โดยธรรมชาติขององค์กรที่จะอยู่ได้ต้องเติบโต ถ้าไม่โตแต่อยู่เฉยก็มักจะหมดความสำคัญ และตายไปในที่สุด ผมเห็นถึงความเสี่ยงข้อนี้ดี จึงกลับมาดูองค์กรที่ผมรับผิดชอบว่าจะไปในทิศทางใด

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของการทำงานที่ อำเภอแม่สอด จ. ตาก องค์กรปฐมภูมิได้เติบโตอย่างช้า ๆ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ+รับผลกระทบเชิงนโยบายมากพอสมควร ผมกับคุณหมอวัสนา ร่วมกันทำงานโดยแบ่งพื้นที่บริการเป็น 3 PCU หลัก กับอีก 3 PCU เครือข่าย

คุณหมอวัสนารับผิดชอบ PCU หลัก 1 แห่ง ปัจจุบันปรับเป็น CMU tract A และเป็นแม่ข่ายให้ PCU รอง 1 ที่คือ ห้วยไม้แป้น ส่วนผมรับผิดชอบ PCU แม่สอดเป็น PCU รพ.รับให้บริการเขตเมืองประมาณ 30,000 คน(ถือว่าใหญ่เกินกว่าจะดูแลไหว)ที่มีเครือข่ายเป็น PCU เขตเมืองอีก 1 แห่ง คือ ท่าสายลวด +ต้องดู PCU แม่กึ้ดหลวง(tract B) +PCU ปางส้านออกทุกวันศุกร์(ไกลมากอยู่ในป่า)

จากตัวงานที่ต้องมีพื้นที่ให้บริการกว้างหมอ 2 คน+พยาบาล 14 คน โดยส่วนตัวของผมเองก็มองทิศทางที่ไปว่ายังลำบาก เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับ PCU/สอ. ที่ทิศทางการทำงานไม่เป็นเอกภาพ ส่วน PCU เขตเมืองที่มีความเข้าถึงยาก และ ยังต้องดู PCU ลูกข่ายที่ไม่สามารถจะปิดบริการได้ เราจะทำอย่างไรกันดี

โดยธรรมชาติขององค์กรที่จะอยู่ได้ต้องเติบโต ถ้าไม่โตแต่อยู่เฉยก็มักจะหมดความสำคัญ และตายไปในที่สุด ผมเห็นถึงความเสี่ยงข้อนี้ดี จึงกลับมาดูองค์กรที่ผมรับผิดชอบว่าจะไปในทิศทางใด

PCU แม่สอด

เป็นศูนย์สุขภาพชุมชนเขตเมืองรับผิดชอบประชากร 30,000 คน เปิด OPD 3 วัน ลงชุมชนทุกวัน+วันอังคารทำงาน palliative care และ รับผิดชอบงาน home health care +งานศูนย์ข้อมูล ให้กับ ทุก PCU (รับผิดชอบข้อมูล refer กลับ) มีพยาบาล 8 คน ขณะนี้ชมรมผู้สูงอายุ run ได้ด้วยตนเองแล้วโดยมีพยาบาลเป็นที่ปรึกษา(คิดตามหัวประชากร เรามีทรัพยากรที่พอจะดูแลชุมชนเพียง 15,000 คนเท่านั้น)

วิเคราะห์ปัจจัยภายนอก ที่มีผลต่อการทำงานที่สำคัญตอนนี้คือ การเมืองท้องถิ่นที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นโดยงบประมาณบางส่วนที่ใช้ในงานส่งเสริมสุขภาพในชุมชนถูกถ่ายโอนไปยังเทศบาลแล้ว (กองทุนสุขภาพตำบล) เราเข้าไปร่วมบ้างแต่ในปีนี้พบอุปสรรคบางประการจึงไม่สามารถรับงบสนับสนุนได้

เราวางยุทธศาสตร์ตามทรัพยากรที่มี ภายใน 3 ปี

1.พัฒนางานที่เป็นหัวใจขององค์กร คือ งานชุมชน (ในเวลานี้งาน ANC สูตินรีเวชรับผิดชอบอยู่,งาน vaccine เวชกรรมสังคมดูแล) โดยมองไปที่กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง/ผู้สูงอายุ และ ผู้พิการ มองไปที่ 3 ปี น่าจะเห็น ชุมชนมีส่วนร่วม ห่วงใยและใส่ใจผู้ด้อยโอกาส+เกิดพลังดีๆ ช่วยเหลือกันเองในสังคม (เราเป็น change agent)

            1.1 กิจกรรมกลุ่มเบาหวาน/โรคเรื้อรัง ในชุมชน ที่ครอบคลุม 50% พื้นที่ ( 9 ชมรม)

            1.2 เสริมสร้างระบบ home health careและงานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ให้เข้มแข็งและมีคุณภาพ

            1.3 ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนางานศูนย์สุขภาพชุมชน-คณะกรรมการบริหาร PCU

            1.4 หาแนวร่วมจิตอาสา/ อสม./ผู้นำชุมชน - ตอนนี้เริ่มมีสมาชิกเหล่านี้ร่วมเยี่ยมบ้านผู้ป่วย(แต่ตอนนี้มีปัจจัยการเมืองมาเกี่ยวข้อง ต้องระมัดระวัง)

            1.5 พยายามปฏิสัมพันธ์กับองค์กรส่วนท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์

2.ปรับระบบบริการให้ตอบสนองความต้องการทุกภาคส่วนมากขึ้น-เริ่มต้นจาก พูดคุยกับหุ้นส่วนต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง (stakeholder dialoque) เท่าที่นึกออกตอนนี้มีดังนี้

            2.1 ประชาชน โดยผ่านคณะกรรมการบริหาร PCU +ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้นำชุมชน/ผู้ป่วย

            2.2 การเมือง ต้องมีปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสม (เพื่อประโยชน์ของชาวบ้าน โดยที่ไม่เป็นเครื่องมือทางการเมือง)

            2.3 สื่อในแม่สอด -มี cable TV และ วิทยุชุมชน (ตอนนี้ผมออกอยู่ทุกเสาร์ ที่ แม่ปะ radio)

            2.4 โรงพยาบาล-ตอนนี้เราปฏิสัมพันธ์โดยสร้างระบบการส่งต่อที่ดี โดยให้ รพ. เห็นภาพของชุมชนโดยจัด งาน palliative care+HHC เป็นธงนำ เราขึ้น round ทุกวันอังคาร ในปีหน้าจะจัดตอบกลับด้วยระบบ IT ตอนนี้เรานำหน้าเรื่องนี้ไปพอสมควร สนใจเยี่ยมชมที่ รัก palliative อีกทั้งเริมรับผู้ป่วยเรื้อรังในเขตเมืองมาดูแล (โดยสอดรับกับแผนทำกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรังในชุมชน)

3.สร้างความเข้มแข็งในองค์กร-เสริมพลังจากการทำงานที่ทำให้เราอ่อนล้า

ผมได้ไปอบรมกระบวนกรสุนทรียสนทนา คิดว่าจะเริ่มนำมาใช้ในองค์กร PCU โดยจัด พฤหัสหรรษา เดือนละ 1 ครั้ง

4.ส่วนเรื่อง PCU/สอ. ที่เป็นปัญหาเรื้อรังนั้น ผมจะไปพูดคุยกับท่าน สสอ. และท่าน ผอ. รพ. เพื่อได้มุมมองที่ชัดเจนและเปิดเวที คปสอ. อีกครั้ง คงต้องเริ่มตรงนี้ก่อนถึงจะทำงานก้าวต่อไปได้

สุดท้ายนี้สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานชุมชนคือการสร้างเครือข่ายปฐมภูมิที่หลากหลาย+เหนียวแน่น เพื่อ ชุมชน และสุดท้ายเพื่อให้เกิดคำว่า "ศูนย์สุขภาพชุมชนของเรา" จากปากชาวบ้านจริง ๆ