หากเราไม่จัดทำกำหนดการประชุมเป็นรายปีให้แน่นอน จะเกิดปัญหา คือ วันที่ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือผู้อำนวยการเขตพื้นที่ว่าง กรรมการอื่น ๆ อาจไม่ว่าง เราควรยึดที่ประชุมเป็นศูนย์กลาง เมื่อจัดทำกำหนดการประชุมในรอบปีแล้ว ก็ควรยึดถือเป็นสัญญาประชาคม

 

บ่อยครั้งที่ได้รับเสียงสะท้อนจากผู้บริหารสถานศึกษา หรือครูอาจารย์ว่า กรรมการสถานศึกษา หรือกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาไม่ค่อยมีเวลา(มีงานมาก) ทำให้จัดประชุมได้ยาก หรือบอกว่า เมื่อเชิญประชุม กรรมการก็ไม่ค่อยมาร่วมประชุม......ท่านว่าจริงหรือไม่

...แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เรามาหาทางออกในเรื่องนี้กันดีไหม ดังต่อไปนี้ คือกำหนดให้มีการประชุมสมัยสามัญ เป็นรายปี  ไว้แต่เนิ่น ๆ ตั้งแต่ต้นปี เช่น กรณีของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา วางแผนให้มีการประชุม ปีละ  6  ครั้ง  คือ ทุกพุธที่ 2  ของเดือน กรกฎาคม   กันยายน  พฤศจิกายน  มกราคม   มีนาคม   พฤษภาคม  เป็นต้น  หรือจัดประชุมทุก 2 เดือน   แม้จะไม่มีวาระพิจารณาหรือหารือเป็นการเร่งด่วน ก็ควรใช้เวลาเพื่อการหารือเกี่ยวกับอนาคต หรือทิศทางการพัฒนางานด้านต่าง ๆ ของเขตพื้นที่การศึกษา(ช่วยกันมองไปข้างหน้า)    กำหนดการประชุมที่นัดหมายล่วงหน้านี้ ไม่ควรเลื่อน แม้ประธาน หรือเลขานุการจะติดภารกิจ(ให้มีผู้ทำหน้าที่รักษาการณ์ในตำแหน่ง เข้าร่วมประชุมและทำหน้าที่แทน)   เราไม่ควรยึดผู้อำนวยการโรงเรียน(ในกรณีของคณะกรรมการสถานศึกษา) หรือ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา(ในกรณีของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา) หรือประธานคณะกรรมการเป็นศูนย์กลาง เพราะถ้ายึดผู้อำนวยการเป็นหลักแล้ว ในทันทีที่ผู้อำนวยการติดราชการ(ซึ่งอาจมีบ่อยมาก) การประชุมจะต้องเลื่อนออกไปอย่างแน่นอน โดยเลื่อนไปยังวันอื่น ที่ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือผู้อำนวยการเขตพื้นที่ ว่างจากงานด่วน  ในกรณีที่มีการเลื่อนนัดหมายเช่นนี้ ปัญหาที่จะตามมา คือ วันที่ผู้อำนวยการว่างจากงาน  กรรมการท่านอื่นก็ติดงานสำคัญ หรือติดราชการ เช่นกัน ย่อมมาประชุมไม่ได้(เพราะคณะกรรมการส่วนใหญ่ก็มีงานประจำ ยิ่งในกรณีที่กรรมการเป็น คนดังมาก ๆ ภารกิจก็ยิ่งมากตามตัว)  ดังนั้น หากมีการตกลงนัดหมายการประชุมในรอบปีแล้ว ก็ไม่ควรเลื่อน  ให้ยึดที่ประชุมเป็นศูนย์กลาง.....ถ้าทำเช่นนี้ ผมเชื่อว่า จะแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอน