• เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ

ที่ ม.วลัยลักษณ์ KM คืออะไร

  KM เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาองค์กร โดยการพัฒนานั้นก็เป็นลักษณะของการพัฒนาที่ไม่มีขีดจำกัด ตราบใดที่องค์กรนั้นยังมีชีวิตอยู่  

เมื่อตอนเวลาประมาณ 9.30 น. ผมได้รับเชิญจากพนักงานส่วนกิจการนักศึกษาที่ทำงานในส่วนของการดูแล ส่งเสริม และพัฒนานักศึกษาที่อยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัยให้เป็นผู้ที่มีสามารถเรียนรู้ อยู่อาศัย อย่างมีความสุขในวลัยลักษณ์ของเรา ซึ่งผมขอเรียกว่า ชุมชนคนหอพัก วันนี้มีพวกเราเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 20 คนที่เดียว ซึ่งให้ผมได้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดและการดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการจัดการความรู้ในวลัยลักษณ์ของพวกเรา ซึ่งผมบอกตามตรงว่าผมดีใจมาก มีความสุขมาก และยินดีอย่างมากที่จะไปเข้าร่วมกิจกรรมตามคำเชิญ เพราะนั่นคือวัตถุประสงค์ที่สำคัญของการจัดการความรู้ กล่าวคือ การจัดการความรู้ต้องเกิดจากการใฝ่อยากที่จะรู้ของผู้ปฏิบัติงานจริงหรือคนหน้างานจริงจึงจะทำให้เกิดผลสำเร็จและเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ พวกเราอยากรู้ว่า KM คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญและถูกต้องที่สุดที่พวกเราควรที่จะได้รับรู้ก่อนที่จะได้เข้าไปสัมผัสกับมัน และจะได้ไม่หลงทางหรือผิดหวังในที่สุด และที่สำคัญที่สุดก็คือ เราต้องการทำ KM ไปเพื่ออะไร สิ่งเหล่านี้ต้องเข้าใจอย่างเข้าใจจึงจะทำให้การทำ KM ประสบความสำเร็จ สำหรับวลัยลักษณ์แล้ว KM ก็คือ เครื่องมือในการพัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาองค์กรให้ก้าวไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้และเป็นองค์กรคุณภาพ และบรรลุซึ่งวิสัยทัศน์ของวลัยลักษณ์ แล้ว KM ช่วยพัฒนาคนได้อย่างไร ด้วยกระบวนการของเครื่องมือตัวนี้ จะช่วยให้พวกเรามีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด เช่น เป็นคนที่คิดเชิงบวก มองปัญหาเป็นแบบฝึกหัด และคิดในภาพรวมมากกว่าแยกส่วน เป็นต้น ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่ได้ผ่านกระบวนการ KM ของวลัยลักษณ์เรามาคงจะยืนยันได้อย่างแน่นอน เมื่อวิธีของพวกเราเปลี่ยนก็จะทำให้เกิดค่านิยมร่วมที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากขึ้น เช่น การเสียสละ การคิดถึงส่วนรวมก่อนส่วนตน การรักษาวินัยในการทำงาน เป็นต้น  และเมื่อคนได้รับการพัฒนา แน่นอนที่สุดงานที่พวกเราทำก็จะได้รับการพัฒนาตามมาด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อคนมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและมีค่านิยมที่ดีต่อองค์กร การพร้อมที่จะรับและไม่กลัวที่จะเรียนรู้ในการใช้เครื่องมือทางการบริหารสมัยใหม่ต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น และเมื่อนั้นงานที่ทำก็จะเกิดการพัฒนา และที่สำคัญต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อคนพัฒนา งานพัฒนา ในที่สุดก็จะส่งผลให้องค์กรได้รับการพัฒนาไปสู่เป้าหมายได้ไม่ยาก ถึงตอนนี้ผมจึงอยากจะขอใช้โอกาสนี้ย้ำกับพวกเราว่า KM เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาองค์กร โดยการพัฒนานั้นก็เป็นลักษณะของการพัฒนาที่ไม่มีขีดจำกัด ตราบใดที่องค์กรนั้นยังมีชีวิตอยู่ ซึ่ง KM ไม่ใช่เครื่องมือที่จะนำมาใช้กำหนดมาตรฐานการทำงาน หรือวัดความสามารถใด ๆ ของคนในองค์กรทั้งสิ้น  

อีกประเด็นหนึ่งที่ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ที่ผมได้รับก็คือ ในอนาคต KM จะเป็นอย่างไร ผมตอบได้เลยว่าในที่สุดคำว่า KM จะหายไป เมื่อถึงเวลาที่พวกเราทำงานโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำ KM นั่นหมายความว่า เมื่อถึงว่านั้นพวกเราจะให้ความสำคัญที่กระบวนการของ KM มากกว่าคำว่า KM และนั้นก็คือ การที่ KM ได้ซึมเข้าไปในสายเลือดและหัวใจของคนทำงานทุกคนในวลัยลักษณ์เรียบร้อยแล้ว ทุกคนจะทำงานอย่างมีศักยภาพภายใต้วิธีคิดและค่านิยมร่วมที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร เมื่อถึงเวลานั้นทุกคนก็พร้อมที่จะปรับตัว เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ตามสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปของสังคมโลกในทุก ๆ ด้าน ถึงตอนนี้ผมจึงอยากจะบอกว่า KM เป็นเครื่องมือที่ให้การเรียนรู้ ไม่ใช่เป็นเครื่องมือที่ให้ความรู้ จริงไหมครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

  หมายเลขบันทึก: 18017
  เขียน:  
  แก้ไข:  
  ความเห็น: 2
  อ่าน:
  สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

KM  เป็นคำพูดที่กำลังเป็นที่นิยมกันมากในขณะนี้ โดยเฉพาะใน gotoknow แต่เชื่อมั๋ยครับ ผมไม่สนใจคำๆนี้เลย  ผมว่ามันเป็นคำฝรั่ง เป็นแนวคิดฝรั่งที่นิยามศัพท์ขี้นมา  แต่...KM มันเกิดขี้นมานานแล้วในโลกของเรา  แต่เราไม่ได้คิดถึงมัน มีอยู่คำนึงที่ผมได้จาก ม.วลัยลักษณ์ก็คือ "ชุมชนแห่งการเรียนรู้" ผมได้ยินคำๆนี้ก่อนที่จะได้ยินคำว่า KM ซะอีก และผมคิดว่ามันเพราะกว่า KM (แต่อาจจะยาวกว่ามากครับ) KM แทบจะเกิดขึ้นทุกที่ ทุกเวลา ถ้าเราจะให้มันเกิด หรือแม้บางทีมันเกิดขี้นโดยเราไม่รู้ตัว  สิ่งสำคัญก็คือ ไม่ต้องไปสนใจหรอกครับว่ามันจะเรียกว่าอะไร ขอให้สนใจเพียงแค่ว่า มันจะส่งเสริมอะไรให้กับสังคมมนุษย์เราแค่นั้นเอง....

สิ่งที่คุณตุมปังคิดเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วครับ ชื่อไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญอยู่ที่ความเข้าใจในปรัชญาของสิ่งที่ทำ ขอบคุณมากครับที่ได้เข้ามาอ่านบันทึก และมีข้อคิดเห็นที่น่าสนใจทีเดียวครับ