วันนี้มีเรื่องผิดคาดอีกเรื่องหนึ่งครับ จากการพาอิลฮามไปโรงเรียน ซึ่งวันนี้ไปเพื่อซื้อชุดนักเรียนและเอาหลักฐานไปส่ง (เนื่องจากวันไปสมัคร ไปแบบมือสิบนิ้วไปครับ) คือทีแรกไม่ยอมลงจากรถ อันนี้เหมือนรอบที่แล้ว แต่พอลงรถแล้ว เห็นสภาพห้องเรียนแล้ว มีของเล่นเยอะแยะ กลับไม่ยอมกลับบ้านครับ จริงๆ ถ้าจะเขียนเรื่องลูกผมน่าจะไปเขียนอีกบล็อกหนึ่งครับ แต่คราวนี้มาเล่าในบล็อกงานเนื่องจากมีหลายส่วนทีเกิดขึ้นเป็นมิติที่น่าจะไปสู่การประยุกต์ใช้ในการทำงานครับ

ตั้งแต่ตอนไปสมัครแล้วครับ คนรับสมัครซึ่งก็เป็นศิษย์เก่าของผมเอง ก็ถามว่า ทำไมอาจารย์ส่งลูกมาโรงเรียนนี้หล่ะ ผมก็ถามกลับไปว่า แล้วโรงเรียนนี้ห้ามรับลูกผมหรือเปล่าล่ะ? ศิษย์ผมก็ตอบว่า กลัวจังเลยอาจารย์ ผมเลยต้องถามต่อว่า แล้วกลัวอะไรล่ะ เขาตอบว่า กลัวโรงเรียนทำไม่ถูกใจอาจารย์

วันนี้ได้คุยกับแบร์ดี (รุ่นพี่มอ.ปัตตานีครับ) ซึ่งท่านเป็นครูใหญ่ของโรงเรียน (ถ้าผมจำตำแหน่งไม่ผิด) ท่านก็พูดแนวเดียวกับลูกน้องวันก่อนเลยครับว่า เครียดเลย อาจารย์มหาวิทยาลัยอิสลามยะลาส่งลูกมาเรียนที่โรงเรียนเยอะ

อ้าวเป็นงั้นไป ผมเลยถามว่า ทำไมล่ะ? (สงสัยจริงๆ) แบร์ดีตอบว่า อาจารย์จะพูดเสียงดังกว่าชาวบ้านทั่วไป ฮิฮิฮิ ท่าจะจริงครับ เพราะเวลาผมพูดสามารถรับฟังกันได้ทั่วโลก ผ่าน g2k นี้แหละครับ ฮาฮาฮา แต่ท่านก็บอกผมว่า ในอีกมุมหนึ่งท่านดีใจ เพราะนั่นหมายถึงท่านได้แหล่งความรู้มาเพื่อพัฒนาโรงเรียนเพิ่มขึ้น

ผมเลยได้ประเด็นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครับว่า ถ้าทุกคนมองหาความสมบูรณ์แบบจากโรงเรียนหนึ่งโรงเรียน ผมว่าหาไม่ได้หรอกครับ เพราะขนาดทฤษฏีการจัดการศึกษาที่มีการใช้กันอยู่ปัจจุบัน ก็มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ไม่มีทฤษฏีไหนที่สามารถบอกได้ว่าสมบูรณ์แบบเลย แล้วจะให้โรงเรียนสมบูรณ์แบบได้อย่างไร แต่ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า เรียนรู้และปรับปรุงตลอดเวลาหรือเปล่า?

แล้วถ้าจะถามผมว่า ผมมองหาโรงเรียนแบบสมบูรณ์แบบให้กับลูกหรือเปล่า? ผมตอบได้เลยครับว่า ไม่ครับ ผมไม่ต้องการส่งลูกไปโรงเรียนที่เขาเรียกว่าสุดยอด? ผมว่าไม่จำเป็น ผมไม่ได้ต้องการให้ลูกผมเป็นคนเก่ง ผมแค่อยากให้ลูกผมได้เรียนรู้อย่างมีความสุข และรักการเรียนรู้เท่านั้นเอง

ประเด็นง่ายๆ ที่ผมคิดคือ ระหว่างโรงเรียนที่อยู่ไกลบ้านแต่มีคุณภาพกับโรงเรียนใกล้บ้านคุณภาพอยู่ระดับแค่พอโอเค ผมเลือกอย่างหลังครับ เพราะผมไม่ต้องการให้ลูกผมทรมานกับการเดินทางในทุกๆ วัน

หลายคนอาจไม่เห็นด้วยครับกับแนวคิดของผม แต่ผมใช้ผมเป็นเกณฑ์ครับ ผมไม่ได้จบโรงเรียนดังๆ ผมจบจากปอเนาะเล็กๆ จบ ม. 3 พ่อถามผมว่าจะเปลี่ยนโรงเรียนมัย (ท่านสงสัยว่า รร.นี้มันจะพาลูกไหวหรือเปล่า) ผมตอบท่านไปว่า รร.นี้แหละ ไม่ต้องเปลี่ยนแล้ว ซึ่งถ้าโรงเรียนคือคำตอบของความสำเร็จ ผมว่า ผมก็น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มคนที่ล้มเหลวก็ได้ เอาละครับบางอย่างเป็นความบกพร่องของโรงเรียนที่ติดตัวผมมา แต่บางทีความบกพร่องนั้นกับทำให้ด้านอื่นๆ ของผมแข็งแกร่งก็ได้ครับ

ผมว่า ผมชอบโรงเรียนนี้ด้วยสองสามประการครับ คือ สะดวกในการเดินทางของลูกในการไปกลับ สองคือ ทีมงานกระตือรือร้นในการเรียนรู้และพัฒนา ผมไปคุยกับโรงเรียนครั้งเดียวครับ ตอนนี้พวกเขากำลังพัฒนาโจทย์วิจัยร่วมกับสกว.สำนักงานภาคอยู่ครับ ซึ่งผมยอมรับว่า ถ้าคิดอย่างนี้ การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนก็ไม่หยุดอยู่กับที่แน่นอนครับ ยิ่งวันนี้ได้คุยกันว่างานวิจัยดังกล่าวไปหนึ่งไหนแล้ว แบร์ดีย์ตอบผมว่า ท่านต้องการให้งานวิจัยชิ้นนั้นเป็นไปอย่างสอดคล้องกับงานประจำ ไม่ใช่ต้องมาเพิ่มภาระให้ครูอีกงานหนึ่ง ผมว่าอันนี้แหละครับถูกต้องที่สุด นักวิชาการในมหาวิทยาลัยใช้ว่า r2r แฮะแฮะ

ผมปิดท้ายการสนทนาครั้งนี้อย่างนี้ครับว่า ระหว่างทฤษฏี องค์ความรู้ที่มีในตัวอาจารย์ทั้งหลาย กับความเป็นจริงของผู้ปฏิบัติงานจริง ต้องเอามาทั้งสองอย่างครับ แล้วนำมาพิจารณาดูว่า ช่องว่างมันอยู่ที่ไหน สำหรับผมๆ ให้ความสำคัญตรงความรู้ของคนปฏิบัติครับ เพราะประสบการณ์ตรงมีค่ามากกว่าการอ่านหนังสือหรือเรียนรู้มาจากการฟังเพียงอย่างเดียว ในบางเรื่องผมเป็นนักวิชาการที่เกิดความรู้จากการอ่าน การฟังครับ และผมก็เชื่อว่าความรู้ที่ผมมีเทียบไม่ได้กับประสบการณ์ของคนที่ทำจริงอยู่ในโรงเรียนจริงๆ ผมเลยต้องลงมาหาความรู้เพิ่มตามโรงเรียนต่างๆ ฮิฮิฮิ เพราะผมยังไม่มีปัญญาสร้างโรงเรียนเอง

ดังนั้นอย่ากลัวความเป็นอาจารย์เลยครับ แฮะแฮะ แค่อาจารย์พูดดังไปนิดหนึ่ง และคนฟังมากไปหน่อยเท่านั้นเอง ยิ่งตัวผมเองที่พูดดังก็เพราะไอ้ g2k นี้แหละตัวการใหญ่ (ว่าไปนั้น) ใครจะอ่านก็อ่าน ใครไม่อยากอ่านก็ไม่ต้องการ แต่ก็มีหลักฐานไว้แล้วว่า ผมพูดไปแล้ว (บอกแล้วว่า g2k รับผิดชอบได้ทุกอย่าง ฮิฮิฮิ)