เสียงโทรศัพท์มือถือเราดังขึ้นประมาณ ๑๑ โมงเช้า ขณะที่เรากำลังนั่งคิดงานเขียนงานอย่างเข้มข้น ปกติแล้วช่วงที่มีการเรียนการสอน กำลังประชุมหรือทำงานที่ต้องใช้ความคิดมาก ๆ เรามักจะปิดการสื่อสารกับโลกภายนอกชั่วคราว แต่วันนี้สงสัยจะลืม…จะไม่รับก็ใช่ที่
เสียงในสายดังมาว่า “อาจารย์ทิพวัลย์ ใช่ไหมครับ ผมกฤษณะนะครับ” เรานึกอยู่ในใจ... “ใครหว่า” เคยมีลูกศิษย์ชื่อนี้เรียนปริญญาโทที่เกษตรบางเขน จบไปได้หลายปีแล้ว ทำงานด้านสื่อ คุ้นเคยกันดี ส่งข่าวให้รับรู้สารทุกข์สุขดิบกันบ้าง แต่ไม่ใช่เสียงแบบนี้นี่นะ
“อาจารย์ครับ ผมมีเรื่องเรียนปรึกษาครับ.....” จากนั้นเรื่องราวต่าง ๆ ก็ถูกบอกเล่า.... เราซักถามเป็นระยะ ๆ เพื่อจะได้เข้าใจในรายละเอียดของเนื้อหาและจะได้ให้คำปรึกษาที่เหมาะสม...ระหว่างนั้นก็นึกทบทวนไปด้วยในใจ ว่าบุคคลที่เรากำลังสนทนาอยู่ด้วยนี้น่าจะเป็นใคร... สุดท้ายก็ผูกโยงเรื่องราวได้ “คุณกฤษณะ” ที่โทรมาหาเรานี้ คือ แกนนำชุมชนคนสำคัญคนหนึ่งในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันตก เรามีโอกาสได้รู้จักครั้งแรกในเวทีการประชุมว่าด้วยการพัฒนาขบวนการสหกรณ์ จากนั้นก็ได้พบปะเป็นครั้งคราวในเวทีองค์กรการเงินและสวัสดิการชุมชนที่เราขับเคลื่อนอยู่ นับเป็นคนหนุ่มที่มีแนวคิดน่าสนใจ ด้วยสำนึกรักบ้านเกิด คุณกฤษณะกำลังทำงานเพื่อพัฒนาชุมชนที่ตัวเองอยู่ให้เข้มแข็งในหลายมิติ
ประเด็นโดยสรุปที่คุณกฤษณะโทรมาหารือเราในวันนี้ก็คือ ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งกำลังประสบปัญหา เนื่องจากถูกยื่นฟ้องจากโจทย์ คือ มสธ.หรือ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในกรณีการปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งก็คือใบประกาศฯ หรือใบรับรอง “วุฒิ” ที่ใช้เป็นหลักฐานในการสมัครเข้าเรียนปริญญาตรีของมสธ. โดยใบประกาศฯ หรือใบรับรองวุฒินี้ได้มาจากสถานศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยวิธีการจ่ายเงินหรือ “ซื้อ” คุณวุฒิมานั่นเอง
เราให้ความเห็นไปว่า เมื่อเราทำ “ผิด” จริง คือ ใช้หลักฐานรับรองวุฒิที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเอกสารปลอม ไปใช้ในการสมัครเรียน...สิ่งที่ต้องทำก็คือการ “ยอมรับผิด” ส่วนว่าจะต้องถูกพิจารณาโทษแค่ไหนอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ต้องว่าไปตามตัวบทกฎหมายและขบวนการยุติธรรม
คุณกฤษณะตอบว่า คิดเช่นเดียวกับเราคือ “เมื่อผิดก็ต้องรับผิด” แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ทาง “อัยการ” ที่ศาลแขวงนนทบุรีที่เป็นต้นเรื่องนั้น เป็นคนแนะนำลูกพี่ลูกน้องคนนี้ว่า อย่ารับผิด ต้องให้การ “ปฏิเสธ” โดยบอกว่ามีคดีในลักษณะนี้จำนวนมาก หากให้การปฏิเสธในเบื้องต้น ขั้นตอนต่อไปก็คือ การนัดหมายขึ้นศาลพร้อมตั้งทนายความมาช่วยสู้คดี ซึ่งที่ผ่านมา ...จำเลยสามารถสู้คดีได้สำเร็จและ “พ้นผิด”
เรารับฟังอย่างมึนงงและรู้สึกสับสนกับขบวนการยุติธรรมในสังคมไทย ก็ถ้าทำผิดจะให้ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำได้อย่างไร...หากว่าเรา “ไม่ได้ทำ” แล้วถูกกล่าวหาว่า “กระทำ”... เช่นนี้ซินะ ที่ต้องปฏิเสธในทุกกรณีและคิดหาทางต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด
เราถามให้แน่ใจอีกครั้งว่า ทำไมอัยการจึงแนะนำอย่างนั้น คุณกฤษณะตอบว่า...ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน โดยเมื่อวันที่ ๗ เมษายนที่ผ่านมา ได้เดินทางมาที่ศาลแขวงนนทบุรีแล้วครั้งหนึ่ง และได้รับข้อมูลประมาณว่าหากยอมรับผิดก็จะ “ติดคุก” ซึ่งเป็นภาวะที่ลำบากมาก เพราะน้องคนนี้มีภาระหลายอย่าง ที่สำคัญกำลังมีลูกเล็กเพิ่งจะ ๔ ขวบ คุณกฤษณะเล่าอย่างร้อนใจพร้อมกับบอกอีกว่า...ตอนนี้กำลังอยู่ที่ศาลแขวงนนทบุรี น้องกำลังจะเข้าไปในห้องให้ปากคำ นึกถึงอาจารย์ขึ้นมาได้ เลยโทรมาขอคำปรึกษา...
เรานึกถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เป็น “ผู้รู้” ด้านกฎหมายที่เราพอรู้จัก สมัยเรียนที่ฝรั่งเศสมีหลายคนนี่นะที่เรียนด้านกฎหมาย มีน้องคนนึงที่สนิทมากทำงานอยู่ที่ศาลปกครอง อีกหลายคนเป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษา เรารีบโทรติดต่อบอกเล่าเรื่องราวและขอคำปรึกษา...สถานการณ์แบบนี้จะทำอย่างไรดีนะ....
ในเวลาที่จำกัด เราติดต่อผู้รู้ได้ ๒ ท่าน ท่านแรกเป็นน้องที่อยู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนอีกท่านเป็นเพื่อน(ของเพื่อน)อยู่ที่สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ทั้งสองท่าน “คิด” และ "ให้" คำแนะนำเช่นเดียวกันคือ เมื่อผิดก็ควรจะ “รับผิด” ในกรณีของการปลอมแปลงเอกสาร มีโทษจำคุก ๖ เดือนถึง ๕ ปี และในกรณ๊ที่ไม่เคยทำผิดหรือต้องโทษมาก่อน ศาลจะพิจารณาให้รอลงอาญาไว้ก่อน
ในกรณีของน้องคนนี้ ทั้งสองท่านให้ความเห็นว่าน่าจะรับ “สารภาพ” และขอความเมตตาจากศาล ให้ชะลอการลงโทษ โดยเพื่อนอาจารย์ที่มสธ. ให้ข้อมูลด้วยว่าหากทาง มสธ.ยื่นฟ้อง ก็ต้องมีหลักฐานและพยานพอสมควร และกรณีนี้ยังเป็นเพียงสถานภาพนักศึกษา ยังไม่ได้เรียนจบรับปริญญา เท่าที่มีข้อมูล ในหลายคดีของมสธ.ที่มีการต่อสู้ว่าความกันนั้น เป็นเพราะเรื่องของ “การลงทุน”... เพราะเรียนไปแล้ว ได้ปริญญาไปแล้ว ทำงานแล้ว การจะยอมรับผิดว่าปลอมแปลงใบรับรองวุฒิย่อมเป็นเรื่องยากกว่า....
เราโทรให้ข้อมูลคุณกฤษณะเป็นระยะ ๆ ระหว่างการซักถามความรู้กับผู้รู้ทั้งสอง อีกทั้งได้ให้เบอร์โทรศัพท์มือถือของอาจารย์ทั้งสองท่าน เพื่อที่คุณกฤษณะจะได้ติดต่อพูดคุยปรึกษาหารือได้โดยตรง
ประมาณเที่ยงกว่า เราโทรสอบถามคุณกฤษณะอีกครั้ง... “อาจารย์ครับ ศาลนัดมาใหม่ วันที่ ๒๑ เดือนกรกฎาคมครับ”... “แล้วเป็นอย่างไรบ้าง” เราถามด้วยความเป็นห่วง... “น้องเค้าตอบ “ปฏิเสธ” ไปครับ” ... “ อ้าว...ทำไมล่ะคะ” ถึงตรงนี้ เราไม่ค่อยเข้าใจแล้ว... “คือว่า ไม่ทันได้คุยกับน้องเค้าครับ น้องเข้าห้องให้ปากคำ เป็นห้องกระจก เราจะพูดอะไรเค้าก็ไม่ได้ยินครับ...”
เราหมดแรง แต่ยังไม่หมดใจ “คุณกฤษณะ คนเราทำผิดก็ต้องยอมรับผิดนะคะ บอกน้องให้เข้าใจ ถ้าโกหกครั้งนี้ ก็จะยิ่งต้องโกหกไปตลอด...แล้วถ้าต้องโกหกไปตลอดชีวิต เราจะมีความสุขได้อย่างไร แล้วเราจะมี “ศักดิ์ศรี” มองหน้าผู้คนได้หรือ”..... “ครับ ผมก็คิดเช่นนั้นครับอาจารย์”...คุณกฤษณะตอบกลับเราอย่างหนักแน่น
ผู้คนมักบอกให้มองโลกกันใน “แง่ดี” แต่ประสบการณ์ชีวิตสอนให้เราเรียนรู้ที่จะมองโลก “ตามความเป็นจริง” ......เรามั่นใจว่า “อัยการ” คนที่แนะนำให้ผู้กระทำผิดให้การปฏิเสธนี้น่าจะมี “ส่วนได้ส่วนเสีย” ไม่มากก็น้อย
“แล้วอัยการว่าอย่างไรบ้างคะ คุณกฤษณะ”... “เค้าก็บอกว่า ระหว่างนี้ก็ให้เตรียมหาทนายสู้คดี ถ้าทางเราไม่มี ทางเค้าจะหาให้ได้........” คุณกฤษณะเล่าต่ออีกหลายเรื่อง... นั่นอย่างไรเล่า...ขบวนการ “อยุติธรรม” ในสังคมไทย
เราบอกคุณกฤษณะไปว่า... ไม่ต้องหาทนายนะ ไปศาลครั้งหน้า ให้น้องไป “สารภาพ” บอกกับศาลตามตรงว่าเหตุการณ์เป็นมาอย่างไร ทำไมจึงให้การปฏิเสธในครั้งแรก และทำไมจึงสารภาพผิดในครั้งนี้ เรื่องราวมีที่มาที่ไปอย่างไร.. หากติดขัดอะไรให้โทรหาเรา หรือโทรหาอาจารย์ “ผู้รู้” ทางกฎหมายทั้งสองท่านที่จะสามารถช่วยให้คำปรึกษาและเป็น “กัลยาณมิตร” ให้ได้ และระหว่างนี้ ถ้าทางอัยการคนนั้นติดต่อมา ก็ให้ระวังให้ดี... ถ้าเป็นไปได้ ก็ให้หลีกเลี่ยง...อย่าไปพูดคุย อย่าไปยุ่งด้วยเลยนะ...
เราหวนคิดถึงอีกหลายเรื่องราวที่ได้ประสบพบเจอในช่วงชีวิตที่ผ่านมา...เรื่องราวของ “ผู้ไม่รู้” ที่ถูกกระทำโดย “ผู้รู้” เรื่องราวของตาสีตาสา-ยายมียายมาและพี่น้องในชุมชนที่ล้วนเป็น “คนไทย” แต่ถูกย่ำยีโดย “คนร่วมชาติ” เดียวกัน
สิ่งที่จะช่วยปลอบประโลมใจดวงที่อ่อนล้าของเราได้ในขณะนี้ คงเป็นคำสอนของครูบาอาจารย์ที่กล่าวเอาไว้ว่า กฎหรือกติกาที่สังคมมีไว้ใช้เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของผู้คนในสังคม มีอยู่ด้วยกัน ๓ กฏ กฏแรกคือ “กฎหมาย” กฏที่สองคือ “กฎจารีตประเพณี” และกฏสุดท้ายคือ “กฎแห่งกรรม”
สองกฎแรกนั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้าง... มนุษย์ปรับเปลี่ยน.... แล้วมนุษย์ก็หลบเลี่ยง....จากนั้นมนุษย์ก็สร้างกฏขึ้นใหม่...แล้วก็หลบเลี่ยงใหม่....
ส่วนกฎข้อหลัง...ใครสร้างนั้นไม่รู้ แต่ที่รู้ก็คือ...
ไม่มีใครแม้สักคนเดียวในโลกใบนี้ที่จะหลีกเลี่ยง “กฎแห่งกรรม” ไปได้
......................
อ่านแล้วไม่แปลกใจเลยค่ะ ว่าทำไมถึงเห็นสภาพสังคมบิดเบี้ยว พูดไม่จริงกันตลอด กลายเป็นว่ามีคนแนะนำให้โกหก คาดไม่ถึงค่ะ
พี่สบายดีนะคะ คงจะทำงานหนักเช่นเคย แต่ก็คงด้วยใจที่เป็นสุข คิดถึงค่ะ ^ ^
สังคมหนอสังคม
สวัสดีค่ะอาจารย์ตุ้ม
เรื่องที่อาจารย์ตุ้มเล่าน่าสนใจ และชวนให้คิดมากค่ะ
การตัดสินใจของคนที่เข้าตาจนก็พอจะเข้าใจ "สัญชาติญาณ"ได้ แต่คำแนะนำของคนที่เป็นอัยการนั้น ชวนให้ตั้งคำถามมากๆ
ที่ญี่ปุ่น (ขออภัยที่ยกเรื่องข้ามวัฒนธรรม) เขาให้ความสำคัญมากกับการที่ให้เด็กๆ รู้จักพูดคำว่า "ขอโทษ" และ "สำนึกผิด" ออกมาดังๆ ... สำคัญมากกว่าคำว่า "ขอบคุณ" เสียด้วยซ้ำค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์
ผมเองจบกฎหมายเช่นกัน แล้วก็ไม่น่าเชื่อว่านักกฎหมายจะแนะนำอย่างนั้น ครับแต่ก็อย่างว่า บางทีคนก็ใช้กฎหมายเพื่อหาประโยชน์ และในการพึ่งความยุติธรรมใด ๆ นั้น เป็นเรื่องพิพาท อย่างตกลงกันไม่ได้ และการใช้กฎหมายก็ห่างไกลจากความปราณี ความเข้าใจอื่นใด นอกจากหลักฐานและตัวบท ( อาจมีความต่างในเรื่องนี้กรณีพิจารณาแบบกล่าวหา ที่ไม่มีลูกขุน กับแบบไต่สวนที่ใช้คณะลูกขุน )
ผมไม่เห็นด้วยกับ มสธ.เลยที่ฟ้องนักศึกษา หากฟ้องกรณีรับปริญาไปแล้วก็พอเข้าใจได้ว่าได้เกิดความเสียหายไปแล้ว แต่ในขณะเป็นนักศึกษาก็เพียงแต่ขาดคุณสมบัติที่จะศึกษาเท่านั้น ไม่น่าทำกันถึงขั้นฟ้องร้อง การนี้ก็น่าจะได้พูดคุยกันก่อน หรือว่าผ่านไปแล้วก็ไม่ทราบนะครับ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่น่าถึงกับฟ้องเป็นคดี กรณีเป็นนักศึกษานะครับ
ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะครับ
อาจารย์ ขอรกกวบปรึกษา เรื่อง การรับสิทธิ ในการทำประกันภัยชั้น 1
รถเกิดอุบัติเหตุ ผู้ทำประกันเป็นฝ่ายผิด
การตกลงระหว่างประกันกับผู้ทำประกัน รับผิดชอบ การซ่อมรถ ฝ่าย ละ 50 % ของค่าเสียหายทั้งหมด
ประกันนำรถเข้าอู่ในเครือ ซ่อม โดยที่ไม่แจ้งบอกผู้ทำประกันว่าได้ทำการซ่อมและตีราคาการซ่อม และตอนนี้อู่ทำการไปแล้วส่วนหนึ่ง ผู้ทำกระกันติดต่อกลับไป แจ้งยอด ประเมินค่าอะไหล่ มีรายละเอียดอะไหล่แต่ไม่แจกแจงราคาต่อชิ้น รวมที่ประมาณ 6 หมื่นกว่าบาท(รวมทั้งหมดประมาณแสนต้นๆ) แต่ ตามสภาพรถตามจริงแล้วทั้งหมดรวมค่าซ่อม และ ค่าช่าง แล้วประมาณ 2-3 หมื่นบาท
ตอนนี้ ทำการหยุดการซ่อมไว้แล้ว
อะไหล่บางชนิด ที่ระบุ ไม่ตรงกับรุ่นรถที่ทำการซ่อม และบ้างชิ้นไม่เสียหาย
ไม่ทราบว่าตอนนี้ สามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้างค่ะอาจารย์ เพราะทางประกันบอกว่า หน้าที่ของเค้าที่ต้องทำการซ่อม รถผู้ทำประกัน
กราบขอบพระคุณอาจารย์ ล่วงหน้าค่ะ
อาจารย์ครับ...
เรื่องของเรื่องคืออัยการไม่ควรให้คำปรึกษาแก่จำเลย ไม่ว่าในทางใดๆ ไม่ว่าจะแนะนำให้รับสารภาพหรือแนะนำให้ปฎิเสธ แนะนำได้อย่างเดียว คือให้ไปปรึกษาทนายความ นี้เป็นหลักวิชาการ และเป้นหลักกฎหมายนะครับ ผู้เป้นโจทก์ จะไปให้คำปรึกษาแก่จำเลยได้อน่างไร? เป็นเรื่องผลประดยชน์ขัดกันโดยสิ้นเชิง
และเรื่องนี้ มีหลักกฎหมายอยู่แล้ว คือก่อนที่ศาลจะทำการพิจารณาคดีในคดีที่มีโทษจำคุก ศาลต้องสอบถามจำเลยก่อนว่ามีทนายความแล้วหรือไม่ หสากไม่มี หรือไม่มีเงินจ้างทนายความ และจำเลยต้องการศาลต้องจัดหาทนายความให้(ไม่ต้องเสียเงินจ้าง หลวงจ่ายให้แทน)
แต่ในทางปฎิบัติศาลจะสอบถามในลักษณะหารือกันก่อนว่า จะรับหรือปฎิเสธ เพื่อวางแผนเรื่องระยะเวลาการดำเนินคดี แต่การจะตัดสินโดยรับสารภาพหรือโดยปฎิเสธโดยไม่มีทนายความ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธร์ ย้อนสำนวนให้พิจารณาใหม่ก็เยอะ เมื่อตรวจสำนวนพบ ศาลชั้นต้นก็หลงลืมในคดีเล็กๆน้อยๆ เช่นคดีหวยใต้ดิน เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ศาลอุทธรณื ภาค 8 ก็ย้อนสำนวนให้พิจารณาใหม่ อันเนื่องมาจากไม่สอบถามเรื่องทนายความ
ส่วนประเด็นอัยการ แนะนำให้ปฎิเสธ ทั้งๆที่ จำเลยกระทำผิด อันน้ อย่าไปด่วนสรุปครับ การกระทำผิดกฎหทายหรือไม่ ต้องฟังข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ต้องตรวจคำฟ้อง อย่างถี่ถ้วน บางครั้งเหมือนกับทำผิด แต่ไม่ผิดกฎหมาย บางเรื่องเหมือนไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดเต็มประตู
บางทีน้องคนนั้น อาจจะไม่ปลอม เอกสารก็ได้ เพราะเอกสารดังกล่าวออกโดยโรงเรียนนั้นๆจริงๆ ผมอยู่เมืองคอนผมรู้ว่า โรงเรียนนี้ให้นักศึกษามาลงทะเบียน แต่ไม่ต้องมาเรียน ปัญหาคือวุฒิการศึกษาออกดดยผู้มีอำนาจออก ก็ไม่ปลอมนะซิครับ เพียงแต่ มสธ.ต้องเพิกถอน เพราะคุณไม่จบจริง เพราะเชื่อได้ว่าไม่ได้เรียน
มสธ.ควรดำเนินคดีหรือไม่ เมื่อพบผู้กระทำผิด ต้องร้องทุกข์กับพนักงานสอนสวน แต่เรื่องใครผิดใครถูก ไปว่ากันในกระบวนการยุติธรรม
มีประเด็นเดียวที่อัยการมักทำเกินหน้าที่..คือเสือกเข้ามาให้คำปรึกษาแก่จำเลย ทำไม่ได้ทั้งโดยหลักวิชาการ หลักกฎหมาย และหลักวิชาชีพ
แต่ที่นี่คือประเทศไทยครับ..อะไรก็เกิดขึ้นได้
สวัสดีครับดร. ทิพวัลย์ สีจันทร์
ทุกอย่างย่อมมีสองด้าน...มีคนชั่วก็ต้องมีคนดี...ผลกรรมที่เขาทำเขาย่อมรับไปเอง...คงไม่ใช่งานแรกและไม่ใช่งานสุดท้าย...จนกว่า..?????..เขารู้..เขาเห็น..ชีวิตเขาเหล่านั้นร้อนจนวันตาย
ขอบคุณครับ
สวัสดีคะ
แวะมาเรียนรู้ และหนักใจกับสังคมไทย ณ ปัจจุบันคะ
ที่สำคัญ คนที่อยู่ในตำแหน่ง ท่านอัยการ กลับให้คำแนะนำที่ไม่สมควร
ขอบคุณบันทึกนี้ ที่ให้เรียนรู้ถึงอีกส่วนหนึ่งของสังคมไทยคะ :)
สวัสดีค่ะอาจารย์น้องตุ๋ย
คิดถึงเช่นกันค่ะ ...พี่ตุ้มยังคงมีความสุขแม้จะงานหนัก(ช่วงนี้มากกว่าเดิม!!!) แล้วก็เลยทำให้ไม่ค่อยมีเวลาและโอกาสแวะเวียนมาใน G2K เท่าใดนักค่ะ...น้องตุ๋ยสบายดีนะคะ ...ธรรมรักษาค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ Kapong
อยากบอกว่า "สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง" กันนะคะ
สวัสดีค่ะคุณกวิน
ขอบคุณสำหรับ "กำลังใจ" ค่ะ
ข้อมูลในบทความของคุณกวินมีประโยชน์มากเลยค่ะ ตัวเองเป็นคนชอบศึกษาเรื่องของรากศัพท์และความหมายของคำต่าง ๆ ด้วยเช่นกันค่ะ... น่าสนใจมากนะคะที่คำว่า "อัยการ" หมายถึง "แข็งแกร่งเหมือนเหล็ก" ซึ่งคุณกวินได้ให้นัยยะต่อไปอีกว่า "ใจแข็งเหมือนเหล็ก" ดังนั้นคนที่เป็นอัยการจึงต้องมีคุณสมบัติของจิตใจที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด ๆ ...ไม่น่าเชื่อว่า คำของคนโบราณนั้นมักจะเป็นจริง เพราะให้แข็งเท่าแข็ง ทว่า "เงินง้างได้ดังใจจง"...อัยการเลยกลายมาเป็น "อัยกิน" เช่นที่คุณกวินกล่าวไว้ค่ะ
ถ้าจะให้อัยการเป็นอัยการอย่างที่ควรจะเป็น เพื่อที่ความยุติธรรมจะเป็นความยุติธรรมที่แท้จริง... คิดว่าคงต้องบรรจุเรื่องราวของ "Law of Kamma" หรือ"กฎแห่งกรรม" ไว้ทั้งในหลักสูตรนิติศาสตร์ เนติศาสตร์ และผู้พิพากษาค่ะ
มีผู้ใหญ่ที่นับถือมาตั้งแต่เด็กสอนไว้ แล้วหนูก็ยึดปฏิบัติมาตลอด เขาว่าผิดให้ยอมรับ การโกหกจะนำมาซึ่งการโกหกในเรื่องที่ใหญ่กว่า ต้องหาเรื่องมาปกปิดเพิ่มขึ้นเรื่อย แล้วในที่สุดก็จะความแตก เพราะไม่มีความลับอะไรในโลก ถ้ายอมรับผิดไปเลยตั้งแต่แรกมันมักจะยังเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อไม่รับแล้วโกหกไปเรื่อยๆ มันจะบานปลายเป็นเรื่องใหญ่ในที่สุด
สวัสดีค่ะหนูซูซาน
ถูกต้องแล้วค่ะ...ผิดก็ให้ยอมรับผิดค่ะ เพราะหากโกหกไปเรื่อย ๆ เรื่องราวก็จะยิ่งบานปลายและยุ่งยากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ ที่สำคัญคือ ยิ่งโกหกก็ยิ่งจิตเศร้าหมองค่ะ
มีพุทธพจน์บทหนึ่งกล่าวว่า...ไม่มีความชั่วใด ที่คนโกหกจะทำไม่ได้...ดังนั้นต้องช่วยกันสอนสั่งเด็ก ๆ ให้ไม่พูดโกหกแม้เรื่องเล็กน้อยก็ตามค่ะ จะได้เป็นเด็กเก่งและดี ...โตแล้วจะได้ทั้งเก่งทั้งดีอย่างหนูซูซานไงล่ะคะ
มาเยี่ยมค่ะอาจารย์ เรื่องที่อาจารย์เล่า ก็ดูซับซ้อนนะคะ...ต้องปลงค่ะ