ขี้ตนเองที่มีอยู่นี่ก็ว่าเหม็นแย่แล้ว
เรายังเอาขี้ของคนอื่น ของใครต่อใครมาดมเอาไปอีก

ขี้ต่าง ๆ ความไม่ดีของเราเอง ทั้งขี้โกรธ ขี้เกียจ ขี้อะไรสารพัดมีมากอยู่เกินพอแล้ว
เรายังไปความไม่ดีที่เป็นขี้ต่าง ๆ ของเขา มาเก็บ มาคิด มานั่งดม มาให้เกิดหมักหมมในจิตใจ

ใครทำไม่ดี ใครขี้เกียจ ขี้ประจบ ขี้โอ่ ขี้คุย เห็นก็เหม็นพอตัวอยู่แล้ว ยังดันทุนรังเก็บใส่ใจมาคิด มานั่งดม “ขี้” ของเขาอยู่ได้ เป็นอย่างนี้เราจิตใจของเราจะพัฒนาได้อย่างไร

การจดจ่ออยู่กับการเพ่งโทษของคนอื่นนั้นก็เปรียบเสมือนกับการเฝ้าหาแต่ “ขี้” ของคนอื่นเขามาดม
บางครั้งดมไม่พอ เอามา “กิน” ใส่ปาก ใส่ตัว

ขี้หมู ขี้หมา ได้กลิ่นก็เหม็นพอทน แต่ไอ้ “ขี้คน” นี่เหม็นเสียจน "ใจและจิต" ตกล่วงไป

ทีหลังเห็นขี้เขาเราก็อย่าเอามาดมนะ
กวาดได้ก็กวาด เตือนได้ก็เตือน
อย่าวางเฉย การวางเฉยต่อสิ่งผิด ก็ไม่ต่างอะไรกับ “ควาย” ที่ชาตินี้ไม่มีดวงจิตที่มีโอกาสพัฒนา

เตือนได้ พูดได้ แต่อย่าพูด อย่าเตือนด้วยอารมณ์โทสะหรือความโกรธ
พูด เตือน ด้วยเหตุ ด้วยผล
กวาดขี้ซะตรงนั้น กวาดเสร็จแล้วทิ้งไป ไม่ต้องเก็บมานั่ง มาดม มาเชยชมต่อ หรือบางทีก็นอนกอด “ขี้” ของเขาเสียทั้งคืน ตื่นขึ้นมาก็ “มึน” ไปหมด

ไอ้ “ขี้” ของเราก็มากพอตัวพอตนอยู่แล้ว
มีอยู่ก็ต้องรีบแก้ไขให้หมดไป

ชีวิตเรานี้ก็แสนแปลก...
ขี้ตนก็เหม็นสุดจะทน แล้วยังดันเอาขี้หลายหลากคนมานั่งดมอยู่ได้...