อาจารย์ครับ...
เรื่องของเรื่องคืออัยการไม่ควรให้คำปรึกษาแก่จำเลย ไม่ว่าในทางใดๆ ไม่ว่าจะแนะนำให้รับสารภาพหรือแนะนำให้ปฎิเสธ แนะนำได้อย่างเดียว คือให้ไปปรึกษาทนายความ นี้เป็นหลักวิชาการ และเป้นหลักกฎหมายนะครับ ผู้เป้นโจทก์ จะไปให้คำปรึกษาแก่จำเลยได้อน่างไร? เป็นเรื่องผลประดยชน์ขัดกันโดยสิ้นเชิง
และเรื่องนี้ มีหลักกฎหมายอยู่แล้ว คือก่อนที่ศาลจะทำการพิจารณาคดีในคดีที่มีโทษจำคุก ศาลต้องสอบถามจำเลยก่อนว่ามีทนายความแล้วหรือไม่ หสากไม่มี หรือไม่มีเงินจ้างทนายความ และจำเลยต้องการศาลต้องจัดหาทนายความให้(ไม่ต้องเสียเงินจ้าง หลวงจ่ายให้แทน)
แต่ในทางปฎิบัติศาลจะสอบถามในลักษณะหารือกันก่อนว่า จะรับหรือปฎิเสธ เพื่อวางแผนเรื่องระยะเวลาการดำเนินคดี แต่การจะตัดสินโดยรับสารภาพหรือโดยปฎิเสธโดยไม่มีทนายความ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธร์ ย้อนสำนวนให้พิจารณาใหม่ก็เยอะ เมื่อตรวจสำนวนพบ ศาลชั้นต้นก็หลงลืมในคดีเล็กๆน้อยๆ เช่นคดีหวยใต้ดิน เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ศาลอุทธรณื ภาค 8 ก็ย้อนสำนวนให้พิจารณาใหม่ อันเนื่องมาจากไม่สอบถามเรื่องทนายความ
ส่วนประเด็นอัยการ แนะนำให้ปฎิเสธ ทั้งๆที่ จำเลยกระทำผิด อันน้ อย่าไปด่วนสรุปครับ การกระทำผิดกฎหทายหรือไม่ ต้องฟังข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ต้องตรวจคำฟ้อง อย่างถี่ถ้วน บางครั้งเหมือนกับทำผิด แต่ไม่ผิดกฎหมาย บางเรื่องเหมือนไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดเต็มประตู
บางทีน้องคนนั้น อาจจะไม่ปลอม เอกสารก็ได้ เพราะเอกสารดังกล่าวออกโดยโรงเรียนนั้นๆจริงๆ ผมอยู่เมืองคอนผมรู้ว่า โรงเรียนนี้ให้นักศึกษามาลงทะเบียน แต่ไม่ต้องมาเรียน ปัญหาคือวุฒิการศึกษาออกดดยผู้มีอำนาจออก ก็ไม่ปลอมนะซิครับ เพียงแต่ มสธ.ต้องเพิกถอน เพราะคุณไม่จบจริง เพราะเชื่อได้ว่าไม่ได้เรียน
มสธ.ควรดำเนินคดีหรือไม่ เมื่อพบผู้กระทำผิด ต้องร้องทุกข์กับพนักงานสอนสวน แต่เรื่องใครผิดใครถูก ไปว่ากันในกระบวนการยุติธรรม
มีประเด็นเดียวที่อัยการมักทำเกินหน้าที่..คือเสือกเข้ามาให้คำปรึกษาแก่จำเลย ทำไม่ได้ทั้งโดยหลักวิชาการ หลักกฎหมาย และหลักวิชาชีพ
แต่ที่นี่คือประเทศไทยครับ..อะไรก็เกิดขึ้นได้