กฎหรือกติกาที่สังคมมีไว้ใช้เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของผู้คนในสังคม มีอยู่ด้วยกัน ๓ กฏ กฏแรกคือ “กฎหมาย” กฏที่สองคือ “กฎจารีตประเพณี” และกฏสุดท้ายคือ “กฎแห่งกรรม” สองกฎแรกนั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้าง มนุษย์ปรับเปลี่ยน แล้วมนุษย์ก็หลบเลี่ยงและสร้างขึ้นใหม่ ส่วนกฎข้อหลัง...ใครสร้างนั้นไม่รู้ แต่ที่รู้ก็คือ...ไม่มีใครแม้สักคนเดียวในโลกใบนี้ที่จะหลีกเลี่ยง “กฎแห่งกรรม” ไปได้...

 

เสียงโทรศัพท์มือถือเราดังขึ้นประมาณ ๑๑ โมงเช้า ขณะที่เรากำลังนั่งคิดงานเขียนงานอย่างเข้มข้น ปกติแล้วช่วงที่มีการเรียนการสอน กำลังประชุมหรือทำงานที่ต้องใช้ความคิดมาก ๆ เรามักจะปิดการสื่อสารกับโลกภายนอกชั่วคราว แต่วันนี้สงสัยจะลืมจะไม่รับก็ใช่ที่

 

เสียงในสายดังมาว่า อาจารย์ทิพวัลย์ ใช่ไหมครับ ผมกฤษณะนะครับ  เรานึกอยู่ในใจ... ใครหว่า  เคยมีลูกศิษย์ชื่อนี้เรียนปริญญาโทที่เกษตรบางเขน จบไปได้หลายปีแล้ว ทำงานด้านสื่อ คุ้นเคยกันดี ส่งข่าวให้รับรู้สารทุกข์สุขดิบกันบ้าง แต่ไม่ใช่เสียงแบบนี้นี่นะ

 

อาจารย์ครับ ผมมีเรื่องเรียนปรึกษาครับ..... จากนั้นเรื่องราวต่าง ๆ ก็ถูกบอกเล่า.... เราซักถามเป็นระยะ ๆ เพื่อจะได้เข้าใจในรายละเอียดของเนื้อหาและจะได้ให้คำปรึกษาที่เหมาะสม...ระหว่างนั้นก็นึกทบทวนไปด้วยในใจ ว่าบุคคลที่เรากำลังสนทนาอยู่ด้วยนี้น่าจะเป็นใคร... สุดท้ายก็ผูกโยงเรื่องราวได้ คุณกฤษณะ ที่โทรมาหาเรานี้ คือ แกนนำชุมชนคนสำคัญคนหนึ่งในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันตก เรามีโอกาสได้รู้จักครั้งแรกในเวทีการประชุมว่าด้วยการพัฒนาขบวนการสหกรณ์ จากนั้นก็ได้พบปะเป็นครั้งคราวในเวทีองค์กรการเงินและสวัสดิการชุมชนที่เราขับเคลื่อนอยู่ นับเป็นคนหนุ่มที่มีแนวคิดน่าสนใจ ด้วยสำนึกรักบ้านเกิด คุณกฤษณะกำลังทำงานเพื่อพัฒนาชุมชนที่ตัวเองอยู่ให้เข้มแข็งในหลายมิติ

 

ประเด็นโดยสรุปที่คุณกฤษณะโทรมาหารือเราในวันนี้ก็คือ ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งกำลังประสบปัญหา เนื่องจากถูกยื่นฟ้องจากโจทย์ คือ มสธ.หรือ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในกรณีการปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งก็คือใบประกาศฯ หรือใบรับรอง วุฒิ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการสมัครเข้าเรียนปริญญาตรีของมสธ. โดยใบประกาศฯ หรือใบรับรองวุฒินี้ได้มาจากสถานศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยวิธีการจ่ายเงินหรือ ซื้อ คุณวุฒิมานั่นเอง

 

เราให้ความเห็นไปว่า เมื่อเราทำ ผิด จริง คือ ใช้หลักฐานรับรองวุฒิที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเอกสารปลอม ไปใช้ในการสมัครเรียน...สิ่งที่ต้องทำก็คือการ ยอมรับผิด ส่วนว่าจะต้องถูกพิจารณาโทษแค่ไหนอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ต้องว่าไปตามตัวบทกฎหมายและขบวนการยุติธรรม

 

คุณกฤษณะตอบว่า คิดเช่นเดียวกับเราคือ เมื่อผิดก็ต้องรับผิด แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ทาง อัยการ ที่ศาลแขวงนนทบุรีที่เป็นต้นเรื่องนั้น เป็นคนแนะนำลูกพี่ลูกน้องคนนี้ว่า อย่ารับผิด ต้องให้การ ปฏิเสธ โดยบอกว่ามีคดีในลักษณะนี้จำนวนมาก หากให้การปฏิเสธในเบื้องต้น ขั้นตอนต่อไปก็คือ การนัดหมายขึ้นศาลพร้อมตั้งทนายความมาช่วยสู้คดี ซึ่งที่ผ่านมา ...จำเลยสามารถสู้คดีได้สำเร็จและ พ้นผิด

 

เรารับฟังอย่างมึนงงและรู้สึกสับสนกับขบวนการยุติธรรมในสังคมไทย ก็ถ้าทำผิดจะให้ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำได้อย่างไร...หากว่าเรา ไม่ได้ทำ แล้วถูกกล่าวหาว่า กระทำ... เช่นนี้ซินะ ที่ต้องปฏิเสธในทุกกรณีและคิดหาทางต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด

 

เราถามให้แน่ใจอีกครั้งว่า ทำไมอัยการจึงแนะนำอย่างนั้น คุณกฤษณะตอบว่า...ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน โดยเมื่อวันที่ ๗ เมษายนที่ผ่านมา ได้เดินทางมาที่ศาลแขวงนนทบุรีแล้วครั้งหนึ่ง และได้รับข้อมูลประมาณว่าหากยอมรับผิดก็จะ ติดคุก ซึ่งเป็นภาวะที่ลำบากมาก เพราะน้องคนนี้มีภาระหลายอย่าง ที่สำคัญกำลังมีลูกเล็กเพิ่งจะ ๔ ขวบ คุณกฤษณะเล่าอย่างร้อนใจพร้อมกับบอกอีกว่า...ตอนนี้กำลังอยู่ที่ศาลแขวงนนทบุรี น้องกำลังจะเข้าไปในห้องให้ปากคำ นึกถึงอาจารย์ขึ้นมาได้ เลยโทรมาขอคำปรึกษา...

 

เรานึกถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เป็น ผู้รู้ ด้านกฎหมายที่เราพอรู้จัก สมัยเรียนที่ฝรั่งเศสมีหลายคนนี่นะที่เรียนด้านกฎหมาย มีน้องคนนึงที่สนิทมากทำงานอยู่ที่ศาลปกครอง อีกหลายคนเป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษา เรารีบโทรติดต่อบอกเล่าเรื่องราวและขอคำปรึกษา...สถานการณ์แบบนี้จะทำอย่างไรดีนะ....

 

ในเวลาที่จำกัด เราติดต่อผู้รู้ได้ ๒ ท่าน ท่านแรกเป็นน้องที่อยู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนอีกท่านเป็นเพื่อน(ของเพื่อน)อยู่ที่สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ทั้งสองท่าน คิด และ "ให้" คำแนะนำเช่นเดียวกันคือ เมื่อผิดก็ควรจะ รับผิด ในกรณีของการปลอมแปลงเอกสาร มีโทษจำคุก ๖ เดือนถึง ๕ ปี และในกรณ๊ที่ไม่เคยทำผิดหรือต้องโทษมาก่อน ศาลจะพิจารณาให้รอลงอาญาไว้ก่อน

 

ในกรณีของน้องคนนี้ ทั้งสองท่านให้ความเห็นว่าน่าจะรับ สารภาพ และขอความเมตตาจากศาล ให้ชะลอการลงโทษ โดยเพื่อนอาจารย์ที่มสธ. ให้ข้อมูลด้วยว่าหากทาง มสธ.ยื่นฟ้อง ก็ต้องมีหลักฐานและพยานพอสมควร และกรณีนี้ยังเป็นเพียงสถานภาพนักศึกษา ยังไม่ได้เรียนจบรับปริญญา เท่าที่มีข้อมูล ในหลายคดีของมสธ.ที่มีการต่อสู้ว่าความกันนั้น เป็นเพราะเรื่องของ การลงทุน... เพราะเรียนไปแล้ว ได้ปริญญาไปแล้ว ทำงานแล้ว การจะยอมรับผิดว่าปลอมแปลงใบรับรองวุฒิย่อมเป็นเรื่องยากกว่า....

 

เราโทรให้ข้อมูลคุณกฤษณะเป็นระยะ ๆ ระหว่างการซักถามความรู้กับผู้รู้ทั้งสอง อีกทั้งได้ให้เบอร์โทรศัพท์มือถือของอาจารย์ทั้งสองท่าน เพื่อที่คุณกฤษณะจะได้ติดต่อพูดคุยปรึกษาหารือได้โดยตรง

 

ประมาณเที่ยงกว่า เราโทรสอบถามคุณกฤษณะอีกครั้ง... อาจารย์ครับ ศาลนัดมาใหม่ วันที่ ๒๑ เดือนกรกฎาคมครับ... แล้วเป็นอย่างไรบ้าง เราถามด้วยความเป็นห่วง... น้องเค้าตอบ ปฏิเสธ ไปครับ ... อ้าว...ทำไมล่ะคะ  ถึงตรงนี้ เราไม่ค่อยเข้าใจแล้ว... คือว่า ไม่ทันได้คุยกับน้องเค้าครับ น้องเข้าห้องให้ปากคำ เป็นห้องกระจก เราจะพูดอะไรเค้าก็ไม่ได้ยินครับ...

 

เราหมดแรง แต่ยังไม่หมดใจ  คุณกฤษณะ คนเราทำผิดก็ต้องยอมรับผิดนะคะ บอกน้องให้เข้าใจ ถ้าโกหกครั้งนี้ ก็จะยิ่งต้องโกหกไปตลอด...แล้วถ้าต้องโกหกไปตลอดชีวิต เราจะมีความสุขได้อย่างไร แล้วเราจะมี ศักดิ์ศรี มองหน้าผู้คนได้หรือ..... ครับ ผมก็คิดเช่นนั้นครับอาจารย์...คุณกฤษณะตอบกลับเราอย่างหนักแน่น

 

ผู้คนมักบอกให้มองโลกกันใน แง่ดี แต่ประสบการณ์ชีวิตสอนให้เราเรียนรู้ที่จะมองโลก ตามความเป็นจริง ......เรามั่นใจว่า อัยการ คนที่แนะนำให้ผู้กระทำผิดให้การปฏิเสธนี้น่าจะมี ส่วนได้ส่วนเสีย ไม่มากก็น้อย

 

แล้วอัยการว่าอย่างไรบ้างคะ คุณกฤษณะ... เค้าก็บอกว่า ระหว่างนี้ก็ให้เตรียมหาทนายสู้คดี ถ้าทางเราไม่มี ทางเค้าจะหาให้ได้........ คุณกฤษณะเล่าต่ออีกหลายเรื่อง... นั่นอย่างไรเล่า...ขบวนการ อยุติธรรม ในสังคมไทย

 

เราบอกคุณกฤษณะไปว่า... ไม่ต้องหาทนายนะ ไปศาลครั้งหน้า ให้น้องไป สารภาพ บอกกับศาลตามตรงว่าเหตุการณ์เป็นมาอย่างไร ทำไมจึงให้การปฏิเสธในครั้งแรก และทำไมจึงสารภาพผิดในครั้งนี้ เรื่องราวมีที่มาที่ไปอย่างไร.. หากติดขัดอะไรให้โทรหาเรา หรือโทรหาอาจารย์ ผู้รู้ ทางกฎหมายทั้งสองท่านที่จะสามารถช่วยให้คำปรึกษาและเป็น กัลยาณมิตร ให้ได้ และระหว่างนี้ ถ้าทางอัยการคนนั้นติดต่อมา ก็ให้ระวังให้ดี... ถ้าเป็นไปได้ ก็ให้หลีกเลี่ยง...อย่าไปพูดคุย อย่าไปยุ่งด้วยเลยนะ...

 

เราหวนคิดถึงอีกหลายเรื่องราวที่ได้ประสบพบเจอในช่วงชีวิตที่ผ่านมา...เรื่องราวของ ผู้ไม่รู้ ที่ถูกกระทำโดย ผู้รู้ เรื่องราวของตาสีตาสา-ยายมียายมาและพี่น้องในชุมชนที่ล้วนเป็น คนไทย แต่ถูกย่ำยีโดย คนร่วมชาติ เดียวกัน

 

สิ่งที่จะช่วยปลอบประโลมใจดวงที่อ่อนล้าของเราได้ในขณะนี้ คงเป็นคำสอนของครูบาอาจารย์ที่กล่าวเอาไว้ว่า กฎหรือกติกาที่สังคมมีไว้ใช้เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของผู้คนในสังคม มีอยู่ด้วยกัน ๓ กฏ กฏแรกคือ กฎหมาย กฏที่สองคือ กฎจารีตประเพณี และกฏสุดท้ายคือ กฎแห่งกรรม

สองกฎแรกนั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้าง... มนุษย์ปรับเปลี่ยน.... แล้วมนุษย์ก็หลบเลี่ยง....จากนั้นมนุษย์ก็สร้างกฏขึ้นใหม่...แล้วก็หลบเลี่ยงใหม่....

ส่วนกฎข้อหลัง...ใครสร้างนั้นไม่รู้ แต่ที่รู้ก็คือ...

ไม่มีใครแม้สักคนเดียวในโลกใบนี้ที่จะหลีกเลี่ยง กฎแห่งกรรม ไปได้

......................