สอนให้พวกเขาได้ “ค้นพบ” หรือ “เห็นคุณค่า” ในความเป็นตัวตนของตนเอง ... เพื่อนำไปสู่การสร้างเจตคติในการที่จะลบล้างภาวะความรู้สึกที่คนเรามักจะเหยียดหยามตนเอง

ผมไม่ได้เล่าเรื่องค่ายของนิสิตมาเสียนาน ทั้งที่ในช่วงเดือนถึงสองเดือนที่ผ่านมานั้น มีนิสิตหลายชมรมด้วยกันที่พาเหรดลงสู่โรงเรียนและหมู่บ้านต่างๆ  อย่างคึกคัก

 

ผมรู้สึกผิดอยู่บ้างที่ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาผ่านบันทึกเหล่านี้  รู้สึกไม่ดีพอ ๆ กับการการไม่ได้ร่วมเดินทางไปเยี่ยมเยียนชาวค่ายดังที่เคยสัญญาไว้   แต่ก็ยังเชื่อว่านิสิตจะเข้าใจในสถานะที่ไม่ลงตัวของผม  รวมถึงภารกิจอันหลากหลายที่รัดตัวผมอยู่อย่างเนืองแน่น

 

จนในที่สุด,  เมื่อวันที่  23  มีนาคม  2551  ค่ายช่อราชพฤกษ์พัฒนาจากรากหญ้าสู่ยอดใบ ก็กลายมาเป็นค่ายแรกที่ผมมีโอกาสได้ไปทักทายด้วยตัวเอง 

แกนนำค่ายพาผมตระเวนเยี่ยมชมผลงาน

 

ค่ายดังกล่าวจัดขึ้นในระหว่างวันที่  19 – 23  มีนาคม  2551    โรงเรียนบ้านบัวงาม  ต.โพธิ์ใหญ่  อ.พนมไพร  จ.ร้อยเอ็ด  ซึ่งมีนิสิตเข้าร่วมกิจกรรมในราว ๆ  ไม่เกิน 30  คน

 

กลุ่มนิสิตช่อราชพฤกษ์  หรือที่เรียกอย่างคุ้นชินในมหาวิทยาลัยว่า พรรคช่อราชพฤกษ์  เป็นพรรคที่เกิดขึ้นในราว ๆ ปี 2548 – 2549  โดยขณะนั้นแกนนำหลัก ๆ  ที่มาจากชมรมอาสาพัฒนาได้เข้ามาปรึกษาผมในทำนองว่าอยากตั้งพรรคขึ้นมาสักพรรคเพื่อเป็น ทางเลือกใหม่  ในการเป็นองค์การนิสิตของมหาวิทยาลัย

 

ครั้งนั้นพวกเขาบอกกล่าวว่าจะใช้ชื่อพรรคว่า ราชพฤกษ์  ที่หมายถึง ต้นคูน  หรือต้นราชพฤกษ์อันเป็นต้นไม้ประจำของมหาวิทยาลัย    ซึ่งเราต่างก็แลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับเรื่องชื่อและทิศทางการดำเนินงานกันอย่างออกรสออกชาติ  จนในที่สุดผมก็อดที่จะแนะนำอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ว่า ช่อราชพฤกษ์  น่าจะเป็นชื่อที่เหมาะสมที่สุดแล้ว   เพราะหากมหาวิทยาลัยเปรียบเสมือนต้นราชพฤกษ์   นิสิตก็น่าจะเปรียบได้ดั่ง ช่อ  หรือ ดอก  อันเป็นผลผลิตที่ตระหง่านงามของต้นราชพฤกษ์นั่นเอง !

 

จากนั้นเป็นต้นมา  พวกเขาก็เรียกตัวเองอย่างสง่าผ่าเผยว่า ช่อราชพฤกษ์  และแทบไม่น่าเชื่อว่า  ในปีแรกที่พวกเขากระโจนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นองค์การนิสิตก็สร้างความฮือฮาได้อย่างเกินความคาดหมาย  พวกเขาบี้เบียดกับพรรคแชมป์เก่ามาอย่างคู่คี่  ก่อนจะพลิกพ่ายไปอย่างฉิวเฉียด  !

 

และนั่นคือที่มาที่ไปของการก่อตั้งพรรคที่ผมอยากจะจารึกไว้โดยสังเขปในบันทึกนี้

สื่อรณรงค์ตามนโยบายมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพด้านยาเสพติดและโภชนาการ

 

 

สำหรับการไปค่ายในครั้งนี้  เป็นทั้งการไปเยี่ยมและการมอบค่ายเสร็จสรรพในตัว   ทันทีที่รถตู้มหาวิทยาลัยเคลื่อนถึงจุดหมาย   นิสิตที่เป็นแกนนำของพรรคเข้ามาทักทายอย่างอบอุ่น  หลายคนตรงดิ่งมายังผม   พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ  ให้ฟังราวกับต้องการให้ผมได้รับรู้และเข้าใจถึงห้วงชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขาอย่างเหลือล้น

 

สิ่งหนึ่งที่น้องนิสิตพยายามสื่อสารถึงผมอย่างบ่อยครั้งก็คือ   จำนวนคนค่ายที่ดูน้อยนิดกว่าที่พวกเขาคาดหวังไว้  ซึ่งผมก็พยายามบอกกับเขาด้วยความสัตย์จริงว่า  คนมาค่ายในราว ๆ  20 – 30  คนก็น่าจะเป็นจำนวนที่พอเหมาะและสมดุลกับงานที่มีในค่ายเป็นยิ่งนัก  เพราะเท่าที่ดูจากเนื้องานนั้น  ทั้งการสร้างห้องน้ำ  ปลูกต้นไม้   สร้างแปลงพืชผักสวนครัว  ตลอดจนการซ่อมแซมและตกแต่งห้องสมุด  รวมถึงการจัดทำสื่อการเรียนการสอน  ดูแล้วก็น่าจะลงตัวในเรื่อง คนกับงาน  อย่างพอดิบพอดี  ขึ้นอยู่กับว่าแกนนำค่ายจะสามารถแจกแจงให้คนกับงานสมดุลกันได้กี่มากน้อยเท่านั้นเอง

 

 

ไม่เพียงเท่านั้น,  ผมยังพยายามบอกกล่าวอย่างแน่นหนักและจริงจังว่า  นี่เป็นโอกาสอันดีที่พรรคจะได้พิสูจน์ถึง ตัวตน  ของตนเองว่าบัดนี้มีจุดยืนอย่างไรในถนนสายกิจกรรม  และการทำงานอย่างเต็มไม้เต็มมือเช่นนี้  ก็ย่อมช่วยหล่อหลอมให้แต่ละคนได้เห็นคุณค่าของ ตัวเอง  อย่างเต็มที่   ซึ่งดีกว่าค่ายบางค่ายที่แห่ตามกันไปเยอะ ๆ  ..  จากนั้นก็เดินเตะฝุ่นกันฟุ้งตลบ   เพราะไม่มีอะไรให้ทำอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน  เข้าทำนอง "คนล้นงาน"  ไปเสียดื้อ ๆ   สุดท้ายก็กลายเป็นภาระของเพื่อน ๆ  และชาวบ้านไปอย่างไม่รู้ตัว

 

พิธีมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน, อุปกรณ์กีฬาและของเล่นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

 

อันที่จริง  สิ่งที่ผมสื่อสารนั้น   เป็นความสัตย์จริงมากกว่าการพยายามปลุกปลอบให้เขาคลายหม่นเศร้า   เพราะเมื่อคนมาค่ายนี้แล้วสามารถทำอะไรด้วยตัวเองอย่างเต็มที่  แต่ละคนได้แสดงบทบาทแห่งศักยภาพของตนเอง  รวมถึงมีพื้นที่การเรียนรู้ความเป็นชีวิตและสังคมอย่างไม่แอบแฟง  หรือแม้แต่การได้สัมผัสกับความหมายของการเป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเช่นนี้นั้น  ล้วนเป็นสิ่งที่กำลังสอนให้พวกเขาได้  ค้นพบหรือ เห็นคุณค่า  ในความเป็นตัวตนของตนเอง ...  เพื่อนำไปสู่การสร้างเจตคติในการที่จะลบล้างภาวะความรู้สึกที่คนเรามักจะเหยียดหยามตนเองลงไป   อันเป็นแนวคิดที่สำคัญตามแบบ pose  modernism  นั่นเอง

 

 

ในขณะที่แกนนำชาวค่ายนำพาผมไปเยี่ยมชมผลงานตามที่ต่าง ๆ   ผมก็ไม่วายที่จะชวนเขาคุยในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับค่ายอาสาพัฒนา   โดยเฉพาะการกล่าวย้ำว่าให้พวกเขาค้นหาตัวตนขององค์กรตนเองให้พบ  โดยไม่จำเป็นต้องลอกเลียนแบบจากค่ายอื่น ๆ เสียทั้งหมด

 

 

ค่ายในความหมายของผมที่สื่อสารกับเขานั้น  ไม่จำเป็นต้องสร้างวัตถุ  หรืออาคารสถานที่อันใหญ่โตเสมอไป   โดยที่ผมเองก็ไม่ก้าวล้ำไปวิจารณ์ว่า  ค่ายในทุกวันนี้  เนื้อหา  น้อยกว่าที่ตนเองเคยทำในครั้งที่เป็นนิสิตอย่างเห็นได้ชัด    ตรงกันข้ามกลับพยายามย้ำอย่างจริงจังว่า  ค่ายที่ดีควรต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงของยุคสมัย   มีลักษณะที่บูรณาการ  ผสมผสานทั้งการ สร้างและการเรียนรู้  เข้าด้วยกัน  และที่สำคัญก็คือ  ค่ายที่ดีนั้นก็ควรต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับเป็นที่ตั้ง

 

ส่วนหนึ่งของหนังสือใหม่ที่มอบให้กับโรงเรียน

 

ผมไม่รู้หรอกว่าเขาจะตีความในสิ่งที่ผมบอกกล่าวไปนั้นได้กี่มากน้อย   แต่ก็ยืนยันว่าจากสภาพที่เห็นนั้น  พวกเขาก็ทำได้อย่างดีที่สุดแล้ว   มี  เนื้องาน  หลายส่วนที่เกิดขึ้นในแบบที่ไม่ซ้ำซ้อนมากนัก    เป็นต้นว่า   การทำสื่อการเรียนรู้ในห้องสมุดด้วยการจัดบอร์ดให้ความรู้ในเรื่องยาเสพติด  สุขภาวะด้านอาหาร  วิวัฒนาการเกี่ยวกับการเกษตรกรรมของคนไทย   ความรู้เรื่องสมุนไพร   ความรู้เรื่องคุณธรรม  จริยธรรม   แบบฝึกอ่านเกี่ยวกับตัวเลข,  อักษรไทยและอักษรภาษาอังกฤษ  ฯลฯ

 

 

นอกจากนี้  ยังส่วนหนึ่งยังถูกมอบหมายให้ลุยงานเกี่ยวกับการสร้างห้องน้ำให้กับน้องนักเรียนในวัยอนุบาล  เพื่อให้พวกเขามีห้องน้ำที่สะดวกสบาย  สะอาดและถูกสุขลักษณะ   ขณะที่อีกกลุ่มก็ทุ่มเทให้กับการปรับภูมิทัศน์ภายในโรงเรียน  มีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ  ปลูกผักสวนครัวไว้ใช้ประกอบเป็นอาหารกลางวัน  รวมถึงการเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเพื่อศึกษาเรื่องราวในมิติของชุมชนสลับหมุนเวียนกันไปตามแต่เวลาจะเอื้ออำนวย

 

 

จากการสังเกตสมุดเซ็นเยี่ยมของชาวค่ายนั้นก็พลอยให้ผมชื่นฉ่ำใจเป็นยิ่งนัก   เพราะปรากฏว่า  ค่ายนี้มีผู้หลักผู้ใหญ่  และเจ้าหน้าที่จากหลายภาคส่วนทยอยมาให้กำลังใจกับนิสิตอย่างต่อเนื่อง   สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า  ชุมชนได้ให้ความสำคัญกับงานค่ายที่นิสิตได้สร้างขึ้นนี้มากไม่ใช่น้อยเหมือนกัน

 

 

สำหรับค่ายนี้  ถือเป็นค่ายแรกที่พรรคช่อราชพฤกษ์ได้ออกค่ายอาสาพัฒนาอย่างเป็นทางการติดต่อกันหลายวัน   การเป็นมือใหม่หัดขับในค่ายอาสาพัฒนาคราวนี้   ผมเชื่อว่าพวกเขาคงแบกรับความกดดันอยู่มากโข   แต่การได้ทำอะไรด้วยตนเอง  และทำในกรอบพื้นฐานที่ตนเองและองค์กรมีความถนัด   ก็คงช่วยให้สิ่งที่ว่ายาก ๆ  ได้คลี่คลายไปได้อย่างไม่ยากเข็ญ  

และที่สำคัญก็คือ   การได้เรียนรู้ตัวตนของตนเอง  ทั้งตัวตนในเชิงปัจเจก  (ส่วนตัว)  และตัวตนในเชิงสถาบัน (พรรคหรือกลุ่มนิสิต)  คือสิ่งที่เขาจะได้รับคืนกลับไปอย่างคาดไม่ถึง  ซึ่งนั่นยังไม่รวมถึงมิตรภาพและความรักที่พวกเขาได้รับจากชุมชนที่หยิบยื่นมาโดยปราศจากเงื่อนไขแห่งมายาคติใด ๆ

 

 

แน่นอนครับ,  ถึงแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่รู้ฝั่งฝัน   แต่ในวิถีค่ายอาสาพัฒนาก็ยังคงยืนหยัดเป็นบทเรียนให้คนหนุ่มสาวได้ก้าวเข้าไปเรียนรู้เพื่อการ ค้นหา คุณค่าของตนเองและสังคมอย่างไม่รู้จบ  ....

 

ในทำนองเดียวกันนี้   ค่ายอาสาพัฒนา  ยังถือว่ามีพลังเหลือล้นกับการบ่มเพาะ จิตอาสา  ให้กับคนหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย  และค่ายอาสาพัฒนานี่แหละคือ  ต้นทุน  และ  ภูมิคุ้มกัน  ที่ดีในภายภาคหน้าของพวกเขา

 

ถึงแม้บางครั้งอาจโชคร้ายโดยไม่อาจเรียนรู้ความเป็นวิถีชุมชนได้อย่างที่ใจคิด  แต่ผมก็หวังแต่เพียงว่า  ชาวค่ายของผมจะไม่กลับมามือเปล่า  อย่างน้อยพวกเขาคงโชคดีกับการได้รู้สึกว่า  ท่ามกลางยุคสมัยที่เต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนและแสวงหาผลประโยชน์ชนิดปลาใหญ่กินปลาเล็กนั้น  การได้ออกค่ายอาสาพัฒนา  และเรียนรู้วิถีการเป็น ผู้ให้  ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้น  ยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์เกินอธิบายได้ด้วยคำพูดใด ๆ  ..เว้นเสียแต่จะไปสัมผัสด้วยตัวเอง !