...ถ้าจริงก็แสดงว่าในบ้านี้เมืองนี้ คนที่จะมีโอกาศที่จะได้เรียนคงจะมีแต่คนทีเงิน มีโอกาสเท่านั้น...

ตั้งแต่ช่วงบ่าย ของวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา นับว่าเป็นเวลาที่น้องๆ นักเรียนกว่าแสนคนกำลังรอผลการประกาศเข้ามหาวิทยาลัยด้วยระบบแอดมิสชั่นอย่างในจดใจจ่อ และแน่นอนว่าในหน้าสื่อมวลชนทุกแขนงต่างพากันนำเสนอผลดังกล่าว โดยเฉพาะคนที่ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งในแต่ละสาขา แต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งก็ต้องขอแสดงความยินดีกับน้องๆ และผู้ปกครองมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

แต่เรื่องที่อยากนำมาเล่าต่อในที่นี้ คือ ข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งประจำวันนี้ (5 พ.ค.) ที่นำเสนอข่าวของน้องนักเรียนคนหนึ่งพร้อมกับผู้ปกครองที่กำลังร่ำไห้ เพราะลูกสอบติดคณะวิทยาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร แต่ไม่มีเงินที่จะส่งเสีย !!!

ผมอ่านข้าวจบก็นั่งนึกถึงนโยบายของชาติ โดยเฉพาะที่ออกมาจากบรรดานักการเมืองทั้งหลายที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโนบายสำคัญๆ ของชาติ และเท่าที่จำความได้ ผมได้ยินเสมอว่านโยบายด้านการศึกษา เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เด็กทีมีความรู้ ความสามารถ ต้องได้รับการศึกษา โดยการสนับสนุนของรัฐ โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อย่างที่น้องคนนี้เขาสอบติด

ผมเลยค่อนข้างแปลกใจกับข่าวนี้พอสมควร ว่าคนที่สอบได้ยังติดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนอีกหรือ ?

ซึ่งถ้าจริงก็แสดงว่าในบ้านี้เมืองนี้ คนที่จะมีโอกาศที่จะได้เรียนคงจะมีแต่คนทีเงิน มีโอกาสเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็มองว่าการให้โอกาสกับน้องๆ เหล่านี้คงไม่ใช่เพียงแต่การให้ทุนการศึกษาแบบไม่ต้องคืน (ให้เปล่า) เท่านั้น หากแต่ถ้ามีการจัดสรรกองทุนเพื่อการศึกษาที่ครอบคลุมกับความต้องการ แล้วให้น้องๆ เหล่านี้ใช้คืนหลังจากที่เข้าทำงานแล้ว ก็น่าจะเพียงพอ แต่พออ่านข่าวแล้วก็อดที่จะเกิดคำถามไม่ได้ครับ

อย่างไรก็ตามก่อนที่ผู้มีอำนาจจะมองเห็นความสำคัญ และจัดการกับปัญหานี้ได้ ก็ขอส่งแรงใจไปยังน้องๆ ทุกคน ผู้ปกครองทุกท่าน ที่กำลังเจอกับปัญหาเหล่านี้ หวังว่าคงจะได้นับความช่วยเหลือในเร็ววัน

และก็ต้องขอให้กำลังใจน้องๆ ที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ด้วย ซึ่งการพลาดคงไม่ใช่จุดสุดท้ายของการใช้ชีวิต หากแต่ยังมีมหาวิทยาลัยเปิด มหาวิทยาลัยเอกชน อีกหลายที่ที่จะเป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้แก่เรา ซึ่งผลของการเรียนไม่ได้ขึ้นอยู่แต่เพียงมหาวิทยาลัยเท่านั้น หากแต่ขึ้นอยู่กบความตั้งใจ และความสามารถของเรามากกว่า

ขอเป็นกำลังให้ให้ครับ