุยกันในที่เหมาะสม แลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มา ความรู้สึก การปรับตัว การเรียนรู้ต่างๆ สนุกจะตายไป แล้วกลับเข้าไปใหม่ หนุ่มสาวที่อ้างว่าเป็นคนมาจากชนบทบางคนทนไม่ไหวก็ลาออกไปเลย เพราะไม่สามารถปรับตัวกับชนบทกำพืดเขาได้  ก็ไม่ว่ากัน ลูกเศรษฐีส่งสินค้าออกบางคนกลับปรับตัวง่ายดาย ชอบซะอีก   

 

เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้น ต่างคนต่างก็แยกย้ายเข้าประจำพื้นที่ที่ได้กำหนดกันไว้แล้ว  แล้วก็ปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ที่จัดทำไว้แล้ว และพูดคุยกันแล้ว...

 

พี่เลี้ยงทั้งหลายพวก Field Coordinator หรือ Zone coordinator ก็จะออกตระเวนไปเยี่ยมน้องๆทุกสัปดาห์  ประชุมบ้าง คุยกันถึงเรื่องราวต่างๆ ให้กำลังใจ แนะนำเพิ่มเติม เก็บรวบรวมข้อมูลเข้ามาสำนักงานใหญ่ ฯลฯ...

 

แต่เมื่อผมออกตระเวนเยี่ยมน้องๆ พร้อมๆกับพี่เลี้ยงทั้งหลายนั้นผมพบว่า

 

  • การเรียนรู้หลักการ ทฤษฎี แนวทางในหลักสูตรการฝึกอบรมนั้นไม่เพียงพอ เพราะเมื่อน้องๆลงพื้นที่มันมีรายละเอียดมากมายที่เป็นเงื่อนไข เป็นองค์ประกอบ  น้องๆไม่เข้าใจจะตีความหมายอย่างไร หรือไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกหรือผิด หรือควรจะทำอย่างไรต่อจึงดีที่สุด

  • พี่เลี้ยง แม้ว่าจะอาวุโสกว่า ประสบการณ์มากกว่า แต่ก็ยังพบข้อจำกัดในการตัดสินใจ  การให้คำแนะนำ หรือกระบวนการ Consultation

 

  • ระบบการประชุมประจำเดือน (Monthly meeting) นั้นช้าเกินไปสำหรับการที่น้องๆต้องการคำแนะนำทันทีทันใด 

  • เจ้าหน้าที่ของรัฐเองที่เป็น Partner กับผู้ประสานงานสนามนั้น แม้ว่าจะผ่านการฝึกอบรม TOT มาแล้ว  แต่เงอะงะในการปฏิบัติ  เนื่องจากถนัดแต่รับคำสั่งจากนายแล้วสั่งต่อ อะไรที่เป็นความรู้ความสามารุที่ต้องทำเอง ตัดสินใจเองนั้นไม่กล้าหาญพอ หรือรู้ไม่จริงเลยไม่กล้าแนะนำ

  • เนื่องจากความใหม่ของน้องๆ หรือเรียกว่า อ่อนหัด ต้องการตอกย้ำในความรู้เรื่อยๆ และความรู้นั้นต้องย่อยออกมาเป็นแนวทางการปฏิบัติ อาจจะลงละเอียดถึง ตัวอย่างแบบฟอร์มต่างๆด้วย

 

  • น้องๆเกิดไอเดียใหม่ๆขึ้นมา ต้องการปรึกษากับพี่พี่ แต่ไม่ง่ายนักที่จะสานต่อความคิดอย่างทันท่วงที ก่อนที่ไฟจะมอดลงเสียก่อน
  • ฯลฯ

 

เมื่อผมเห็นจึงมาปรับกระบวนยุทธ์ใหม่ คือ

 

  • ทำสายโทรศัพท์ Consultation Hotline (CH) ตลอดเวลาทำงาน เพื่อรองรับการปรึกษาหารือทันทีในเรื่องงาน ยกเว้นโทรมาขอยืมเงินพี่ไปเที่ยว..ไม่เอา

 

  • เพิ่มเติมความรู้ที่พบว่าต้องการกับทีมพี่เลี้ยง ทันที และให้นำไปแลกเปลี่ยนกับน้องๆในสนาม

 

  • นอกจากจะนำประเด็นทั้งหมดไปพูดคุยในการประชุมประจำเดือนแล้ว หากสามารถประชุมประจำสัปดาห์ได้ก็ต้องทำ เพื่อกระชับความสอดคล้องต้องการให้มากที่สุด

 

  • ที่สำคัญสุดคือการเพิ่มเติมรายละเอียดความรู้ต่างๆประจำรายสะดวก ที่ผมเรียกว่า KM เหมือนกัน แต่เป็น Knowledge Memo ครับ เพื่อไม่ให้ซ้ำกัน ผมขอเรียก Knowledge Memo ว่า KMe ก็แล้วกันครับ

 

อะไรคือ Knowledge Memo ทำอย่างไร เมื่อไหร่

 

  • คือการทำบันทึกความรู้สั้นๆเติมเต็มจุดอ่อนที่พบว่าน้องๆในสนามยังขาดอยู่ มันมีหลักการที่ไหน ประสบการณ์ที่ไหน ความรู้ที่ไหน ค้นมาเติมให้น้อง ทุกคน ทุกพื้นที่

 

  • หลายครั้งไม่ใช่ส่วนที่น้องขาดความรู้ แต่เป็นการแสดงความเห็นเพิ่มเติม ที่คิดว่าสามารถช่วยให้เกิดความกระจ่างมากขึ้นแก่คนที่ปฏิบัติในสนาม (คล้ายๆเขียนบันทึกในบล็อกนี่เองที่ผมทำมานานแล้ว)

  

  • ความรู้สั้นๆนี้เขียนไม่เกินสองหน้ากระดาษ A4

 

  • เขียนตามรายสะดวก ไม่ใช่ทุกวัน เฉลี่ยประมาณ 3 ฉบับต่อสัปดาห์

  

  • เขียนแล้ว ทำสำเนาโดยใช้กระดาษใช้แล้ว เท่าจำนวนน้องๆ พับแล้วส่งไปให้น้องตามระบบ Logistic ที่โครงการมีอยู่ เก็บต้นฉบับใส่แฟ้มเฉพาะไว้ค้นหา เมื่อน้องๆเข้ามาสำนักงาน หรือเพื่อร่วมงานคนอื่นๆต้องการ

  • เมื่อสิ้นปี หรือสิ้นโครงการ ก็รวมเล่ม ทิ้งไว้ให้หน่วยงานนั้นๆใช้ต่อไป ให้น้องติดตัวเป็นแหล่งอ้างอิงความรู้ต่อไป
  • ฯลฯ

 

(เอารูปสวยๆมาอวด พักผ่อนสายตาครับ)

สรุป

 

กระบวนการ TOT สำคัญมาก จำเป็นมาก แต่กระบวนการเรียนรู้ไม่สิ้นสุดลงที่ห้องเรียน หรือการผ่านหลักสูตรนี้เท่านั้น

 

กระบวนการเรียนรู้ต้องต่อเนื่องจึงต้องทำ After Training Action (ATA) ก็สำคัญและจำเป็นมาก รูปแบบการทำ ATA นั้นก็หลากหลาย แล้วแต่ความเหมาะสม 

 

การทำ KMe ที่ผมทำนั้นมีทั้งประสบผลสำเร็จและล้มเหลวครับ ที่ล้มเหลวเพราะ ผู้บริหารระดับสูงไม่สนับสนุน เปลืองกระดาษ ฝึกอบรมแล้วก็พอแล้ว ฯ ผมไม่ใช่เขียน KMe คนเดียวสนับสนุนให้ผู้ประสานงานเขียนด้วย หรือน้องๆเอง แต่คนไทยไม่เขียน ชอบคุย ข้ามวันข้ามคืนคุยกันได้ บอกให้บันทึก อิอิ ไม่เอา..

 

เอาประสบการณ์มาเผื่ออีกแล้วนะ

ตาหวานเบื่อหรือยัง อิอิ..